จับตา!! ดีเอสไอฟื้นคดีกรุงไทยปล่อยกู้ เอาผิด "พานทองแท้-พวก" ฟอกเงิน ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

นอกเหนือจากประเด็นร้อนว่าด้วยข้อสรุปร่างรัฐธรรมนูญที่จะนำไปสู่การลงประชามติ  และปมร้อนว่าด้วยคดีที่เกี่ยวเนื่องกับวัดธรรมกายแล้ว  อีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตาก็คือ  นัดหมายการเข้าให้ปากคำของนายพานทองแท้  ชินวัตร และพวก  ในคดีคดีฟอกเงินกรณีธนาคารกรุงไทย

 


ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์  รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)  ระบุความคืบหน้า   การสอบสวนคดีฟอกเงินกรณีธนาคารกรุงไทย ปล่อยกู้สินเชื่อบริษัทในเครือกฤษดามหานคร กว่า 1 หมื่นล้านบาทว่า ภายหลังพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้รับการประสานงานจากผู้เกี่ยวข้องกับคดีจำนวน 5 ราย   ในช่วงระหว่างวันที่  15 -19 ก.พ. นี้  หลังจากก่อนหน้านี้มีการขอเลื่อนนัดมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2559

 


โดยผู้เกี่ยวข้องในคดีฟอกเงินธนาคารกรุงไทย ทั้ง  5 รายประกอบด้วย

1.นายพานทองแท้ ชินวัตร

2. นายวันชัย หงษ์เหิน

3.นางกาญจนาภา หงส์เหิน  เลขาส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงษ์

4.นางเกศินี จิปิภพ

5. นายมานพ ทิวารี  บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี  อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

 


ซึ่งทั้ง 5 รายดังกล่าวจะต้องเข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอด้วยตัวเอง    เพื่อชี้แจงกรณีมีชื่อเป็นผู้รับเช็คที่มาจากการอนุมัติเงินกู้ธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร ว่าเป็นการจ่ายเช็คเพื่อชำระมูลหนี้ใด  รวมถึงมูลหนี้ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อพิจารณาว่ามีเหตุผลหรือไม่  หรือ  เป็นเพียงนิติกรรมอำพรางที่เกิดขึ้น   ซึ่งผู้กระทำผิดจะเข้าข่ายข้อหาฟอกเงิน  เนื่องจากมีข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายวิชัย กฤษดาธานนท์   เจ้าของโครงการหมู่บ้านกฤษดามหานคร นำเงินกู้จากธนาคารกรุงไทยไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่มีการอนุมัติ

 


สำหรับคดีการปล่อยกู้เงินของธนาคารกรุงไทยมูลค่านับหมื่นล้าน ซึ่งวันนี้กำลังกลายเป็นปมร้อนสำหรับครอบครัวชินวัตรและผู้เกี่ยวข้อง ถ้ายังจำกันได้ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยความผิดกับบุคคลต่าง ๆ ไปแล้ว 

 


โดยกลุ่มผู้กระทำผิดที่ถูกฟ้องในคดี   หมายเลขดำ อม.3/2555    ประกอบด้วย 

1.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

2.ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ อดีตประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย , กรรมการบริหาร,คณะกรรมการสินเชื่อ,เจ้าหน้าที่สินเชื่อของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน

3.กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทในเครือกฤษดามหานคร และ  บริษัทในเครือกฤษดามหานคร

 


ซึ่งทั้งหมดถูกฟ้องในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงาน ในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502, ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505, ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และ ความผิด พ.ร.บ.บริษัท มหาชน จำกัด พ.ศ. 2535

 


ส่วนคำฟ้องสรุปพฤติการณ์ของจำเลยในคดีดังกล่าว  ระบุว่า ผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)  ได้ปล่อยสินเชื่อกับกลุ่ม บมจ.กฤษดามหานคร  ทั้ง ๆ ที่มีสถานะอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคาร   เนื่องจาก ผอ.ฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อธุรกิจนครหลวง เคยจัดอันดับความเสี่ยงของกลุ่มกฤษดามหานครในอันดับ 5  คือไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้    แต่ได้มีการอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทในกลุ่มกฤษดามหานคร 3 กรณี คือ


1. การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทอาร์เคโปรเฟสชั่นนัล จำกัด จำนวนเงิน 500ล้านบาท


2. การอนุมัติสินเชื่อให้บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด วงเงิน 9,900 ล้านบาท  แยกเป็นวงเงินไฟแนนซ์ 8,000 ล้านบาท วงเงินซื้อที่ดินเพิ่ม 500 ล้านบาท และวงเงินพัฒนาโครงการอีก 1,400ล้านบาท


3. การอนุมัติขายหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพของ บมจ.กฤษดามหานคร ให้กับบริษัท แกรนด์ คอมพิวเตอร์คอมมูนิเคชั่น จำกัด จำนวนเงิน 1,185,735,380 บาท

 


ซึ่งทั้งการดำเนินการปล่อยกู้สินเชื่อทั้ง   3  กรณี   ถือว่าผู้เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์ ร่วมกันหรือสนับสนุนการกระทำความผิดกรณีธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ เป็นการกระทำโดยทุจริต เพื่อฟื้นฟูกิจการของ บมจ.กฤษดามหานคร ประโยชน์ส่วนตนกับพวก
และด้วยมูลฐานคำฟ้องดังกล่าว ศาลฎีกาฯเห็นว่าผู้ถูกกล่าวมีการกระทำผิดจริง จึงมีคำพิพากษาให้ลงโทษกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนี้


1.จำคุก ร.ท.สุชาย, นายวิโรจน์, นายมัฌชิมา และ นายไพโรจน์ รัตนะโสภา จำคนละ 18 ปี   ตามความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502   ม.4ซึ่งเป็นบทหนักสุด


2.จำคุกพนักงานของธนาคารกรุงไทย  ว่าด้วยความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม.4   จำนวน  10  คน    คนละ 12 ปี

      
นอกจากนี้ยังพิพากษาให้นายวิโรจน์  และพวก  ร่วมผิดความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นมูลค่าเงินตั้งแต่  450  ล้านบาท  จนถึง  9.554 พันล้านบาท   ตามมูลฐานความรับผิดชอบตามภาระหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง


3.จำคุกนายวิชัย กฤษดาธานนท์   เจ้าของโครงการหมู่บ้านกฤษดามหานคร และพวก  ว่าด้วยความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 4   คนละ 12 ปี  พร้อมคืนเงินอีกจำนวนหนึ่งให้กับธนาคารกรุงไทยในฐานะผู้เสียหาย


4. กรณีนาย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  ซึ่งยังคงหลบหนีคดี  ศาลฎีกาฯ มีคำสั่งให้ออกหมายจับ ติดตามตัวมาดำเนินคดี  โดยให้จำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของนายทักษิณไว้เป็นการชั่วคราว

 


ต้องย้ำว่าคำพิพากษาของศาลฎีกาฯดังกล่าว   ถือประเด็นสำคัญที่นำมาสู่เหตุเพราะมีผลทำให้ดีเอสไอมีความจำเป็นต้องนำกรณีการปล่อยเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย   มาสืบสวนให้เสร็จสิ้นกระบวนความ    เพราะก่อนหน้านั้นในชั้นอัยการสูงสุดได้มีการตัดรายชื่อบุคคลจำนวนหนึ่งออกไปจากสำนวนคำฟ้องของคตส. ซึ่งก็รวมถึงนายพานทองแท้และพวก 

 


โดยเฉพาะหากย้อนกลับไปดูในสำนวนการสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)  พบว่า มีผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ถึง 31 คน  ทั้งในส่วนของกลุ่มผู้บริหารธนาคารกรุงไทย  ,  กลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร   และ กลุ่มการเมือง 5 คน  ซึ่งปรากฎชื่อนอกเหนือจาก พ.ต.ท.ทักษิณ   ยังประประกอบไปด้วย   นายพานทองแท้ ชินวัตร (บุตรชาย พ.ต.ท.ทักษิณ) นางกาญจนาภา หงส์เหิน  เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (สกุลขณะนั้น) นายวันชัย หงส์เหิน (สามีนางกาญจนาภา) และนายมานพ ทิวารี (บิดา น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย)        ปรากฏว่าในขั้นตอนการส่งฟ้องศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่  13 มิ.ย.  2555  กลับไม่ปรากฏชื่อนายพานทองแท้และพวกแต่อย่างใด

 


อย่างไรก็ตามในภายหลังได้มีคำอธิบายของคณะทำงานอัยการสูงสุด  เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2558  ว่าเหตุที่ต้องตัดรายชื่อนายพานทองแท้และพวกออกจากสำนวนคำฟ้องเมื่อปี  2555  เพราะเหตุว่า   นายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ อัยการสูงสุด ในขณะนั้น มีการพิจารณาแล้ว  เห็นว่า การที่ คตส. ให้ดำเนินคดีกับ นายพานทองแท้ ชินวัตร กับพวก ฐานรับของโจรนั้น  เป็นการกระทำความผิดหลังการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 27 คน ในคดีปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตได้กระทำเสร็จสิ้นไปแล้ว  และผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 มิได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงต้องแยกฟ้องต่อศาลอาญาที่มีเขตอำนาจต่อไป ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และมิได้เป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด จึงไม่อาจเป็นผู้ถูกกล่าวหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 คตส.จึงไม่มีอำนาจไต่สวน ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 และไม่อาจมีความเห็นในความผิดฐานรับของโจร โดยหากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประสงค์จะดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 4 ก็ควรที่จะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แยกต่างหากจากคดีนี้

 


และนี่จึงเป็นที่มาของเหตุนำไปสู่การดำเนินการสอบสวนคดีปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย   ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายพานทองแท้และพวกของดีเอสไอในขณะนี้

 


ทั้งนี้แนวทางการสอบสวนคดีฟอกเงินกรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อให้เครือบริษัทกฤษดามหานครของดีเอสไปครั้งนี้    คณะทำงานแบ่งการสอบสวนออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกกรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัท   อาร์เคโปรเฟสชั่นแนล จำกัด (เครือกฤษดามหานคร) 500 ล้านบาท  โดยจะเชิญบุคคลเข้ามาให้ปากคำ 32 คน ซึ่งในส่วนนี้เป็นบุคคลที่ปรากฏหลักฐานรับเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์ ผู้บริหารเครือกฤษดามหานคร

 


ชุดที่สองคือ กรณีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้บริษัท โกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (เครือกฤษดามหานคร)จำนวน 9.9 พันล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้มีชื่อเครือข่ายการเมือง เช่น นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยานายทักษิณ นายวันชัย หงษ์เหิน สามีนางกาญจนาภา และนายมานพ ทิวารี บิดา น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสส.เพื่อไทย ซึ่งดีเอสไอเตรียมเรียกมาให้ปากคำ กรณีความผิดตามกฎหมายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547

 

 

ต้องติดตามบทสรุปสุดท้ายว่าการดำเนินการของดีเอสไอกับนายพานทองแท้และพวกจะสามารถกระทำได้เสร็จสิ้นเมื่อใดเพราะกรอบเวลาก็ค่อนข้างจำกัดตามอายุความคดีรับของโจรมีระยะเวลา 10 ปี  อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และข้อหาฟอกเงินที่มีอายุความ 15 ปี  อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี