- 12 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ภายหลังจากที่มหาเถรสมาคมมีมติว่าจะไม่ดำเนินการใดๆกับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เนื่องจากกระบวนการร้องเรียนได้ยุติลงไปแล้งตั้งแต่ปี 2543
ก่อนที่เครือข่ายชาวพุทธที่นำโดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิก สปช.จะออกมาระบุว่าในวันที่ 15กุมภาพันธุ์นี้จะร้องทุกล่าวโทษกับดีเอสไอ และผู้ตรวจการแผ่นดินว่า มหาเถรสมาคมและผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 หรือไม่
ขณะเดียวกันสังคมก็จับตามองไปที่ปฏิกิริยาของหน่วยงานภาครัฐว่าจะมีต่อเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไร
นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณี มส.มีมติว่าพระธัมมชโยไม่อาบัติปาราชิก ว่า หลังจากมีมติออกมาแล้วต้องไปดูหนังสือชี้แจงของ มส.และพศ.ที่จะทำไปถึงดีเอสไอในฐานะที่ทำเรื่องสอบถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ได้บอกพศ.ไปว่าเรื่องนี้สังคมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย ข้อบังคับ หรือพระธรรมวินัยเท่านั้น แต่เป็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธา ต่อองค์กร สถาบันพระพุทธศาสนา พศ.จึง ต้องชี้แจงต่อสังคมให้เข้าใจว่าที่ผ่านมาได้ทำไปตามอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้าง สุดขอบเขต อำนาจตัวเองแล้วหรือยัง ขณะที่ มส.คงต้องทำแบบนี้เช่นเดียวกัน ซึ่งตนได้มีข้อเสนอแนะไปแล้ว
ถามว่า จะทำอย่างไรเพราะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชกับวัดพระธรรมกาย ซึ่งยังเป็นที่สงสัยของสังคมอยู่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า คิดว่าเราต้องแยกกันก่อน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ มส.หารือกันเรื่องพระภิกษุรูปหนึ่ง เขามองแล้วว่าข้อกฎหมายหรือข้อธรรมวินัยที่ออกมาก็เป็นไปตามมตินั้น แต่ว่ามีเรื่องของศรัทธาอยู่ จึงต้องดูสังคมรู้สึกอย่างไร จำเป็นต้องชี้แจงหรือทำความเข้าใจอะไรเพิ่มเติม
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะประชาชนเริ่มเสื่อมศรัทธากันแล้ว นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ก็ต้องเอาศรัทธากลับมาให้ได้ ให้เข้มแข็ง
เมื่อถามย้ำว่า หลังจากนี้ พศ.จะดูแลอย่างไรให้พระสงฆ์อยู่ในกฎระเบียบที่ถูกต้อง ไม่ทำอะไรผิดข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนา นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เราเคยบอกกันว่าต้องยึดข้อกฎหมาย ข้อบังคับของ มส.และพระธรรมวินัย แต่วันนี้คิดว่าเราคงต้องเพิ่มอีกสักเรื่องหนึ่งแล้วคือต้องคำนึงถึงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กรพระพุทธศาสนา จะคิดแบบเดิมไม่ได้แล้ว
"ผมเห็นว่าเรื่องของคณะสงฆ์หรือของใครก็แล้วแต่ ว่ากันไปเป็นกรณีไป โดยยึดกฎหมายและพระธรรมวินัยเป็นหลัก แล้วดำเนินการไปตามนั้น ส่วนประเด็นใดที่ไปเชื่อมโยงกับความศรัทธาของสังคมก็ต้องมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ดังนั้นเรื่องที่ยังค้างคาก็ต้องติดตามดูไปตามข้อกฎหมายที่มีอยู่ ดีเอสไอก็ทำของเขาต่อไป"
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงมติของ มส.ในกรณีพระธัมมชโยว่า เป็นหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งดีเอสไอ ได้รับเรื่องร้องจากผู้ร้องก็จำเป็นต้องดำเนินการตามคำร้องเพื่อแจ้งผลให้ผู้ร้องรับทราบว่าที่ต้องการทราบว่ามีการดำเนินการอย่างไรนั้น ดีเอสไอสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้แล้วได้คำตอบอย่างไรบ้าง ในส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยมีการร้องเรียนทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับดีเอสไอและบางประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้อง หากเป็น ประเด็นที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการตามหน้าที่ แต่ หากไม่เกี่ยวข้องก็มีหน้าที่สอบถามจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อตอบคำถามกลับไปยังผู้ร้อง
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ประเด็นอาบัติปาราชิกหรือไม่ของพระธัมมชโย เป็นหน้าที่ของหน่วยงานสงฆ์ที่รับผิดชอบโดยตรง ดีเอสไอมีหน้าที่สอบสวนคดีอาญา ซึ่งครั้งนี้ดีเอสไอทำหน้าที่เป็นตัวกลางสอบถามไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อหาคำตอบให้ผู้ร้อง ส่วนผลการพิจารณาทางสงฆ์จะเป็นอย่างไร หน่วยงานนั้นๆ ก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อผลการพิจารณาของตัวเอง ซึ่งเชื่อว่าสังคมจะตัดสินเองได้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอพิจารณารายละเอียดหนังสือชี้แจงจาก มส.ก่อนว่าได้พิจารณาเรื่องอย่างไร ซึ่งอาจมีการให้ข้อสังเกตในจุดที่เห็นสมควร
ส่วนกรณีที่จะมีการฟ้องร้องเอาผิดกับ มส.ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้น หากมีการร้องมาที่ดีเอสไอ ทางเราก็ต้องส่งเรื่องไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจไต่สวนคือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน เพราะเป็นความผิดของเจ้าพนักงานไม่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ
ล่าสุด พระพุทธะอิสระเข้าพบพล.ต.ต. กฤษณะ ทรัพย์เดช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับมหาเถรสมาคมในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เรื่องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ที่อวดอ้างคุณพิเศษออกสื่อคอมพิวเตอร์ ว่าสตีปจ็อบซึ่งตายไปแล้วเกิดอยู่ในชั้นเทพบุตร ส่วนเรื่องอาบัติปาราชิก เป็นเรื่องการยักยอกเงิน ซึ่งความผิดนั้นสำเร็จแล้ว จึงไม่มีสิทธิถอนฟ้อง
และไม่ว่าท้ายที่สุดประเด็นการตรวจสอบมหาเถรสมาคมและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะออกมาเป็นอย่างไร ทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็อยากจะให้คุณผู้ชมได้พิจารณาข้อมูลเหล่านี้ว่าถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มหาเถรสมาคมหรือ มส. ไม่ดำเนินการใดๆกับพระธัมมชโยใช่หรือไม่
เพราะเมื่อไล่เรียงและตรวจสอบรายชื่อกรรมการ มส. 12 รูปจาก 20 รูปที่ ก็จะพบว่า แต่ละคนล้วนแล้วแต่มีสายสัมพันธ์กับวัดพระธรรมกายทั้งสิ้น
ฝ่ายมหานิกาย
1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ ป.ธ.9) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ประธานที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย)อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
2.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี ป.ธ.9) วัดสุทัศนเทพวราราม กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
3.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ.9) วัดพิชยญาติการาม กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป เป็นพยานให้ธัมมชโยในคดีอาญา รับรองการสอนของธัมมชโยว่า ถูกต้องตามพระไตรปิฎก ทุกประการ
4.สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ ป.ธ.9) วัดไตรมิตรวิทยาราม กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
5.พระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ์ เขมงฺกโร ป.ธ.3) วัดยานนาวา กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
6.พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ ป.ธ.9) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
7.พระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม ป.ธ.9) วัดสามพระยา กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
8.พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9) วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
9.พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) วัดสระเกศ กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
10.พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.) วัดประยุรวงศาวาส กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย
1.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ.9) วัดสัมพันธวงศาราม (นานาสังวาส) กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
2.พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) วัดสัมพันธวงศาราม (นานาสังวาส) กรรมการที่ปรึกษา โครงการ (ธรรมกาย) อุปสมบทหมู่ ภาคฤดูร้อน 100,000 รูป
ขณะที่ พระพรหมเมธี(จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษก มส.เคย
กล่าวถึงโครงการธุดงค์ธรรมชัยเอาไว้ว่า “ขอกราบอนุโมทนากับหลวงพี่ธัมมชโย ที่ท่านคิดอะไรข้ามกาลเวลา เราคิดไม่ถึง แต่ท่านคิดได้ เป็นการทอดสะพานบุญให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าน้อมใจนึกได้ว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งอันอุดม ทำให้เกิดความอบอุ่น ถ้าพระสงฆ์ทั่วประเทศได้ปฏิบัติตามเป็นจารีตประเพณีในการธุดงควัตรเช่นนี้ ความมั่นคงในพระพุทธศาสนาจะหยั่งรากลึกแน่นในแผ่นดินของเรา”
จากข้อมูลที่ปรากฏ ย่อมไม่แปลกใจเลยว่า สังคมจะตั้งข้อกล่าวหากับสิ่งที่เกิดขึ้นว่า กรรมการ มส.กระทำการภายใต้สิ่งที่เรียกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องเพราะกรรมการ มส.ล้วนแล้วเคยร่วมงานกับวัดพระธรรมกายมาแล้วทั้งสิ้น
นอกจากนี้ ในโซเชียลเน็ตเวิร์กยังมีการตั้งคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว อาทิ พระธัมมชโยเคยมอบเงินให้กับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จำนวนเงิน 100 ล้านบาท เพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างมหาเจดีย์วัดปากน้ำภาษี เจริญ ใช่หรือไม่
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เป็นประธานมอบพัดยศ และงานฉลองพัดยศให้กับพระธัมมชโย ใช่หรือไม่
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า อาตมาเองตั้งแต่เกิดมาจนถึงบัดนี้ 87 ปีแล้ว เพิ่งจะวันนี้เองที่ได้เดินบนกลีบกุหลาบ จึงชื่นใจ กรณีเป็นประธานเดินธุดงค์เดินดอกไม้ และวัดปากน้ำกับวัดพระธรรมกายเป็นวัดพี่วัดน้อง หรือเสมือนหนึ่งว่าเป็นวัดเดียวกัน มีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน วัดปากน้ำมีอะไร วัดพระธรรมกายมีอะไร ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ใช่หรือไม่
นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนชื่อดังเคยโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นต่อมติดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่ มส. ลงมติ ว่า ธมฺมชโยไม่เป็นปาราชิกนั้น แสดงว่า มส. ที่ลงคะแนนให้ พระธมฺมชโย น่าจะมีชนักติดหลังในทำนองเดียวกัน
แต่นี่ไม่ใช่คราวแรกที่มหาเถรสมาคมมีพฤติกรรมเช่นนี้ เช่นเมื่อคราวกิตฺติวุฒฺโฑภิกขุสั่งรถวอลโว่เข้ามาโดยไม่ยอมเสียภาษี นี่ก็เป็นอทินนาทานปาราชิกเช่นเดียวกัน เพราะพระมีค่าเพียงแค่เงินบาทเดียว ฉ้อฉลเพียงบาทเดียวก็ต้องอทินนาทานปาราชิกหมดความเป็นภิกษุภาวะ คราวกิตฺติวุฒฺโฑ มหาเถรสมาคมก็ลงมติว่าเป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ และให้เอาเงินไปเสียภาษี เพื่อจบเรื่อง ดังกรณีธัมฺมชโยก็เช่นกัน อ้างว่าได้คืนเงินคืนทองไปแล้ว ยังสามารถคงความเป็นลัชชีไว้ได้ นี่เป็นตัวอย่างแห่งความอัปลักษณ์ของกรรมการมหาเถรสมาคม
ที่สำคัญคือ ในเมื่อลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราชชี้ชัดว่าบุคคลผู้นี้ต้องอทินนาทานปาราชิก แล้วกรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งอ้างว่าเคารพสมเด็จพระสังฆบิดร กลับไม่ทำตามมติสมเด็จพระสังฆราช โดยที่อ้างว่าเขาคืนเงินให้แล้ว เป็นอันหมดมลทิน นั่นเป็นเรื่องตะแบงพระวินัยอย่างชัดเจน
ด้าน พระไพศาล วิสาโล โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจเกี่ยวกับมหาเถรสมาคมบางช่วงบางตอนว่า ประการแรกกรณีดังกล่าวไม่เพียงชวนตั้งคำถามกับคุณธรรมและวิจารณญาณของกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นรายบุคคลเท่านั้น
หากยังบ่งชี้ถึงข้อบกพร่องของระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่คนเพียง 20 คน โดยไม่มีกลไกการตรวจสอบภายใน ไม่ต้องรับผิด(accountability)กับผู้ใด อีกทั้งขาดความโปร่งใส จึงเปิดโอกาสให้มีการวิ่งเต้นใช้เส้นสายหรือผลประโยชน์เพื่อชักจูงโน้มน้าวกรรมการมหาเถรสมาคม นำไปสู่การละเลย ไม่ใส่ใจ ต่อการประพฤติผิดพระธรรมวินัยของพระที่ร่ำรวยหลายรูป หรือถึงกับสนับสนุน รู้ เห็น เป็นใจให้กับพระเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า (รวมทั้งเลื่อนสมณศักดิ์) จนบุคคลอย่างธัมมชโย สามารถแผ่อำนาจและเครือข่ายไปอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายธรรมกายก็ไม่ได้ปล่อยให้ฝ่ายตัวเองถูกตรวจสอบ แต่ได้ใช้สื่อและเครือข่ายที่มีอยู่ตั้งรับเชิงรุก ด้วยการออกมาตอบโต้ และให้ข้อมูลแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
ที่เห็นได้ชัดเจนก่อนหน้านี้ก็คือ ผศ.ดร.เสถียร วิพรมหา อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัยและนายกสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา(สนพ.)
เป็นนายเสถียรคนเดียวกับนายเสถียรที่ขึ้นเวที นปช.ลั่นกลองรบ ที่ถนนอักษะ เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2557
“พระเมธีธรรมาจารย์(ประสาร จันทสาโร)” รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา(สนพ.)
เป็นพระเมธีธรรมาจารย์รูปเดียวกับพระเมธีธรรมาจารย์ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับระบอบทักษิณ โดยปรากฏตัวทางสถานีโทรทัศน์ Peace TV และเคยเป็นแขกรักเชิญในรายการของจอม เพชรประดับ
ความจริงเรื่องความสัมพันธ์ของวัดพระธรรมกายกับคนเสื้อแดงนั้น เป็นที่โจษขานกันมาเนิ่นนานพอสมควร หากยังจำกันได้เคยปรากฏภาพของ นายทักษิณ ชินวัตร คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร เคยร่วมทำบุญกับวัดพระธรรมกาย รวมกระทั่งถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรก็เคยไปร่วมงานบุญของวัดพระธรรมกายเช่นเดียวกัน
แต่ที่เด็ดที่สุดคือในยุคที่ นายทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะหลังจากคดียักยอกเงินวัดของพระธัมฺมชโยเดินทางมาถึงจุดเข้าได้เข้าเข็ม โดยเรื่องมาหยุดอยู่ตรงที่การพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการอัยการสูงสุด ปรากฏว่า วันดีคืนดีอัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีของพระธัมมชโยหน้าตาเฉยท่ามกลางข้อสงสัยของคนทั้งแผ่นดิน
อัยการอ้างว่าได้คืนเงินให้วัดแล้วจึงถอนคดีในนาทีสุดท้าย ทำให้คดีสิ้นสุดโดยที่ศาลไม่ได้ตัดสิน
และที่ลืมไม่ได้เลยก็คือ “พระราชวิจิตรปฏิภาณ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เจ้าคุณพิพิธ” แห่งวัดสุทัศนเทพวนาราม ที่ออกมารับบทองครักษ์พิทักษ์มหาเถรสมาคม(มส.) โดยเฉพาะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์อย่างออกนอกหน้า ด้วยการระบุว่า การเคลื่อนไหวของหลวงปู่พุทธะอิสระและนายไพบูลย์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของแผนในการสกัดไม่ให้สมเด็จวัดปากน้ำขึ้นเป็นสมเด็จ พระสังฆราช
ขนาดนักวิชาการอย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ ยังแสดงความคิดเห็นปกป้องวัดพระธรรมกายเช่นกัน
โดยครั้งหนึ่งเคยระบุว่า "ควรเคารพสติปัญญาของคนธรรมดา อย่ารังเกียจธรรมกายหรือสันติอโศก หากใครไม่ชอบไม่นับถือก็ไม่ต้องเดินทางไปที่วัดดังกล่าว ต้องปล่อยให้คนเลือกสิ่งที่จะนับถือด้วยตนเอง เลือกสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับตน ส่วนหากจะมองว่าธรรมกายไม่เป็นไปตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าคิดว่าในสมัยพุทธกาลพระอรหันต์แต่ละรูปก็ไม่ได้จดจำสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนได้ทั้งหมด หรืออาจจำได้ไม่เหมือนกัน
ฉะนั้นต้องปล่อยให้ประชาชนคิดเอาเองว่าจะนับถือใคร โดยต้องปล่อยให้สำนักต่างๆ มีการแข่งขันกันเพื่อให้สังคมมีของดี และหากสามารถนำเสนอทางเลือกที่สอดคล้องกับโลกในยุคปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และไม่จำเป็นต้องสนใจ มส."
