- 16 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
สถานการณ์ร้อนที่เกิดขึ้นในสังฆมณฑล ล่าสุดอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องติดตามคือ คดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นซึ่งล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตรวจสอบพระธัมมชโยในคดี รับเงินบริจาคจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยคาดว่าภายในเดือนนี้จะมีความชัดเจน
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมกล่าวถึงความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ตรวจสอบพระธัมมชโยในคดี รับเงินบริจาคจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยคาดว่าภายในเดือนนี้จะมีความชัดเจนซึ่งได้มีการคุยกับทางอัยการแล้วที่เหลือคือการ กำหนดฐานความผิด และขั้นตอนการฟ้องร้อง ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ไม่อยากให้มองเพียงพระธัมมชโย ต้องมองในภาพรวมทั้งระบบ เพราะเป็นการฟ้องร้องทั้งคณะที่เกี่ยวข้อง
คดีฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งก่อนหน้านี้อัยการได้สั่งฟ้องนายนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ในข้อหายักยอกเงินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น
สาระสำคัญทางคดีอีกหนึ่งเรื่องก็คือ กรณีที่นายศุภชัยได้โอนเงินจำนวนมหาศาลไปให้กับกลุ่มบุคคลต่างๆนั้น บุคคลต่างๆเหล่านั้นจะต้องถูกดำเนินคดีด้วยหรือไม่ ในข้อหาอะไร
การพิจารณาความผิดของกลุ่มผู้รับเช็คจากนายศุภชัย ทั้งหมด 7 กลุ่ม ประกอบด้วย
1.กลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้
2.กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้
3.กลุ่มวัดพระธรรมกาย
4.กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ
5.กลุ่มผู้ต้องหาและเครือข่าย
6.กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค
7.กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน
ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 2 ก.พ.นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมคณะพนักงานสอบสวน จนกระทั่งมีความเห็นร่วมกันว่าจะเดินหน้าสืบสวนสอบสวนว่า พฤติกรรมการรับเงินของแต่ละกลุ่มเข้าข่ายการฟอกเงินหรือไม่
การพิจารณาคดีฟอกเงิน 12,000 ล้านบาท เกี่ยวกับผู้รับเช็ค 878 ฉบับ ตามที่แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มนั้น โดยเฉพาะในส่วนของวัดพระธรรมกาย พบว่ามีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการบริจาคให้วัดเข้าบัญชีพระเทพญาณมหามุนี (ธัมมชโย) และเข้าบัญชีพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ทั้งนี้ ดีเอสไอขอเวลาสอบสวนเพิ่มเติมและจะเร่งคดีให้เสร็จโดยเร็ว ถ้าหากสอบสวนกลุ่มไหนเสร็จก่อนก็จะส่งฟ้องทันที
ทั้งนี้หากโฟกัสไปที่การรับเช็คของพระธัมมชโย หรือบุคคลในเครือข่ายปรากฎหลักฐานดังต่อไปนี้
จากการตรวจสอบของสำนักข่าวทีนิวส์ก็พบว่านายศุภชัยได้มีการโอนเงินไปให้กับพระและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกายจริงตามที่กล่าวอ้างรายละเอียดการสั่งจ่ายและเบิกเงินจากเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่น รวมยอดเงินรวมเช็คทั้งหมด 14 ฉบับ 784,780,000 บาท
ประกอบด้วยเช็คสั่งจ่ายผู้รับเงินพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือพระธัมมชโย
3 มีนาคม 2552 จำนวน16,780,000บาท
6 กันยายน 2552 จำนวน100,000,000บาท
6 กันยายน 2552 จำนวน 1,000,000 บาท
6 ตุลาคม 2552 จำนวน 6,000,000 บาท
15 ตุลาคม 2552 จำนวน100,000,000 บาท
6 มีนาคม 2553 จำนวน20,000,000บาท
8 พฤษภาคม 2553 จำนวน66,000,000 บาท
27 สิงหาคม 2553 จำนวน20,000,000บาท
2 กันยายน 2553 จำนวน100,000,000 บาท
15 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 5,000,000 บาท
เช็คสั่งจ่ายผู้รับเงินวัดพระธรรมกาย
28 กันยายน 2552 จำนวน 50,000,000 บาท
15 ตุลาคม 2552 จำนวน 100,000,000 บาท
15 ตุลาคม 2552 จำนวน 100,000,000 บาท
15 ตุลาคม 2552 จำนวน 100,000,000 บาท
จากยอดเงินรวม784,780,000 บาท พบว่ามีเช็ค 1 ฉบับไปไปถึงธรรมกายโดยคาดว่านายศุภชัยเซ็นต์สลักหลังให้เงินกลับเข้ามาบัญชีของตนเอง 100 ล้านบาท ทำให้เงินที่ธรรมกายคืนให้กับสหกรณ์อยู่ที่ 684,780,000 บาท นั่นเอง
ทั้งนี้คดีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น เริ่มต้นคดีแรกที่ ดีเอสไอ รับไว้ดำเนินการ คือ คดีพิเศษ 146/2556 ข้อหา ยักยอกทรัพย์ ต่อมาส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการแต่ทางอัยการมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและเชื่อมโยงคดีที่ 2 คดีพิเศษ 63/2557 กรณี ฉ้อโกงประชาชน หากตรวจสอบกันจริงแล้ว คดีพิเศษ 63/2557 เกิดขึ้นมาก่อน
เนื่องจาก นายศุภชัย และพวก ทำเอกสารปลอมเพื่อชักจูงประชาชนมาลงทุนกับสหกรณ์ฯ เช่น ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงเกินความจริง เป็นต้น ส่งผลให้มีผู้ลงเชื่อนำเงินมาลงทุน 6,866 ล้านบาทหลังจากได้ยอดเงินจะนำเข้าสหกรณ์ฯ ต่อมากลายเป็นคดีพิเศษ 146/2556 เกี่ยวข้องกับการออกเช็ค 878 ฉบับให้กับ 7 กลุ่ม โดยมีการสร้างหลักฐานปลอมในการปิดบังยอดบัญชีจริง
หมายความว่าต่อจากนี้ก็ต้องมาลุ้นกันว่า 7 กลุ่มที่ได้กล่าวไปข้างต้นจะถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินด้วยหรือไม่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. 2542
ซึ่งได้ระบุถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและ โทษเอาไว้ในมาตรา 5- 9 ดังนี้
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. 2542 มาตรา 5 ระบุว่า ผู้ใด
(1) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ
(2) กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
มาตรา 6 ผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน แม้จะกระทำนอกราชอาณาจักรผู้นั้นจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ถ้าปรากฏว่า
(1) ผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดคนใดคนหนึ่งเป็นคนไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
(2) ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และได้กระทำโดยประสงค์ให้ความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือรัฐบาลไทยเป็นผู้เสียหาย หรือ
(3) ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่การกระทำเกิดขึ้นในเขตอำนาจของรัฐนั้น หากผู้นั้นได้ปรากฏตัวอยู่ในราชอาณาจักรและมิได้มีการส่งตัวผู้นั้นออกไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 10 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 7 ในความผิดฐานฟอกเงิน ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น
(1) สนับสนุนการกระทำความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
(2) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด
ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
มาตรา 8 ผู้ใดพยายามกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ
มาตรา 9 ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ถ้าได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ในกรณีที่ความผิดได้กระทำถึงขั้นลงมือกระทำความผิด แต่เนื่องจากการเข้าขัดขวางของผู้สมคบทำให้การกระทำนั้นกระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้สมคบที่กระทำการขัดขวางนั้น คงรับโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งเท่านั้น
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งกลับใจให้ความจริงแห่งการสมคบต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะมีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้
และถ้าหากว่าในภาพภาคหน้าดีเอสไอ ในฐานะพนักงานสอบสวน หรืออัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหากลุ่มใด ก็จะเดินไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในมาตราที่ 140-147
ซึ่งมีสาระสำคัญก็คือการควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสั่งฟ้องที่ศาลและมีโอกาสติดคุกทันทีหากศาลไม่ให้ประกันตัว เหมือนกับกรณีของนายศุภชัย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ลักษณะ 2 การสอบสวน หมวด 1 การสอบสวนสามัญ
มาตรา 140 เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน เห็นว่าการสอบเสร็จแล้ว ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งต่อไปนี้
(2) ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด ให้ใช้บทบัญญัติในสี่ มาตรา ต่อไปนี้
มาตรา 141 ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ เมื่อได้ความตามทางสอบสวนอย่างใด ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ยุติการ สอบสวนโดยสั่งไม่ฟ้อง และให้แจ้งคำสั่งนี้ให้พนักงานสอบสวนทราบ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสอบสวนต่อไป ก็ให้สั่งพนักงาน สอบสวนปฏิบัติเช่นนั้น
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้อง ก็ให้จัดการอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา ถ้าผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศให้ พนักงานอัยการจัดการเพื่อขอให้ส่งตัวข้ามแดนมา
มาตรา 143 เมื่อได้รับความเห็นและสำนวนจากพนักงานสอบสวน ดั่งกล่าวใน มาตราก่อน ให้พนักงานอัยการปฏิบัติดั่งต่อไปนี้
(2) ในกรณีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้ออกคำสั่งฟ้องและฟ้อง ผู้ต้องหาต่อศาล ถ้าไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้สั่งไม่ฟ้อง
ในกรณีหนึ่งกรณีใดข้างต้น พนักงานอัยการมีอำนาจ
(ก) สั่งตามที่เห็นควร ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวน เพิ่มเติม หรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไป
(ข) วินิจฉัยว่าควรปล่อยผู้ต้องหา ปล่อยชั่วคราว ควบคุมไว้ หรือขอให้ศาลขัง แล้วแต่กรณี และจัดการหรือสั่งการให้เป็นไปตามนั้น
พิจารณาจากองค์ประกอบของรูปคดีทั้งหมดก็ต้องมาลุ้นกันว่าพระธรรมชโยกับกลุ่มบุคคลรวมทั้ง 7 กลุ่ม ในท้ายที่สุดจะถูกสั่งฟ้องคดีฟอกเงินหรือไม่
