"ไพบูลย์" ร้องดีเอสไอ ตรวจสอบความสัมพันธ์ "สมเด็จช่วง-ธัมมชโย" เชื่อมีการช่วยเหลือ - โยงผลประโยชน์แอบแฝง ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ติดตามกับอีกฝากฝั่งก็เป็นทางด้านของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรฐานปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ตรวจสอบในประเด็นของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์จ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญว่ากระทำผิดตามมาตรา 157

 


นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อม นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระลูกวัดวัดพระธรรมกาย ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และประธานกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมี พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอ เป็นผู้รับเรื่อง

 


นายไพบูลย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุม มส. ซึ่งมีสมเด็จช่วงเป็นประธานการประชุม ได้มีมติรับรองเห็นชอบรายงานตามที่รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ว่า มส.ไม่สามารถดำเนินการตามพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากคดีของพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย สิ้นสุดในคณะผู้พิจารณาชั้นต้นแล้ว จึงถือว่าพระธัมมชโยไม่ได้อาบัติปาราชิก โดย มส.ไม่มีอำนาจยกมาพิจารณาเอง ตนจึงเห็นว่ามติของ มส.ดังกล่าว เป็นการปฏิเสธที่จะดำเนินการตามที่ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งไปให้พิจารณาดำเนินการให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก ตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช

 


นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า กรณีที่อ้างว่าการดำเนินการให้เป็นไปตามพระลิขิตได้สิ้นสุดไปแล้วนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นกรณีที่ นายมาณพ พลไพรินทร์ และนายสมพร เทพสิทธา เป็นโจทย์ยื่นฟ้องพระธัมมชโย ว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัยด้วยการบิดเบือนหลักคำสอนในพระพุทธศาสนา รวมถึงการยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงและหลอกลวงประชาชน

 


ซึ่งในเรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 8 โดยหลังจากปี 2542 แล้ว ยังไม่ได้มีการดำเนินการตามกฎหมาย แต่เมื่อ มส. มีมติแล้วเบี่ยงเบนเรื่อง โดยอ้างว่าเป็นเรื่องเดียวกันนั้น จึงเห็นว่าน่าจะมีปัญหาการดำเนินการเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย

 


นายไพบูลย์ยัง กล่าวต่อว่า "เมื่อไปดูแล้วสมเด็จช่วงได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระธัมมชโยอย่างยิ่ง มีหลักฐานปรากฏในสื่อสาธารณะรับทราบกันโดยทั่วไปว่ามีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกันหลายประการ ดังนั้น จึงเห็นว่าสมเด็จช่วงเป็นกรรมการ มส. มาก่อนปี 2542 แล้ว ปัจจุบันสมเด็จช่วงก็เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และยังเป็นประธาน มส. ดังนั้นจึงมีความเชื่อและสงสัยมากว่าสมเด็จช่วงอาจเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ เนื่องจากไม่อยากให้พระธัมมชโยต้องสละสมณเพศจากพระลิขิต จึงให้การช่วยเหลือบ่ายเบี่ยงไม่ให้ต้องดำเนินการ

 


นายไพบูลย์ นิติตะวัน กล่าวการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ตามกฎหมายมาตรา 157 และความผิดฐานอื่นหรือไม่ และขอให้ดีเอสไอรับกรณีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นความผิดที่อาจเกี่ยวพันกับกรณีสอบสวนพระธัมมชโยร่วมกันฟอกเงินหรือรับของโจรจากสหกรณ์ฯ คลองจั่น

 


อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ยังมีข้อกฎหมายที่คำพิพากษาศาลฎีกาบอกไว้ว่า คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพระภิกษุ พระปกครอง ก็คือ มส. จะไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐในนิยามของ ป.ป.ช. แต่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ จึงเดินทางมายื่นหนังสือในวันนี้" นายไพบูลย์ กล่าว

 


ส่วนทาง ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกดีเอสไอกล่าวว่า จะนำเรื่องไปพิจารณาก่อนนำเรื่องเสนอให้กับอธิบดีดีเอสไอต่อไป ส่วนหนังสือที่ พศ. จะส่งผลการประชุมกรณีพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ

 


ที่พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกนั้น ล่าสุดทาง พศ. ยังไม่ได้ส่งหนังสือชี้แจงดังกล่าวมา ดีเอสไอรอหนังสืออยู่ นอกจากนี้ดีเอสไอเตรียมแถลงข่าวผลสอบรถยนต์เบนซ์ โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพฯ ของสมเด็จช่วง ในวันที่ 18 ก.พ.นี้.

 


ภายหลังจากได้มีการรวมตัวกันของคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 ทั่วประเทศและเกิดการปะทะกันระหว่างทหารกับพระสงฆ์ก็มีคนออกมาแสงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

 


เริ่มกันที่นายสมชาย สุรชาติ โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยืนยัน ว่า การจัดงานที่พุทธมณฑลในครั้งนี้ เป็นการประชุมสงฆ์ เพื่อเตรียมงานวันมาฆบูชา ที่จะมีขึ้น ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์  

 

 


ส่วนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างสงฆ์-ฆราวาส และเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เป็นเพียงความเข้าใจผิด กรณีการขนอาหารเข้าไปในพุทธมณฑล แต่ขณะนี้ได้คลี่คลายแล้ว ส่วนการจัดเสวนา เรื่องสกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย โฆษกสำนักพุทธฯ ระบุว่า ไม่ได้มีการประสานมาก่อนหน้าที่แจ้ง เพียงเป็นการปฎิบัติธรรมและประชุมสงฆ์ 5 พันรูปเท่านั้น แต่เมื่อจะมีการเสวนา ก็ได้จัดให้รวมงานเดียวกันได้ โฆษกสำนักงานพระพุทธฯ ยอมรับว่า ไม่ทราบว่า จะมีการจัดเสวนาในชื่อนี้ด้วย    

 


ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ว่า ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยและองค์เครือข่าย ได้นัดหมายแสดงธรรมเพื่อปกป้องพระศาสนา ที่พุทธมณฑล จ. นครปฐม แต่ถูกรัฐบาลและทหาร สั่งห้ามรถอาหาร และรถสุขาเข้าพุทธมณฑล

 


ซึ่งเป็นความคิดและการตัดสินใจที่ผิดและเป็นบาปอย่างมหันต์ สาเหตุสำคัญที่พระสงฆ์เดินทางมาแสดงธรรม เกิดจากพระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ. นครปฐม นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี และนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเป็นแก๊ง 3 พ. ได้สร้างความกระทบจิตใจต่อคณะสงฆ์มายาวนาน โดยต้องการแทรกแซงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาของมหาเถรสมาคม (มส.) แล้ว

 


ดังนั้น วันนี้จะเห็นภาพพระสงฆ์ที่พุทธมณฑลอย่างไม่เคยเห็น การห้ามรถสุขา และรถอาหารเข้า ไม่สามารถหยุดพระสงฆ์ที่มีความตั้งใจปกป้องพระพุทธศาสนาได้ แต่เมื่อพุทธะอิสระไปได้ ชุมนุม ยื่นหนังสือ ไม่เคยห้ามเลย พระสงฆ์จึงต้องมาแสดงธรรมสกัดแผนล้มล้างการปกครองของคณะสงฆ์ไทย รัฐบาลต้องตัดสินใจเลือกเอาว่าจะเอาพระพุทธะอิสระกับพวก ซึ่งจะเจอการคว่ำบาตรจากพระสงฆ์ทั่วประเทศ.

 


ทางด้านนายชินวัฒน์ หาบุญพาด อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัว "ว่า วันนี้ไม่ทราบว่าปรองดองหรือร้าวลึกมากกว่าเดิม ขนาดพระสงฆ์ยังต้องมารวมกันที่พุทธมลฑล อยากให้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน หยุดทำสังฆเภท และขอให้รัฐบาลทำหน้าที่ตามที่มหาเถรสมาคมมีมติเสนอมาแล้ว และต้องกล้าทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองตามที่ได้ลั่นวาจาเข้าไว้ หากไปฟังแต่เสียงกลุ่มเทวทัต ก็อาจจะถูกแผ่นดินสูบเหมือนสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สมเด็จจวน อุฏฐายี วัดมกุฏ

 


ขณะที่ทางด้านของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์พระพุทธศาสนา เปิดเผยว่า

 


ภาพที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะล็อกคอทหาร ไปใช้กำลังต่าง ๆ ลักษณะดูแล้ว จะทำให้เกิดการเรียกร้องของสังคมทั้งประเทศอีกครั้งในการที่จะเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปคณะสงฆ์ทั้งระบบจากสังคม ซึ่งเกิดจากการกระทำของพวกที่ไปชุมนุมวันนี้เป็นสำคัญ จากนี้ไปผมจะเดินหน้าสู่เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปคณะสงฆ์ทั้งระบบ

 


นายไพบูลย์ กล่าวต่ออีกว่าทหารเขาเป็นคนดี ถ้าจะต้องให้พระสงฆ์เดินทางกลับ ก็ต้องทำตามกฎหมาย ทหารอยู่ในกรอบของกฎหมาย ส่วนพระถ้ามากระทำแบบนี้ สังคมควรจะดูว่ายังสมควรที่จะเรียกว่าเป็นพระหรือไม่ อาจจะไม่ใช่พระในพระพุทธศาสนา เถรวาทของไทยแล้ว ซึ่งเราไม่มองว่านิกายใดสำคัญ แต่เรามองพวกที่มาฝ่าฝืนเป็นพวกบุคคลผู้ฝ่าฝืนพระธรรมวินัยและยังฝ่าฝืนกฎหมายด้วย"

 


นาย จักรภพ เพ็ญแข ผู้ต้องหาหนีคดี ที่หลบหนี อยู่ต่างประเทศในขณะนี้ ได้ โพสต์ เฟซบุ๊ค  มีเนื้อหาดังนี้ ผมขออนุโมทนาบุญอย่างเต็มที่ต่อพระเถรานุเถระอันได้แก่พระสงฆ์ทั้งหลายที่ท่านกำลังร่วมชุมนุมอยู่ในขณะนี้ ณ บริเวณพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ความชั่วช้าอัปรีย์ของระบอบโบราณของไทยในขณะนี้ ได้เบียดเบียนทำร้ายได้แม้กระทั่งต่อผู้ทรงศีลทั่วทั้งประเทศไทยและในพุทธมณฑลแห่งโลก ความบิดเบือนฉ้อฉลในการตั้งพระภิกษุ ๑ รูปขึ้นในตำแหน่งสกลมหาสังฆปรินายก หรือสมเด็จพระสังฆราช

 


ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังตั้งไม่ได้นั้น เป็นการต่อภาพความสามานย์ในระดับโครงสร้างของสังคมไทยให้สมบูรณ์ ไม่เคยมียุคใดที่พระสงฆ์ผู้เจริญด้วยพรรษาและ

 


ทรงสมณะศักดิ์ในตำแหน่งรองสังฆราชจะถูกโจมตีใส่ความอย่างหนักหน่วงรุนแรง เพียงเพราะท่านคือพระรูปหนึ่งในระบอบมหานิกายอันเป็นฐานะที่หลายคนใช้คำหยาบคายรุนแรงว่าเป็น "ระบอบสงฆ์ไพร่” ไม่ต่างอะไรกับคนเสื้อแดงและผู้เรียกร้องประชาธิปไตยถูกตีตราว่า เป็นผู้เรียกร้องต้องการ “ระบอบการปกครองอย่างไพร่” ซึ่งก็คือระบอบประชาธิปไตยที่สากลเขาต่างยอมรับนับถือ

 


ทั้งหมดนี้จะตั้งสังฆราชได้หรือไม่ได้ดูจะไม่ใช่ประเด็นสำคัญเสียแล้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแบ่งแยกรัฐไทยอย่างจงใจเจตนาออกเป็น ๒ ซีก ได้แก่

 


ซึกของเจ้าของอำนาจโบราณและขี้ข้าบริวาร และซีกปวงชนชาวไทยที่ไม่ได้กระหายใฝ่หาอำนาจอะไรกับใคร เพียงต้องการสิทธิอันชอบธรรมในทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ

 


จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่วันนี้เหล่าสงฆ์ต้องออกมาแสดงธรรมอันแกล้วกล้า ทั้งในทางศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อสกัดกั้นมิให้อวิชชาของระบอบโบราณได้รับชัยชนะไปโดยอุบัติเหตุ รัฐของมนุษย์ใดก็ตามที่ทั้งเพศบรรพชิตและเพศคฤหัสถ์ร่วมใจกันออกมาแสดงความขุ่นข้องหมองใจในความเป็นไปของรัฐ ก็ย่อมส่อแสดงว่ารัฐนั้นๆ กำลังจะเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในขั้นพื้นฐาน เราขอน้อมกราบเบญจางคประดิษฐ์แด่พระเถรานุเถระผู้นำทางมาสู่ความเปลี่ยนแปลงระดับรัฐในครั้งนี้.