- 12 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
นอกเหนือจากปรากฎการณ์ที่ถูกจับตามองว่าการเผยแพร่บทสัมภาษณ์น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของสื่อต่างประเทศอย่าง เดอะ เสตรทส์ ไทมส์ และ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล ในช่วงที่กระบวนการพิจารณาความผิดทางแพ่งนโยบายรับจำนำข้าวมีความคืบหน้าเป็นลำดับ มีนัยยะทางการเมืองไม่ปกติธรรมดาแล้ว
ถ้อยคำสัมภาษณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ผ่านสื่อต่างประเทศ ในบางช่วงบางตอนยังมีข้อบ่งชี้ว่า ครอบครัวชินวัตรจะยังคงเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านพรรคเพื่อไทยต่อไปในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2560 แม้ว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะต้องเผชิญกับวิบากรรมสำคัญในคดีรับจำนำข้าว
ขณะที่วันนี้ ( 12 ก.พ.) ในช่วงระหว่างการเดินทางไปเป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ และงานวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยชินวัตร และสภาวิจัยแห่งอิตาลี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการเปิดเผยแนวทางการสรุปความผิดจากการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ของ นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว โดยพูดเพียงสั้น ๆ ว่า จะให้ความเห็นเรื่องนี้ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ซึ่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้กำหนดให้ไต่สวนพยานฝ่ายอัยการนัดที่ 2 ในคดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ที่ละเลยไม่ยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ส่งผลให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ สิ่งที่หลุดรอดออกจากคนใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์มีนัดหมายเปิดบ้านให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง นอกเหนือจาก เดอะ เสตรทส์ ไทมส์ และ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล ที่สนข.ทีนิวส์นำเสนอไปก่อนหน้านี้
โดยกลุ่มสื่อที่ได้รับการประสานงานจากคนใกล้ชิดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้เข้าสัมภาษณ์รอบล่าสุด ประกอบด้วยสื่อระดับโลกอย่าง Reuter AFP และ NHK เป็นแกนหลัก ร่วมกับสำนักข่าวอีกหลายสำนัก และน.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เปิดการให้สัมภาษณ์ในหลายประเด็น นอกเหนือจากการเกิดโอกาสให้คณะสื่อมวลชนได้ร่วมชมแปลงผักสลัด เหมือนที่เคยทำไปแล้วกับทั้งสื่อไทยและเทศเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559
และในการเปิดบ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมแปลงผัก เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2559 มีการนำเสนอผ่านสื่อมวลชนบางค่าย ที่มีความสนิทสนมเป็นพิเศษ รวมถึง เดอะ เสตรทส์ ไทมส์ ซึ่งตีพิมพ์รายงานพิเศษในหัวข้อ “Commoner” Yingluck still in focus เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2559 โดยผู้สื่อข่าวที่ชื่อ TAN HUI YEE ซึ่งบรรยายภาพลักษณ์ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่า ถึงแม้จะต้องถูกกระทำโดยรัฐบาลทหาร แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ยังคงถือเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองที่สำคัญ โดยเฉพาะถ้าวัดจากแฟนเพจที่มากถึง 4.7 ล้าน หรือ คิดเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับแฟนเพจของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งในการนำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ของ เดอะ เสตรทส์ ไทมส์ และมีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2559 ตามที่สำนักข่าวทินิวส์นำเสนอไปก่อนหน้า นอกจากจะปรากฏว่าชื่อผู้สื่อข่าวซึ่งทำหน้าที่สัมภาษณ์พิเศษน.ส.ยิ่งลักษณ์ ว่าเป็น TAN HUI YEE แล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่ในรายงานพิเศษชิ้นดังกล่าวก็คือการเน้นย้ำว่าทั้ง นายทักษิณและน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังมีบทบาทสูงทางการเมืองของไทย แม้ว่าจะถูกรัฐบาลทหารปิดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจน จนนำมาสู่ข้อความที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบคำถาม เดอะ เสตรทส์ ไทมส์ ด้วยความมั่นใจอนาคตทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย ภายใต้การสนับสนุนของครอบครัวชินวัตรว่า “พรรคเพื่อไทยจะยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง”
และด้วยปรากฎการณ์ที่มีความเคลื่อนไหวในเชิงรุกผ่านสื่อต่างประเทศ โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมหนีไม่พ้นการตั้งข้อสังเกตว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีมุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในแฝงเร้นหรือไม่อย่างไร
เนื่องจากก่อนหน้านี้กรณีที่มีการส่งจดหมายของสมาชิกสภายุโรป 2 ราย คือ นายแวร์นาร์ แลเนิน (Werner Langan) กับนายเอลมาร์ โบรค (Elmer Brok) จริง เพื่อเชิญน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม หรือเมืองสตาร์สบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังจะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกดคีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีปล่อยปะละเลยให้เกิดความเสียหายในการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว ก็เคยถูกตั้งข้อสงสัยจากกระทรวงต่างประเทศไทยมาแล้วว่า เป็นการดำเนินการโดยล็อบบี้ยิสต์เพื่อสร้างสถานการณ์ หรือเปิดช่องให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ลี้ภัยไปต่างประเทศหรือไม่
ด้วยเนื้อหาของจดหมายฉบับดังกล่าวมีความไม่ปกติในหลายจุด โดยเฉพาะข้อสังเกตเรื่องการใช้คำว่า “Khun” นำหน้าชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ แทนที่จะใช้คำว่า"Miss" นายดอน กล่าวว่า ถ้าใช้คำว่า“Khun” แต่มีการอ้างอิงว่าจดหมายฉบับดังกล่าวมีที่มาจากรัฐสภายุโรป และนำไปสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่อนุญาตให้น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศตามคำร้องขอ
ขณะเดียวกันกับกระบวนการใช้ล็อบบี้ยิสต์เคลื่อนไหวทางการเมืองของน.ส.ยิ่งลักษณ์นี้จะเป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร ก็มีข้อพิจารณาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ปรากฎกับนายทักษิณ ชินวัตร ตามที่สำนักข่าวทีนิวส์เคยนำเสนอก่อนหน้านี้
โดยเฉพาะการอ้างอิงบทความของ นายเควิน โบการ์คัส ที่กล่าวหาว่า นายทักษิณ เคยว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ และสำนักกฎหมาย 3 บริษัท ได้แก่
1.บริษัท เบอร์เกอร์ กริฟฟิช แอนด์ โรเจอร์
2.บริษัทบรัทโคเบอร์ แอนด์ คิม
3.บริษัท อัมสเตอร์ดัม แอนด์ เพอร์รอฟฟ์
ทำหน้าที่ดำเนินรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์การชุมนุมของมวลชนคนเสื้อแดง เมื่อปี 2553 แล้วนำเสนอรายละเอียดออกไปสู่สาธารณเป็นข้อสรุปว่าสถานการณ์ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนเป็นผลมาจากการที่ทหารลงมือทำร้ายมวลชนเสื้อแดง
ไม่เท่านั้นบทความที่นำเสนอโดย นาย เควิน โบการ์คัส ยังกล่าวอ้างด้วยว่า “สัญญาที่กระทำขึ้นระหว่างนายทักษิณกับบริษัทล็อบบี้และสำนักงานกฎหมายอเมริกัน มีวัตถุประสงค์หลัก คือ การรักษาสัมพันธ์กับกลุ่มนักการทูต และนักการเมืองอเมริกัน ด้วยคาดหวังให้เกิดอิทธิพลกดดันการเมืองภายในประเทศไทย”
นอกจากนี้ นาย เควิน โบการ์คัส ได้แจกแจงการทำหน้าที่ของล็อบบี้ยิสต์ทั้ง 3 ว่า ในส่วนของ เบอร์เกอร์ กริฟฟิช แอนด์ โร “มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อมูลเกี่ยวกับทักษิณ ให้กับผู้บริหารในรัฐบาลสหรัฐฯ และวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ เพื่อสร้างนโยบายสนับสนุนทักษิณเพื่อการพัฒนา และส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย”
ส่วนผู้รับผิดชอบโครงการนี้ คือ นายสตีเฟน เมคเกอร์ อดีตผู้อำนวยการด้านความมั่นคงของวุฒิสมาชิกเสียงข้างมากพรรครีพับลิกัน นายบิล ฟริสต์ และอีกหลายคน รวมทั้งนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ขณะเป็นวุฒิสมาชิกรัฐสภานิวยอร์ก พรรคเดโมแครต
ด้านสำนักกฎหมายอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เพอร์รอฟฟ์ และโคเบอร์ แอนด์ คิม มีหน้าที่แนะนำหาช่องทางให้ทักษิณเข้าถึงวุฒิสมาชิกในรัฐสภาสหรัฐฯ และผู้นำประเทศต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับความสามารถทางธุรกิจและอิทธิพลทางการเมืองของนายทักษิณ
โดยความคาดหวังของนายทักษิณต่อบริษัทล็อบบี้ที่ว่าจ้างนั้น นาย เควิน โบการ์คัส เชื่อว่า มีวัตถุประสงค์ที่จะกดดันให้ประเทศไทยยอมรับหลักการปรองดองที่นายทักษิณและรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในขณะนั้นกำลังดำเนินกลยุทธ์ให้เกิดนำไปสู่การเปิดทางให้นายทักษิณกลับประเทศได้
อย่างไรก็ตามทั้งหมดเป็นเพียงข้อมูลที่การอ้างอิงและเกิดการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด เกี่ยวกับการใช้เงินทุนจัดจ้างล็อบบี้ยิสต์ของครอบครัวชินวัตร เพื่อนำไปสู่เป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใดทางการเมือง และอาจรวมไปถึงการเคลื่อนไหวผ่านสื่อต่างประเทศของน.ส.ยิ่งลักษณ์ในขณะนี้ มุมมองเกี่ยวกับล็อบบี้ยิสต์ของครอบครัวชินวัตร มีพื้นฐานข้อเท็จจริงอย่างไร เราจะไปที่ นายไกรศักด์ ชุณหะวัณ อดีตประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา
