- 16 ก.พ. 2559
ติดตามข้อมูลข่าวสานเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สถาพร : สวัสดีครับพี่ต้อยครับ
สนธิญาณ : สวัสดีครับถาครับ สวัสดีครับท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ครับ ก็มีเรื่องไหนที่สนใจจะต้องคุยมากไปกว่าการชุมนุมของพระภิกษุ และฆราวาสกลุ่มหนึ่งที่พุทธมณฑล เมื่อวานในแง่มุมของข่าวสาร ผมคิดว่าทางทีนิวส์และถาได้รายงานท่านผู้ชมไปอย่างครบถ้วนแล้ว
สถาพร : ครับ แล้วมีแง่มุมไหนที่มันหน้าสนใจหน้าติดตามมากกว่านั้นครับพี่ต้อยครับ
สนธิญาณ : ประเด็นที่เราจะติดตามก็คือว่าสิ่งที่ดำรงอยู่มันจะแก้ไขปัญหาอย่างไร อันนี้เป็นสิ่งที่ ที่สังคมไทยจะต้องคบคิดกันอย่างจริงจัง เช่นเมื่อยามที่คนไทยแตกแยกออกมาเป็น 2 ฝ่าย ก็ต้องกลับไปมองที่สาเหตุของปัญหา ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร การแตกแยกทางความคิดของคนไทยที่แตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ไม่ใช่กรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็น สีเหลือง สีแดงนี้นะครับ ไม่ใช่การแตกแยกคนไทยนะ ครั้งใหญ่ครั้งสำคัญที่สุดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2516-2520 เพราะความแตกแยกครั้งนั้นคนไทยจับปืนแล้วก็ห้ำหั่นเข่นฆ่ากัน อันนั้นรุนแรงมาก ต้องเรียนว่าความแตกแยกครั้งนั้นทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายบาดเจ็บและล้มตายเป็นหมื่นคนในช่วงระยะเวลาสะสมนะครับเวลา 10 กว่าปี คือก่อนนั้นก็มีอยู่แล้วประปราย คือผมเรียนในช่วงที่หนักหน่วง ในยุคสมัยนั้นข่าวสารมันไม่ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อย่างกับโลกโซเชียลฯ ในปัจจุบันและนี้เป็นประเด็นแรก ประเด็นที่ 2 ในสภาวะขณะนั้นนะครับมันมีเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองจริงๆ เข้ามาเป็นเหตุของความขัดแย้งไม่ใช่เกิดจากเรื่องผลประโยชน์ สภานะการณ์เมื่ออุดมการณ์มันคลี่คล้ายความจริงมันปรากฏนะครับ สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวจึงคลี่คลายลงได้ ประเทศไทยจึงคืนสู่ความสงบอีกครั้งหนึ่ง นี้คือความขัดแย้งตอนที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ขยายตัวในประเทศไทย มาถึงความขัดแย้งอีกครั้งหนึ่งสิ่งที่เห็นเป็นแดงเป็นเหลืองในปัจจุบัน ดูเหมือนว่าเป็นแดง
เป็นเหลืองในปัจจุบันจะมีเรื่องของอุดมการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ผมเรียนนะครับโดยข้อเท็จจริงของทั้ง 2 ฝ่ายย้ำนะครับทั้ง 2 ฝ่ายมันมีอารมณ์เข้าไปเจือป่นมาก คำว่าอารมณ์เข้าไปเจือป่นมากก็คือจากโลกของโซเชียลฯ ที่มันขยายตัวอย่างรวดเร็วนะครับ หมายความว่าอะไรมันกระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กายใจเรานะครับมันจะเกิดแรงเหวี่ยงทางอารมณ์ แล้วเราชอบเราเชียร์ข้างไหนนะครับบางที่มันก็ขาดปัญญามันก็เกิดแรงกระตุ้นแล้วก็เชียร์ แต่มันก็นอกเหนือจากนั้นว่าภายใต้สภาวะการเกิดที่ขาดปัญญาแต่บางฝั่งบางฝ่ายมันมีเรื่องผลประโยชน์เขาไปเกี่ยวข้องผมย้ำนะครับก็คือฝ่ายที่นิยมชมชอบหรือเชียร์ทักษิณ ในขณะอีกฝั่งอีกฝ่ายไม่มีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้องแน่นอน ไอ้ที่บอกว่าไม่มีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวฝ่ายนี้จะประกอบไปด้วยพวกที่เชียร์พรรคประชาธิปัตย์ พวกที่เป็นพันธมิตรนะครับ พวกที่เป็นโน้นเป็นนี้พวกในกลุ่มเหล่านี้นะครับยังมีความคิดเห็นแตกต่างในทางความคิดเห็นกันเอง เล่นงานกันเอง ตรวจสอบกันเองเลยและก็ในกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มหลักคือกลุ่มที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ กลับไปดูอีกฝั่งอีกฝ่ายหนึ่งนะครับ มันก่อรูปกันด้วยผลประโยชน์และอุดมการณ์ทางการเมืองมาอ้างแต่ไม่ได้ในนั้นจะมีผู้ที่ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองมีแต่ส่วนหนึ่งจะมาในเรื่องผลประโยชน์มาถึงประเด็นที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์เข้ามาและพยายามแก้ไขปัญหาความแตกแยกกันทั้ง 2 ฝ่าย คือ พล.อ.ประยุทธ์มีแนวทางการเดินที่ชัดเจนผมเรียนแบบนี้ ว่าการปรองดองจะเกิดขึ้นได้นะครับ จะต้องทำให้ประเทศมีกฎหมายที่ศักดิ์และมีกฎหมายที่เป็นจริงสังคมจะต้องเคารพกฎหมาย เพราะไอ้ปรากฏการณ์ไม่เคารพกฎหมายท่านเดินมาแนวนี้ตลอด ผมจะทวนให้ฟัง มี สนช. คณะหนึ่งพยายามจะตั้งคณะกรรมการศึกษาการปรองดอง ดื้อๆ ดึงๆ อยู่อาทิตย์สองอาทิตย์เงียบหายไปแล้ว เพราะแนวทางมนไม่ใช้ การพูดกันไปกันมา ไม่ใช่ทางที่จะเป็นจุดจบของพระ มาถึงเรื่องของพระครับ ในวันนี้ต้องเรียนย้ำว่าปัญหาหลักของวงการพระสงฆ์ของไทยมาจากวัดพระธรรมกาย
สถาพร : มีอะไรที่บงชี้แบบนั้นครับพี่ต้อยครับ
สนธิญาณ : ก็จากการที่ถาได้เล่าอะไรบางส่วนมาแล้ววันนี้นะครับ ความหมายว่าปัญหาของความแตกแยกหลักมาจากวัดพระธรรมกายไม่ได้หมายความว่าสภาพการของวัดพระธรรมกายดีหรือเลวนะครับ ผมไม่ได้กลัววัดพระธรรมกายแต่สิ่งที่พูด ผมอยากให้เราค่อยๆ ใคร่ครวญว่ามันไม่ใช่ดีหรือเลว เพราะความเชื่อเป็นความเชื่อส่วนบุคคลความศรัทธา เป็นศรัทธาส่วนบุคคลรัฐธรรมนูญไทยให้ความรับรองความเชื่อความศรัทธาแนวทางการปฏิบัติศาสนกิจของคนไทยทุกคนโดยไม่ได้แยก ย้ำนะครับไม่ได้แยก แต่ที่ผมบอกว่าปัญหามาจากวัดพระธรรมกาย เริ่มต้นที่ประเด็นที่จักรภพพูด จากประเด็นที่ทางฟากฝั่งทางคนเสื้อแดงพูดว่าพระมหานิกายเป็นพระที่ถูกกระทำย่ำยี ถูกกดขี่ขมเหง เพราะไม่ใช่เป็นพระธรรมยุตินิกาย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวราชกาลที่ 4 ทรงสถาปนาขึ้นนะครับ เมื่อเปิดกระแสแบบนี้นะครับความรู้สึกเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นกับพระจำนวนหนึ่งผมย้ำนะกับพระจำนวนหนึ่ง พระจำนวนนี้นะครับคือพระที่มีการศึกษา คำว่ามีการศึกษาคือ เล่าเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์ เล่าเรียนทางเปรียญธรรมจนได้เป็นมหา ก็สร้างความรู้สึกในพระที่มีการศึกษา เพราะพระที่อยู่ตามบ้านนอก พระที่อยู่ของท่านไปบิณฑบาตโปรดสัตว์ไป ท่านไม่ได้เอาเรื่องเหล่านี้มาคิดก็สร้างกระแสความรู้สึกเหล่านี้นะครับขึ้น เพราะมันจากสร้างกระแสความรู้สึกขึ้นนะครับ วัดพระธรรมกายก็เจริญเติบโตขึ้นด้วยพลัง
ศรัทธาต่อพระธัมมะชโย ย้ำนะครับอันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าวัดธรรมกายที่มีผู้คนมาทำบุญเป็นหมื่นเป็นแสนล้านมีความเจริญเติบโตมาจากความศรัทธาที่มีต่อพระธัมมะชโยไม่ใช่ว่าวัดเจริญอยู่แล้วธัมมะชโยมาบริหารไม่ใช่ เงินทำบุญทุกบาททุกสตางค์ที่ไปที่วัดพระธรรมกายนะครับมุงไปเพราะความศรัทธาธัมมะชโย ไอ้นี้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ ที่นี้ก็มาถึงบทที่วัดพระธรรมกายเจริญเติบโตขึ้นตามลำดับนี้นะครับ วัดพระธรรมกายก็มีแนวทาง แนวทางนี้อาจจะเป็นแนวทางความปรารถนาดีต่อพระพุทธศาสนา ก็คือแนวทางการขยายพระพุทธศาสนานี้ออกไปทั่วโลกตั้งการให้มีผู้คนชื่นชมศรัทธาให้มีการทำบุญ จึงเอากระบวนการวิธีการปฏิบัติทางการตลาดมาดำเนินการซึ่งก็ได้เกิดผลดีนะครับ ผู้คนก็เข้ามาทำบุญมากมายแรกว่าอยู่ในกระแสของบุญ อยู่ในกระแสนะครับแล้วไอ้สิ่งที่ว่าจะถูกหรือไม่ถูก อย่าพึ่งวิพากษ์วิจารณ์เดียวผมจะลำดับความให้ฟังต่อไปว่าหลังจากนั้นครับ วัดพระธรรมกายก็กลายมาเป็นศูนย์ร่วมที่มากบารมีด้วยปัจจัยทางการเงินที่มีมากองอยู่นับเป็นพันล้านหมื่นล้าน ผลที่ติดตามมานะครับก็คือว่าวัดพระธรรมกายก็ขยายบารมีทางปัจจัยทางการเงินกลับไปดูแลวัดต่างๆ ในสายธรรมนิกายทั่วทั้งประเทศจัดกิจกรรมในการนิมนต์พระหรือจัดกิจกรรมให้พระมาร่วมกันตักบาตรแสนรูป ธุดงค์ธรรมชัยหรืออะไรต่างๆ ภาพเหล่านั้นที่ได้มาพระที่ไม่เคยมากรุงเทพเลยก็เหมือนกับการได้เที่ยวกรุงเทพนะครับ ได้รับกิจนิมนต์ ได้รับถวายปัจจัยวัดพระธรรมกายดำเนินการณ์และก็จัดการแบบนี้มาโดยตลอกมันก็เกิดให้กระบวนการเชื่อมโยงและก็เรียกว่าบารมีก็ขยายไป ที่นี้เราก็มาดูสัดส่วนวัดประเทศไทย พระภิกษุสงฆ์ในประเทศไทยอยู่ในเครือข่ายของมหานิกายหรือว่าบวชในสายของมหานิกายถึง 90 % ตัวเลขนะครับ ธรรมยุติ เพรียงประมาณ 10 % ในพระสามแสนรูปนะพอเป็นแบบนี้ก็กลับมาดูในองค์กรประครองสงฆ์ ความรู้สึกคับแค้นหรือความรู้สึกที่ไปสร้างกันว่ามหานิกายถูกรังแก่ มันก็มาถึงจุกสาระสำคัญนั้นก็คือเมื่อสิ้นบุญบารมีของสมเด็จพระญาณสังวร ต้องมีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ สมเด็จเกี่ยว มาถึงสมเด็จช่วงท่านก็เรียงลำดับอาวุโสมา ทางฟากฝั่งนี้รอวันเวลามาพอสมควรแล้วที่จะได้เป็นพระสังฆราชสักทีหนึ่งทางฟากฝั่งมหานิกาย ได้แต่ฝั่งธรรมยุติมาเรื่อยมันก็เหมือนกับเป็นตั้งความหวังไปรออยู่ ท้ายที่สุดก็เปิด เกิดประเด็นเพราะปัญหาของ ธัมมชโยที่มีเรื่องอันเกี่ยวพันทางกฎหมาย
สมเด็จช่วงเองสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ก็มามีประเด็นปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับรถหรือทรัพย์สมบัติอะไรก็ตามแต่มาเป็นประเด็นและก็ท้ายที่สุดก็นำพามาสู่การชุมนุม เพราะนั้นการชุมนุมในครั้งนี้นะครับนอกเหนือจากข้อมูลทั่วๆ ไปที่ทางถาได้รายงานไปแล้วไม่ว่าจะเป็นทางทนายอะไรต่างๆ ที่พวกนี้เข้ามาเกี่ยวข้องกัน การจัดการแบบนี้จะจัดการได้นะครับคือ 1 การชุมนุมตั้งมีเงินไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ฆราวาสก็ตามแต่เพียงเงินมาออกหรือจะออกเป็นกอเป็นกำจะบอกว่าพระมากันเองควักกระเป๋ากันเองก็ใช่ที่ มีการจัดการ ซึ่งเป็นการนจัดการที่ต้องพูดออกไปว่าจัดการยังไงก็ตามแต่ก็จัดการก็เกิดขึ้นจะเรียนไปเป็นข้อสรุปว่าหนทางในการยึดติด ในขณะที่ทางโลกที่แตกแยกกันต้องเดินด้วยเส้นทางกฎหมาย ที่นี้ก็เหมือนกันครับเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีหัวหน้าคณะ คสช. จะต้องเอาเรื่องกฎหมายมาดำเนินการจะไปฟังข้องเรียกร้อง 5 ข้อว่า ฆราวาสทางศาสนจักรอนาจักรไม่เกี่ยวข้องกันนะไม่จริงหรอกครับคือการที่หนึ่งออกกฎหมายมาเป็น 10 ฉบับเวลาเจอพระ ไม่ได้เจอหรอกครับปรากฏการณ์พระสงฆ์องค์เจ้านะครับซึ่งแตกมาตั้งแต่สมัยเสียกรุงต่อเนื่องจากกรุงธนบุรีมาประพฤติตัวเหลวแหลกพระองค์ท่านก็จักการปัญญาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเอากฎหมายมาจัดการครั้งนี้ก็เหมือนกันนะครับ แล้วก็ถ้าวัดพระธรรมกาย ไม่ต้องการที่จะเป็นสาเหตุหรือถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุวัดพระธรรมกายควรจะตัดสิ้นใจและดำเนินการเช่นเดียวกับพ่อท่านโพธิรักษ์ หรือสันติอโศก แปลว่าอย่างไงครับ พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศกได้มีประเด็นความขัดแย้งในข้อกฎหมายในเรื่องของความศรัทธาของคนกลุ่มหนึ่งความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งและในอำนาจรักบ้านเมืองในช่วงจังหวะเวลาหนึ่งที่เข้าดำเนินการในด้านกฎหมายต่อพ่อท่าโพธิรักษ์ และสำนักสันติอโศก สันติอโศกตัดสินใจยังไงครับ ออกจากคระสงฆ์ ออกจากคณะสงฆ์เพราะไม่มีความจำเป็นไม่มีการที่ต้องการจะได้สมณศักดิ์ไม่ต้องการอำนาจ ไม่ต้องการการปกครองแล้วเป็นไงครับสันติอโศกวันนี้สร้างสมสังคมที่ดีผู้คนที่มีความศรัทธาเชื่อถือก็ไปอยู่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมแล้วออกมาช่วยเหลือเผื่อแผ่ดูแลสังคมสะด้วยซ้ำไป กฎหมายไหนจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้เพราะรัฐธรรมนูญใหญ่คุ้มครองนึกออกไหมครับ เพราะวัดพระธรรมกายไม่อยากจะมาเกี่ยวข้องไม่อยากจะไปช่วงชิ่งอำนาจ ไม่อยากจะมีบทบาททางคณะสงฆ์ออกมาเสีย ปฏิบัติไปจะไม่มีใครว่า เพราะคนที่ไปก็ไปตามศรัทธาความเชื่อรัฐธรรมนูญไม่อยู่ในกรอบบัญญัติของคณะสงฆ์นะครับ ทางสันติอโศกกลับมาเรียกตัวเองว่าสมณะ ก็ไม่เรียกพระ เพราะถ้าเรียกพระเดี่ยวเข้าข่ายทำผิดกฎหมายคณะสงฆ์แต่งตัวเรียนสงฆ์อีกก็เป็นสมณะก็อยู่แบบที่อยู่กัน แล้วทั้งสินทั้งพวงก็อยู่ภายใต้ความศรัทธาประชาชนแบบนี้จนไม่เข้ามาเกี่ยว แต่จำไว้เถอะว่าต้นเหตุปัญหาทั้งสิ้นทั้งพวงเพราะวัดพระธรรมกายเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ถึงเวลานี้นะครับอยากจะให้บ้านเมืองสงบอยากจะอยู่ในความสันติ แล้วให้ธรรมกายสามารถที่จะดำเนินการทางความเชื่อต่อไปล่าออกจากคณะสงฆ์ขอบคุณครับ
สถาพร : ครับขอบคุณครับพี่ต้อยครับ ชัดเจนนะครับที่บอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสิ่งที่ต้องคบคิดกันต่อต้องแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อให้ปัญหาเหล่านี้มันยุติกันง่ายขึ้นนั้นก็คือการตัดสินใจของธรรมกาย วัดพระธรรมกายก้ออกจากการปกครองของคณะสงฆ์แล้วก็จะเป็นอีกนิกายหนึ่งจะเป็นอีกอะไรหนึ่งที่จะไปเรียกตัวเองก็แล้วแต่อยู่ที่ความศรัทธาของประชาชนที่ไปทำบุญทำ
อะไรก็นั้นละครับ!
