- 17 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ทุกท่าน ผมคิดว่าวันพรุ่งนี้วันที่ 18 ก.พ. 59 ซึ่งพล.อ.ไพบูลย์ได้แจกแจงกับผู้สื่อข่าวเอาไว้ว่า DSI จะแถลงข้อเท็จจริงในเรื่องรถหรูของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ต้องแยกเป็นสองประเด็นสำหรับเรื่องที่จะมีการแถลงแจกแจง เรื่องแรกในคำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ไพบูลย์ได้ยืนยันแล้วว่ารถเบนซ์รูปทรงโบราณทะเบียน ขม.99 เป็นรถที่ผิดกฎหมาย พล.อ.ไพบูลย์ฐานะว่าการกระทรวงยุติธรรมได้พูดชัดเจนแล้วว่ารถคันนี้เป็นรถที่ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นประเด็นที่ต้องดูต่อไปก็คือผู้ครอบครองจะมีความผิดตามกฎหมายด้วยหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา ผมคิดว่ามาดูข้อเท็จจริงข้อหนึ่งก่อนครับว่าได้มีการพูดกันมากเรื่องว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ครอบครองรถดังกล่าวไว้มีเจตนาหรือไม่มีเจตนาอันนี้เป็นข้อแรก ข้อที่สองในการมีเจตนาหรือไม่มีเจตนานั้นอยู่ในเกณฑ์หรืออยู่ในข่ายที่จะเป็นการผิดกฎหมายหรือไม่ก็ต้องพิจารณาเป็นลำดับถัดมา เราไปดูประเด็นแรกเจตนาหรือไม่เจตนาอันนี้ต้องแยกละเอียดสักนิด เจตนารถจดประกอบที่ผ่านมาต้องเรียนให้ท่านผู้ชมได้เข้าใจว่าการนำเข้ารถจากต่างประเทศจะมี 3 รูปแบบด้วยกัน รูปแบบแรกก็นำเข้ารถมาทั้งคันเลยเป็นรถป้ายแดงซื้อเข้ามาก็หมายความว่ามีบริษัทผู้ผลิตจากต่างประเทศและมีบริษัทที่นำเข้าในประเทศไทยแต่เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือไปซื้อย่อยมาคือไม่ใช่ผิดกฎหมายนะครับคือไปซื้อรถทุกยี่ห้อดัง ๆ ก็จะมีตัวแทนในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีตัวแทนจำหน่ายอีกประเภทหนึ่งไปซื้อรถมาแต่ก็ซื้อมาจากหลายยี่ห้อมาตั้งเต๊นท์และตั้งชื่อ พวกนี้เรียกว่า เกรย์มาร์เก็ต (Grey Market) นี่คือพวกนำเข้ากลุ่มแรก นำเข้ารถใหม่ป้ายแดง มีอยู่ 2 กลุ่มคือเป็นตัวแทนจำหน่ายโดยตรงและไม่จำหน่ายโดยตรง ประเภทที่2คือเอารถเก่าเข้ามาทั้งคัน ทีนี้รถเก่าและรถใหม่แตกต่างกันอย่างไร รถเก่าจะถูกจ่ายภาษีถูกกว่าหรือถูกยกเว้นภาษีไปเลยถ้าอยู่ในเกณฑ์ของรถ หรือมีนักเรียนนักศึกษาไปทำงานหรืออยู่ที่ต่างประเทศแล้วซื้อรถใช้ที่ต่างประเทศแล้วกลับบ้านก็เอารถนั้นกลับมานี่ประเภทที่2 ประเภทที่3รถจดประกอบ คือไปซื้อแยกเป็นส่วนมาเป็นอะไหล่มาแล้วนำเข้ามาประกอบในประเทศไทย รถจดประกอบในทางปฏิบัติของพ่อค้ารถก็คือไปซื้อรถเก่ามาที่ต่างประเทศแล้วก็จะทำวิธีการที่ต่างประเทศคือแยกชิ้นส่วนแล้วส่งมาในประเทศไทย ส่งมาแบบแยก ๆ เหมือนกัน การนำเข้าชิ้นส่วนแบบนี้ภาษีจะถูกที่สุดแล้วมาประกอบในประเทศและจดประกอบในประเทศ ต่อมามีกฎหมายออกมาห้ามสิ่งเหล่านี้ นี่คือวิธีการนำรถเข้าซึ่งประเด็นตรงนี้ผู้นำเข้าหรือผู้ใช้รถจ้องจะไปเอารถแบบนี้มาใช้ เหตุผลเพราะจะราคาถูกกว่าปกติ ผู้ประกอบการก็มีเจตนาชัดเจนในการที่จะหลบเลี่ยงภาษี ก็เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะผู้ประกอบการก็เจตนาที่จะหลบเลี่ยงภาษี คนที่ซื้อรถเหล่านี้ไปใช้ก็รู้สึกดีที่ได้ซื้อรถถูก มาดูกรณีของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผมว่ารถคันนี้ท่านไม่ได้ซื้อมาใช้แต่เอามาโชว์จอด มาให้คนดู ซึ่งจะดูโดยเจตนาว่าท่านจะซื้อมาใช้และหลบเลี่ยงภาษีหรือทำเข้าข่ายให้ผิดกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตนสำหรับท่าน อันนี้พูดด้วยความเป็นธรรมไม่ใช่อย่างแน่นอน ไม่ได้มีเจตนาตามปกติเหมือนกับกระบวนการค้ารถเหล่านี้ทำกัน นี่สำหรับเจตนาในการครอบครอง มาดูกันต่อว่าอยู่ในเกณฑ์ผิดกฎหมายหรือไม่ รถทุกคนในแต่ละปีก็มีการจดทะเบียน ต่อทะเบียน การจะไปต่อทะเบียนเจ้าของต้องรู้เรื่อง การู้ของเจ้าของแยกเป็นสองประการ 1.เจ้าของไปต่อเอง 2.มอบอำนาจ ผมไม่เคยไปต่อทะเบียนเองมอบอำนาจให้คนอื่นไปต่อ แต่ตอนเซ็นมอบเราต้องรู้ว่าของๆเราเป็นอะไร ทีนี้เมื่อรถคันนี้ผิดกฎหมายจะบอกว่าเจ้าของรู้หรือไม่ก็ตามแต่ นักกฎหมายเขาบอกว่าให้กลับไปดูการที่มีคนครอบครองยาเสพติดไว้ หรือครอบครองอาวุธปืนเถื่อนไว้ เพราะสองสิ่งนี้เป็นของผิดกฎหมาย
สถาพร : คือเอาไปเทียบเคียงใช่ไหมครับ
สนธิญาณ : ครับ ใครที่ครอบครองของผิดกฎหมายไว้ก็น่าจะเข้าข่ายอยู่ในผู้กระทำความผิด ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ซึ่งหลายท่านอาจจะแย้งว่าเทียบเคียงไม่ได้ แต่เขาบอกว่าใช่ถ้าคำว่าของอะไรที่ผิดกฎหมายหรือกฎหมายกำหนดเอาไว้ว่าครอบครองแล้วเป็นความผิด ผู้ครอบครองมีความผิดทั้งสิ้น ประเด็นนี้จะเป็นประเด็นที่ DSI จะแจกแจงให้ฟังพรุ่งนี้ ถ้า DSI แถลงและแจกแจงออกมาว่าผู้ที่ครอบครองรถซึ่งรมว.ยุติธรรมบอกว่ารถคันนี้ผิดกฎหมายก็แสดงว่ามีปัญหาในเรื่องของการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชทันที ปัญหาอยู่ตรงที่ศาลหรือกระบวนการในทางโลกดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่เสร็จสิ้นถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จะมีเสียงแย้งแบบนี้ออกมา ความจริงความไม่เหมาะสมก็คือว่ากลายเป็นเรื่องที่เขาเรียกว่าโลกวัชชะ คือโลกติเตียน กลายเป็นประเด็นปัญหาของความไม่สง่างามในแง่ของผู้ที่จะขึ้นมาเป็นประธานประมุขสูงสุดของคณะสงฆ์ มีเรื่องชนะกฎหมายติดหลังนี่เป็นประเด็นปัญหาแน่นอน ทีนี้ถ้าไม่ตั้งหรือจะตั้งทั้งสิ้นก็อยู่ที่การตัดสินใจของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เราก็วกกลับไปดูม็อบพระที่เกิดขึ้นในข้อเรียกร้อง 5 ข้อ คือมีจังหวะวันเวลาที่ขับเคลื่อนมาน่าสนใจ ซึ่งบอกว่ามติมหาเถรสมาคมว่าอย่างไรก็ในเรื่องสมเด็จพระสังฆราชก็ให้ว่าไปตามนั้นแสดงว่านั่นมีการเตรียมการหรือมีการปลุกเร้าสร้างกระแสรอไว้แล้ว ว่าถ้าไม่มีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชตามมติมหาเถรสมาคม สมมติว่าถ้ามีการแถลงแบบนี้ก็ต้องดูว่าแนวทางของพระเมธีธรรมาจารย์และผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เรื่องทีสองก็ต้องดูที่เขาพูดในข้อที่ 4 ที่บอกว่าอย่าให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือหรือทางกฎหมายมาข่มขู่พระหรือใช้กฎหมาย ข่มขู่ไม่ได้หรอกครับเวลาใช้กฎหมายกับพระก็เหมือนใช้กฎหมายกับฆราวาสใครกระทำความผิดก็ต้องดำเนินการไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ แนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่ผู้ชุมนุมใช้ในการเคลื่อนไหวต่อไป ถามว่าได้ผลไหมในการนำเสนอแบบนี้ ผมว่าได้ผลหรือไม่ก็ดูสิ่งที่นายนิพิฏฐ์ อดีตรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้ความเห็น ผมว่าก็ชัดว่าได้ผลนะครับ เพราะว่าพระผู้ใหญ่ทั้งหลายที่มีสมณศักดิ์มียศท่านก็มีลูกศิษย์มากมาย ดูต่อเหมือนข้อมูลที่ทีนิวส์ได้รายงานตลอดนะครับ ว่าพระสงฆ์ที่แยกเป็นสองนิกายคือธรรมยุตนิกายและมหานิกาย มหานิกายมีอยู่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ก็แสดงว่านอกเหนือฟากฝั่งมีจำนวนมากกว่า ลูกศิษย์ก็มีมากกว่า และในบรรดาลูกศิษย์มีอยู่ในทางการเมือง ข้าราชการระดับสูงอยู่มากเพราะชาวพุทธเราก็ยังเป็นแบบนี้ คือทำบุญถ้าได้พระระดับสมเด็จฯมาที่บ้านก็เป็นหน้าเป็นตาแบบน่าภูมิอกภูมิใจ ก็ความจริงเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับหลักการของพระพุทธศาสนา พระที่ควรให้ความเคารพกราบไหว้คือพระที่อยู่ในศีลยึดมั่นอยู่ในธุดงค์วัดมากกว่าพระที่มียศมีตำแหน่งมีศักดิ์สูงยิ่งปัจจุบัน ย้อนกลับไปที่นายนิพิฏฐ์ ผมกลับไปดูว่าม็อบพระมีความเป็นไปทางการเมืองหรือไม่
สถาพร : ตอนนี้คือแยกไม่ออกแล้วครับ
สนธิญาณ : ถูกครับ แยกไม่ออกล้านเปอร์เซ็นต์เลย เมื่อเกี่ยวพันก็ดูแปลกนะครับ อีกขั้นหนึ่งซัดกับแดงเต็มที่ แต่ตอนนี้ก็ออกมาสนับสนุนมาชุมนุมก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปพูดไปว่ากล่าวเพราะคนเรามีความคิดเห็นที่แตกต่างได้ แต่สิ่งที่ต้องมาพิจารณาคือเรื่องวุฒิภาวะในการแยกแยะข่าวสารและสถานการณ์ ถ้าคนระดับรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มีฐานะเคยเป็นรัฐมนตรีถ้าจะศึกษาเสียด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่น่าห่วงไม่ใช่เพราะท่านไปยืนอยู่ข้างนั้นหรือยืนอยู่คนละข้างกับผม แต่น่าห่วงเพราะแยกแยะข่าวสารไม่ได้ เพราะพระที่มามีส่วนที่ถูกหลอก มาด้วยเจตนาแอบแฝงแล้วจัดตั้ง มีการจัดตั้งจากวัดที่มีส่วนในการสนับสนุนคุณทักษิณอย่างไม่มีการลืมหูลืมตาไม่แยกยะ มีการเอาผลประโยชน์ร่วมกันแล้วมาพิจารณา ไม่เอาหลักไม่เอาเหตุผลมาพิจารณา อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่า หลังวันที่18 ก.พ. นี้ จะเกิดเหตุการณ์ในการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง หาก DSI ชี้ว่ารถผิดกฎหมายที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้นครอบครองอยู่ ผู้ครอบครองต้องผิดด้วย
