"อธิบดีกรมบัญชีกลาง" จ่อเคาะตัวเลขค่าเสียหายจำนำข้าว "บุญทรง" พร้อมพวก มี.ค.นี้

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

ไม่ว่าการต่อสู้คดีอาญาโครงการรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์จะออกมาเป็นอย่างไร แต่อีกด้านหนึ่งในการออกคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายนั้น ก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดอธิบดีกรมบุญชีกลางซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมายในการเคาะตัวเลขมูลค่าความเสียหาย ก็ได้ออกมาระบุแล้วว่าจะสามารถสรุปตัวเลขได้แล้วดังนี้

 

 

 


นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง กล่าวว่า การพิจารณาเรียกค่าเสียหายจากผู้ที่กระทำผิดในโครงการรับจำนำข้าวของคณะกรรมการฯ จะพิจารณากับเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น โดยที่ผ่านมาได้รับเรื่องจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับเรื่องต่อมาจากการตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ ให้กระทรวงการคลังเรียกค่าเสียหายจากนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และ พวก รวม 6 คน ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ชดใช้ความเสียหายจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) คาดว่าจะสรุปได้ในเดือน มี.ค นี้ ว่าแต่ละคนต้องรับผิดชอบความเสียหายใช้คืนให้กับรัฐเท่าไร

 


ทั้งนี้ กรณีที่จะมีการเรียกค่าเสียหายจากเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการระบายข้าวแบบจีทู จี ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีของนายบุญทรง เป็นวงเงิน 20,000 ล้านบาท เป็นหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของโครงการที่จะต้องไปแจ้งให้อัยการฟ้องเรียกค่า เสียหายเอง เพราะคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งไม่มีอำนาจไปตัดสินเอกชนในเรื่องนี้

 


กรณี เรียกร้องค่าเสียหายจากการระบายข้าวแบบจีทูจีของนายบุญทรง มีอยู่ 2 ส่วน

 


ส่วนแรกจะเป็นนายบุญทรงและพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งคณะกรรมการรับผิดทางแพ่งกำลังดำเนินการอยู่

 


ส่วนที่สองเป็นกรณีของนายบุญทรง แต่เป็นการเอาผิดกับเอกชนที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการต้องเป็นผู้ฟ้องร้องเอง เหมือนรถของกรมบัญชีกลางหายทางกรมบัญชีกลางก็ต้องไปแจ้งความดำเนินคดีให้ อัยการส่งฟ้องเรียกค่าเสียหายกับผู้ที่ขโมยไป

 


เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจของอธิบดีกรมบัญชีกลางตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ต้องพิจารณากระบวนการดังนี้

 


ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. ๒๕๓๙

 


ข้อ ๒๑ ในการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ให้มี"คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง" เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นต่อกระทรวงการคลัง

 


ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และผู้แทนกระทรวงการคลังตามจำนวนที่จำเป็นซึ่งปลัดกระทรวงการคลังแต่งตั้งเป็นกรรมการคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายได้


ในการประชุมของคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งให้นำความในข้อ ๑๓ มาใช้บังคับโดยอนุโลม


ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ความเสียหายเกิดแก่เงิน ให้ใช้เป็นเงินแต่เพียงอย่างเดียว


ข้อ ๒๓ ในกรณีที่ความเสียหายมิได้เกิดแก่เงิน จะดำเนินการดังต่อไปนี้แทนการชำระเงินก็ได้


(๑) ชดใช้เป็นทรัพย์สินอย่างเดียวกันโดยมีสภาพคุณภาพปริมาณ และลักษณะเดียวกันกับทรัพย์สินที่สูญหายหรือเสียหายและใช้งานแทนได้เช่นเดียวกับทรัพย์สินที่สูญหายหรือเสียหาย โดยทำ สัญญายินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นทรัพย์สินดังกล่าว

(๒) ซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่ชำรุดเสียหายให้คงสภาพเดิม โดยทำสัญญาว่าจะจัดการให้ทรัพย์สินคงสภาพเหมือนเดิมภายในเวลาไม่เกินหกเดือน

(๓) การชดใช้เป็นทรัพย์สินหรือการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินที่แตกต่างไปจาก (๑) หรือ (๒) ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังก่อน

 


การชดใช้ค่าเสียหายเป็นทรัพย์สินหรือการซ่อมแซมหรือบูรณะทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้มีการตรวจรับตามระเบียบว่าด้วยการพัสดุของทางราชการหรือของหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ

 


การทำสัญญาตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้มีผู้ค้ำประกัน และในกรณีที่เห็นสมควรจะให้วางหลักประกันด้วยก็ได้

 


สำหรับการเรียกค่าเสียหายว่าจะเป็นเงินจำนวนเท่าใดนั้น ก็ต้องพิจารณาอิงจากตัวเลขการขาดทุนทางบัญชีซึ่งสูงนับแสนๆล้านบาทเลยทีเดียว

 


ทั้งนี้ในการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวรอบ 30 กันยายน 2558 ปรากฏว่ามียอดขาดทุนสูงกว่าการปิดบัญชีงวด 30 กันยายน 2557 มียอดขาดเกือบ 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 11 โครงการก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 1.63 แสนล้านบาท และอีก 4 โครงการสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์อีก 5.36 แสนล้านบาท