- 17 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
กรณีเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีจัดประชุม ที่พุทธมณฑล ประเด็นนี้ ฝากฝั่งของรัฐบาล โดยเฉพาะ นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า จะเชิญผู้ที่เห็นต่างมาพูดคุยแบบโต้วาที (ดีเบต) เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีความกังวลกรณีเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีจัดประชุม ที่พุทธมณฑล เนื่องจากเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะตัดสินหรือใช้การบังคับไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความศรัทธา และการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชถือเป็นพระราชอำนาจ ไม่อยากให้เป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท
อีกเรื่องที่กังวลคือเรื่องพระยังไม่ตัดสินอะไรให้ใครไม่ได้ เพราะตราบใดก็ตามถ้ามีความขัดแย้งแบบนี้ก็เป็นปัญหา ถ้าเรื่องกฎวินัยสงฆ์ยังไม่เพียงพอก็ต้องไปว่ากันในข้อกฎหมาย ถ้าทุกคนหวังดีจริงๆ ต้องการให้ศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาหลักของชาติเรา ให้เป็นที่เคารพนับถือก็ต้องไปหาทางแก้ปัญหากันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นมหาเถรสมาคม รัฐบาล กลุ่มผู้เห็นต่างอย่างไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดต้องไปหาทางออกให้ได้ คือไม่อย่างนั้นก็จะโยนภาวะขึ้นมาและรัฐบาลก็ต้องเสนอไปตามกฎหมาย
ทั้งนี้ถ้ามีผลกระทบไปถึงสถาบัน ผมต้องเคลียร์ให้จบก่อน เพราะว่าจะต้องเป็นพระราชอำนาจพระราชทานแต่งตั้งอะไรก็แล้วแต่ ต้องอย่าให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ขึ้นไปถึงพระองค์ท่านเลย พระองค์ท่านก็ทรงประชวรในขณะนี้ ผมรับไว้เองก็แล้วกัน
นอกจากนี้ การหาทางออกจะเอาพระสองฝ่ายมาดีเบตกัน ในเมื่อเป็นพระแล้วแก้กันไม่ได้ ก็เอาสองฝั่งมาดีเบตให้ประชาชนฟังดูสิว่าเหตุผลเป็นอย่างไร เรื่องอะไรที่รัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องก็จะตอบ ขอความร่วมมือกับท่านด้วยแล้วกัน กับบรรดาพระสงฆ์ ผมนับถือนะ พระสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผมเป็นชาวพุทธไง ไม่อยากให้ศาสนาเสื่อมถอย และการบังคับมากๆ ก็เป็นปัญหาเรามันเป็นความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน
เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าว ว่า เป็นเรื่องของพระ ซึ่งต้องว่าไปตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะให้คณะสงฆ์สองฝ่ายที่เห็นต่างทางพุทธศาสนาหารือเพื่อหาคำตอบร่วมกันนั้น ตนเห็นว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะเรื่องของสงฆ์ ฝ่ายบริหารไม่เกี่ยว ในส่วนของฝ่ายความมั่นคงนั้นสถานการณ์เรียบร้อยดี
ส่วนกรณีการชุมนุมของกลุ่มคณะสงฆ์ ที่นำโดย พระเมธีธรรมาจารย์ ชุมนุมที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อจัดสัมมนา สกัดแผนล้มการปกครองคณะสงฆ์ไทย จนเกิดเหตุชุลมุนระหว่างคณะสงฆ์กับทหารที่มาดูแลความสงบ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น
ล่าสุด พนักงานสอบสวน สภ.พุทธมณฑล จะออกหมายเรียกนิมนต์ เพื่อรับทราบข้อหาละเมิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ในเร็วๆนี้
พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ ผกก.ตท. ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่าวันนี้(17 ก.พ.) พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวส ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้ประชุมคณะพนักงานสอบสวนและชุดสืบสวน ก่อนจะมีความเห็นเบื้องต้นว่า จะออกหมายเรียกนิมนต์ พระเมธีธรรมาจารย์ มาพบพนักงานสอบสวน สภ.พุทธมณฑล เพื่อรับทราบข้อหาละเมิด พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ในเร็วๆนี้ ส่วนประเด็นอื่นๆต้องพิจารณาต่อไป ต้องดูพยานหลักฐานว่ามีใครทำผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง
ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากความเห็นต่างนั้น เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเจรจากันหาทางออกที่สงบ ทั้งนี้ตำรวจติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวเรื่องนี้และมีจุดยืนคือ การบังคับใช้กฎหมาย หากผู้ใดละเมิดกฎหมายตำรวจก็ต้องดำเนินการทั้งหมดตามขั้นตอน
ด้าน พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะสงฆ์ได้มาประชุมกันที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้มีสังฆามติ 5 ข้อ เสนอต่อรัฐบาล โดยขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดำเนินการตามข้อเสนอนั้น และคณะสงฆ์ได้ยุติการประชุมไปแล้ว
แต่ขณะนี้ยังมีกลุ่มผู้คัดค้านการเสนอสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 20 ตามที่ มส.เสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ออกมาเคลื่อนไหวยื่นเรื่องคัดค้านต่อหน่วยงานต่างๆ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลให้กลุ่มผู้คัดค้านยุติการเคลื่อนไหวต่างๆเช่นกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อคณะสงฆ์ ไม่ใช่ขอให้คณะสงฆ์ยุติการเคลื่อนไหว แต่รัฐบาลปล่อยให้กลุ่มผู้คัดค้านเคลื่อนไหว อย่างเช่น เมื่อวันที่16 ก.พ.พระพุทธะอิสระ ยังไปแจ้งความดำเนินคดีกับพระสงฆ์ที่มาประชุมที่พุทธมณฑล
หากรัฐบาลปล่อยให้กลุ่มผู้คัดค้านเคลื่อนไหว และคณะสงฆ์จะออกมาประชุมกันอีกครั้ง คงจะไปห้ามไม่ได้เพราะรัฐบาลยังไม่ให้ความเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้จะรอดูท่าทีของรัฐบาลจะดำเนินการเช่นไร รวมถึงการเสนอสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 20 ซึ่งเข้าใจดีว่ามีกระบวนการขั้นตอนและระยะเวลาก็ต้องดูตามความเหมาะสม ซึ่งคณะสงฆ์รู้ว่าควรใช้เวลาขนาดไหน
ด้าน พระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือพระพุทธะอิสระ เข้ายื่นหนังสือต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านนายวีระยุทธ เจริญกูล ผู้อำนวยการสำนักประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายพงศ์กิตติ์ อรุณภักดีสกุล รองเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายคณะสงฆ์ การปกครองคณะสงฆ์และกิจการพระพุทธศาสนา เนื่องจากเกิดวิกฤติศรัทธาต่อมหาเถรสมาคม(มส.)
อีกทั้งพระสงฆ์บางส่วนมีพฤติกรรมชุมนุมกดดันให้รัฐบาลเร่งดำเนินการต่างๆเกี่ยวกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ และมีภิกษุบางรูปเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่และขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่การทำงานของ มส.และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติไม่มีความน่าเชื่อถือ ขาดความเป็นกลาง ถ้าเป็นไปได้ ควรให้ยุบหน่วยงานดังกล่าว
