"ดีเอสไอ" เล็งดำเนินคดี "ธัมมชโย" ข้อหารับของโจร - ฟอกเงิน !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


การดำเนินคดีกับพระธัมมชโยยังไม่จบ เพราะล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาดำเนินการ ในคดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งก่อนหน้านี้อัยการได้สั่งฟ้องนายนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ในข้อหายักยอกเงินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

 

 

 


พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กล่าวถึงการสอบสวนความผิดฐานฟอกเงินและรับของโจรกับพระธัมมชโย วัดพระธรรมกาย และพระเครือข่าย ซึ่งได้รับเช็คที่ได้มาจากการยักยอกทรัพย์ของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ว่า คดีดังกล่าวเป็นไปตามความเห็นของพนักงานอัยการที่ส่งเรื่องมายังดีเอสไอเมื่อวันที่ 29 ม.ค. เพื่อให้ดำเนินการสอบสวน

 


ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาดำเนินการ ในส่วนของวัดพระธรรมกายและเครือข่ายมีข้อเท็จจริงชัดเจนจากการสอบสวนเส้นทางการเงินก่อนหน้านี้ว่ามีการรับเช็คจำนวนดังกล่าวไปจริง

 


หลังจากนี้ต้องสอบสวนว่าจะเข้าข่ายความผิดใดระหว่างฟอกเงินหรือรับของโจร โดยต้องพิสูจน์เจตนาเป็นหลัก ซึ่งกรณีการฟอกเงินคือต้องดูทั้งเจตนา มีมูลหนี้ต่อกันหรือไม่ หากไม่มีมูลหนี้ต่อกันก็ถือเป็นข้อสังเกตเรื่องเจตนาว่าต้องรู้หรือควรรู้ว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการยักยอกหรือไม่

 


ส่วนกรณีรับของโจรต้องพิจารณาว่าได้รู้มาก่อนหรือไม่ว่าเงินดังกล่าวได้มาจากการกระทำผิด ซึ่งทั้ง 2 ข้อหามีอายุความต่างกัน โดยคดีฟอกเงินมีอายุความ 15 ปี ส่วนข้อหารับของโจรมีอายุความ 5 ปี“

 


ซึ่งก่อนหน้านี้ชุดสอบสวนเส้นทางการเงินมีข้อมูลการสอบสวนพอสมควรแล้ว ดังนั้นจะต้องเรียกสอบพยานเพิ่มเติมหรือไม่ ต้องพิจารณาอีกครั้ง แต่คาดว่าจะใช้เวลาสอบสวนอีกไม่มาก ภายในเดือนก.พ.นี้น่าจะสามารถชี้มูลความผิดได้ ส่วนกรณีที่การชี้มูลความผิดเพิ่มเติมในคดีดังกล่าวจะมีผลกระทบกับวินัยสงฆ์หรือไม่ ในส่วนที่ดีเอสไอดำเนินการเป็นเรื่องของคดีอาญา และขณะนี้ยังไม่มีผู้ร้องเรื่องวินัยประเด็นรับเช็คสหกรณ์

 


คดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งก่อนหน้านี้อัยการได้สั่งฟ้องนายนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ในข้อหายักยอกเงินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น

 


สาระสำคัญทางคดีอีกหนึ่งเรื่องก็คือ กรณีที่นายศุภชัยได้โอนเงินจำนวนมหาศาลไปให้กับกลุ่มบุคคลต่างๆนั้น บุคคลต่างๆเหล่านั้นจะต้องถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ ในข้อหาอะไร

 


การพิจารณาความผิดของกลุ่มผู้รับเช็คจากนายศุภชัย ทั้งหมด 7 กลุ่ม ประกอบด้วย

1.กลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้

2.กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้

3.กลุ่มวัดพระธรรมกาย

4.กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ

5.กลุ่มผู้ต้องหาและเครือข่าย

6.กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค

7.กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน

 


เมื่อวันที่ 2 ก.พ.นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะพนักงานสอบสวน จนกระทั่งมีความเห็นร่วมกันว่าจะเดินหน้าสืบสวนสอบสวนว่า พฤติกรรมการรับเงินของแต่ละกลุ่มเข้าข่ายการฟอกเงินหรือไม่

 


การพิจารณาคดีฟอกเงิน 12,000 ล้านบาท เกี่ยวกับผู้รับเช็ค 878 ฉบับ ตามที่แบ่งออกเป็น 7  กลุ่มนั้น โดยเฉพาะในส่วนของวัดพระธรรมกาย พบว่ามีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการบริจาคให้วัดเข้าบัญชีพระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) และเข้าบัญชีพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ทั้งนี้ ดีเอสไอขอเวลาสอบสวนเพิ่มเติมและจะเร่งคดีให้เสร็จโดยเร็ว ถ้าหากสอบสวนกลุ่มไหนเสร็จก่อนก็จะส่งฟ้องทันที

 


ทั้งนี้หากโฟกัสไปที่การรับเช็คของพระธัมมชโย หรือบุคคลในเครือข่ายปรากฎหลักฐานดังต่อไปนี้

 


หมายความว่าต่อจากนี้ก็ต้องมาลุ้นกันว่า 7 กลุ่มที่ได้กล่าวไปข้างต้นจะถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินด้วยหรือไม่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. 2542
 

ซึ่งได้ระบุถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและ โทษเอาไว้ในมาตรา 5- 9และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ความผิดฐานรับของโจร

 


พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. 2542 มาตรา 5 ระบุว่า ผู้ใด


(1) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ


(2) กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด


ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน


มาตรา 6  ผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน แม้จะกระทำนอกราชอาณาจักรผู้นั้นจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ถ้าปรากฏว่า


(1) ผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดคนใดคนหนึ่งเป็นคนไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย


(2) ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และได้กระทำโดยประสงค์ให้ความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือรัฐบาลไทยเป็นผู้เสียหาย หรือ


(3) ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่การกระทำเกิดขึ้นในเขตอำนาจของรัฐนั้น หากผู้นั้นได้ปรากฏตัวอยู่ในราชอาณาจักรและมิได้มีการส่งตัวผู้นั้นออกไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน


ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 10 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม


มาตรา 7  ในความผิดฐานฟอกเงิน ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น


(1) สนับสนุนการกระทำความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด


(2) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด


ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้


มาตรา 8  ผู้ใดพยายามกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ


มาตรา 9  ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

 


ถ้าได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

 


ในกรณีที่ความผิดได้กระทำถึงขั้นลงมือกระทำความผิด แต่เนื่องจากการเข้าขัดขวางของผู้สมคบทำให้การกระทำนั้นกระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้สมคบที่กระทำการขัดขวางนั้น คงรับโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งเท่านั้น

 


ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งกลับใจให้ความจริงแห่งการสมคบต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะมีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้

 


ขณะที่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357  ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 


ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำเพื่อค้ากำไรหรือได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ (๑๐) ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท

 


ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๕ ทวิ การชิงทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๙ ทวิ หรือการปล้นทรัพย์ตามมาตรา ๓๔๐ ทวิ ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท

 


พิจารณาจากองค์ประกอบของรูปคดีทั้งหมดก็ต้องมาลุ้นกันว่าพระธรรมชโยกับกลุ่มบุคคลรวมทั้ง 7 กลุ่ม ในท้ายที่สุดจะถูกสั่งฟ้องคดีฟอกเงินหรือไม่