สาวไส้!! ขบวนการประกอบรถหนีภาษี โยงปม "สมเด็จช่วง" มีความผิดทาง "กม." ด้วยหรือไม่??

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

ตอกย้ำอีกครั้งอย่างชัดเจนว่ารถหรูของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์นั้น เป็นรถที่นำเข้ามาอย่างผิดกฎหมายหลายขั้นตอนเลยทีเดียว

 

 


ซึ่งจากการแถลงข่าวโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น สามารถแจกแจงรายละเอียดผ่านขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้


กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ทำการสืบสวน ปรากฏข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า

รถคันดังกล่าวเป็นรถยนต์ ยี่ห้อ Mercedes-Benz รุ่น 300 บี ชนิดสี่ประตู ผลิตโดยประเทศเยอรมัน เมื่อปี ค.ศ.1953 ความจุกระบอกสูบ 2996 ซีซี เชื้อเพลิงแก็ส หมายเลขตัวรถ 18601400420/53 หมายเลขเครื่องยนต์ 1869204500552

 


ปัจจุบันจอดอยู่ชั้นล่างของพระมหาเจดีย์ ภายในวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน หลักฐานทางทะเบียนของกรมการขนส่งทางบกระบุว่า รถจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2554 มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง สุดประเสริฐ) เป็นผู้ครอบครองลำดับที่ 1 (มีลำดับเดียว)

 


โดยประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรถเก่า มีการเสียภาษีสรรพสามิตรถยนต์ตามใบเสร็จรับเงิน สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพฯ 1 เลขที่ C10010054/0003562 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2554 โดยใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หมายเลขถัง 002290 วิศวกรผู้รับรองคือนายศุภารมย์ ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2554 หมดอายุ 15 สิงหาคม 2559 ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2556 ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้สลับหมายเลขทะเบียน ขม 0099 เป็น งค 1560 กรุงเทพมหานคร และได้แจ้งหยุดการใช้รถตลอดไปในวันเดียวกัน

 


จากการสืบสวนของ DSI ในประเด็นเกี่ยวกับการจดประกอบรถดังกล่าว พบว่าเป็นรถรุ่น เอสคลาส ที่มีการผลิตจำนวนน้อย ในการดำเนินการมี 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ

(1) การนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์

(2) การประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์

(3) การชำระภาษีสรรพสามิต และ

(4) การจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก พบข้อเท็จจริงโดยสรุปดังนี้

 


ย้ำกับคุณผู้ชมอีกครั้งว่ารถคันดังกล่าวนั้นมีความผิดกฎหมายถึง 4 ประเด็นนั่นก็คือ  (1) การนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ (2) การประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์ (3) การชำระภาษีสรรพสามิต และ (4) การจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก

 


ซึ่งเราจะได้จำแนกออกมาเป็นข้อๆดังต่อไปนี้

(1) ขั้นตอนการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ พบหลักฐานว่า หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส เป็นตัวการส่งเครื่องยนต์และตัวถังรถยนต์จากประเทศสหรัฐอเมริกาเข้ามายังประเทศไทยผ่านผู้บริการผู้ส่ง (Shipper) รายเดียวกัน คือ ILS, INC. โดยส่วนของโครงตัวถังรถยนต์ มาโดยเรือ VAN HARMONY เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2553 มีชื่อ หจก.ซี.ที. ออโตพาร์ท เป็นผู้นำสินค้าเข้า ส่วนเครื่องยนต์ มาโดยเรือ NYK ARGUS เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 มีชื่อบริษัทคาร์โก้ คาร์ จำกัด เป็นผู้นำสินค้าเข้า มีระยะเวลาห่างกันเพียงสองวัน หลังจากนั้นบริษัท อ๊อด 89 ฯ จึงให้ตัวแทนไปดำเนินการรับสิ่งของจากผู้นำเข้าทั้งสองราย แต่อุปกรณ์ส่วนควบอื่น ๆ เช่น ฝากระโปรงหน้า-หน้า ไฟหน้า-หลัง ไฟเลี้ยว เบาะ ประตู กันชนหน้า-ท้าย ไม่พบหลักฐานการนำเข้าแต่พบหลักฐานว่าซื้อจาก หจก.สายชลมอเตอร์ ซึ่งจากการตรวจสอบบ้านเลขที่ไม่ปรากฏในสาระบบทะเบียนราษฎร์ สถานที่ประกอบการไม่มีจริง และ หจก. ดังกล่าวก็ไม่มีในสาระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไม่มีในสาระบบของกรมสรรพากร จึงเป็นการทำเอกสารปลอมเพื่อให้เข้าใจว่าอุปกรณ์ ส่วนควบมีที่มาจากการซื้อภายในประเทศ

 


ในขั้นตอนนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่อง พยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้า

 


พระราชบัญญัติศุลกากรพุทธศักราช ๒๔๖๙

มาตรา ๒๗ ผู้ใดนําหรือพาของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจํากัด หรือของ
ต้องห้าม หรือที่ยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักรไทยก็ดีหรือส่ง หรือพาของเช่นว่านี้ออกไปนอกพระราชอาณาจักรก็ดีหรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ ในการนําของเช่นว่านี้เข้ามาหรือส่งออกไปก็ดีหรือย้ายถอนไป หรือช่วยเหลือให้ย้ายถอนไปซึ่งของดังกล่าวนั้นจากเรือกําปั่น ท่าเทียบเรือ โรงเก็บสินค้า คลังสินค้า ที่มั่นคง หรือโรงเก็บของโดยไม่ได้รับอนุญาตก็ดีหรือให้ที่อาศัยเก็บหรือเก็บ หรือซ่อนของเช่นว่านี้หรือยอม หรือจัดให้ผู้อื่นทําการเช่นว่านั้นก็ดีหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการขนหรือย้ายถอน หรือกระทําอย่างใดแก่ของเช่นว่านั้นก็ดีหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร

 


หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจํากัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนําของเข้า ส่งของออก ขนของ ขึ้น เก็บของในคลังสินค้า และการส่งมอบของโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะต้องเสียสําหรับของนั้น ๆ ก็ดีหรือหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจํากัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดีสําหรับความผิดครั้งหนึ่ง ๆ ให้ปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือจําคุกไม่เกินสิบปีหรือทั้งปรับทั้งจํา

 


ส่วนผู้ครอบครองอาจเป็นความผิดตามมาตรา 27 ทวิ ฐานการรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยหลีกเลี่ยงอากร

 


มาตรา ๒๗ ทวิ
ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจําหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจํานําหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษีหรือของต้องจํากัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้องก็ดีหรือเป็นของที่นําเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อจํากัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดีมีความผิดต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจําทั้งปรับ

 


นอกจากนั้นตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราภาษีศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 6 กำหนดว่า ถ้าอธิบดีกรมศุลกากรเห็นว่ามีการหลีกเลี่ยงอากรที่พึงเก็บแก่สิ่งที่สมบูรณ์แล้ว โดยวิธีการนำสิ่งนั้นเข้ามาเป็นส่วน ๆ ต่างหากจากกัน จะเป็นวาระเดียวกันหรือต่างวาระกันก็ดีก็ให้เรียกเก็บอากรแก่ส่วนนั้น ๆ รวมกัน ในอัตราที่ถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่ได้ประกอบมาสมบูรณ์แล้ว ซึ่งกรมจะมีหนังสือแจ้งอธิบดีกรมศุลกากรพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนความผิดฐานปลอมเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นความผิดอีกฐานหนึ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป รวมทั้งความผิดอื่นที่อาจพบในภายหลังด้วย


(2) ขั้นตอนการประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์ พบหลักฐานว่า หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ได้ร่วมกับอู่วิชาญ เป็นผู้ประกอบรถยนต์จากเครื่องยนต์ ตัวถังที่ได้จากขั้นตอนที่ 1 โดยอุปกรณ์ส่วนควบอื่นๆไม่ปรากฏหลักฐานการนำเข้า ซึ่งการประกอบรถนี้เป็นไปตามการสั่งซื้อของพระรูปหนึ่งใน ราคา 4,000,000 บาท (สี่ล้านบาท) ในการนี้ หจก. อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ได้รับเงินไป 2,500,000 บาท ส่วนอู่วิชาญ ได้รับเงินค่าประกอบ 1,500,000 บาท


ในส่วนการประกอบรถ ทางการสืบสวนปรากฏข้อเท็จจริงว่าอู่วิชาญไม่มีใบอนุญาตประกอบอุตสาหกรรม แต่มีการใช้ชื่อ อู่ N.P.การาจ (โรงประกอบรถยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้อง) ในการประกอบรถยนต์ดังนั้นการประกอบรถยนต์คันนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 25 นอกจากนั้นยังอาจเป็นความผิดตามมาตรา 162 (1) ในความผิดฐาน ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน อีกฐานหนึ่งด้วย


(3) ขั้นตอนการชำระภาษีสรรพสามิต พบหลักฐานว่านายชลัช นิติฐิติวงษ์  เป็นผู้ดำเนินการนำเอกสารชุดประกอบรถยนต์ไปชำระภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 48 (1) ประกอบมาตรา 117 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 โดยการปลอมลายมือชื่อนางกาญจนา เจ้าของ อู่ N.P.การาจ (โรงประกอบรถยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้อง) แสดงตนเพื่อขอชำระภาษีประกอบรถยนต์, ปลอมลายมือ ในหนังสือมอบอำนาจให้ตนเป็นผู้รับมอบอำนาจและยื่นเอกสารขอจดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่ามีการประกอบรถยนต์คันดังกล่าวโดยอู่ N.P.การาจ ทั้งที่ไม่ได้ทำการประกอบรถยนต์จริง ทำให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อแล้วจดแจ้งและรับชำระภาษีตามที่ นายชลัส มายื่นขอ อันเป็นความเท็จและเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527และประมวลกฎหมายอาญา ฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม


(4) ขั้นตอนการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก พบหลักฐานว่านายชลัช  นิติฐิติวงษ์  ได้ว่าจ้างนายสมนึก ในการนำรถยนต์ไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก มีการปลอมและใช้เอกสารที่มีลายมือชื่อ นางกาญจนา ในแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งทางบก (โอนลอย) จาก นางกาญจนา ไปยังพระผู้ใหญ่เพื่อแสดงว่า N.P.การาจ เป็นผู้ขายรถยนต์ต่อให้กับพระผู้ใหญ่ ,มีการปลอมลายมือชื่อนางกาญจนาในหนังสือมอบอำนาจให้ตนดำเนินการแทน, ปลอมและใช้ ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ค่าแรงประกอบ ของ หจก.เอส ที วาย ออโต พาร์ท เพื่อให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่า หจก.เอส ที วายฯ เป็นผู้รับจ้าง N.P.การาจ ในการประกอบรถยนต์ อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น รถยนต์ดังกล่าวจึงไม่สามารถจดทะเบียนเป็นรถยนต์ได้ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และ ระเบียบกรมการขนส่งทางบก ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับทะเบียนและภาษีรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ.2531

 


ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนดังกล่าว เห็นได้ว่ามีการกระทำความผิดในทุกขั้นตอน กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่าเป็นการกระทำผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อน กระทำผิดเป็นขบวนการ

 


และมีบุคคลที่เกี่ยวข้องและอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาหลายคน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ
รวมทั้งเป็นเรื่องที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือระบบเศรษฐกิจ หรือการคลังของประเทศ

 


ประกอบกับได้มีประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2554 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 กำหนดให้คดีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ในเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร หรือหลีกเลี่ยงบทกฎหมายหรือข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวกับการนำของเข้า และความผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 165 ในเรื่องการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ นำพยานหลักฐานหลักฐาน หรือเอกสารอันเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี ที่มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนและสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ

 

 

ดังนั้น อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงมีคำสั่งให้รับเรื่องดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความผิดและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไปแล้ว

 


แม้ว่ารถดังกล่าวจะผิดกฎหมาย แต่ขั้นตอนการติดตามดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมไปถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญนั้น ยังต้องใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนอีกราว 2-3 เดือน

 


พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ชุดพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะลงไปสอบถามรายละเอียดอีกที ว่ามีการซื้อมาจากไหน ราคาเท่าไร เอกสารการซื้อมีไหม และมีการชำระเงินอย่างไร โดยกระบวนการสอบสวนจะมีการลงรายละเอียด แต่เบื้องต้น หลวงพี่แป๊ะท่านรับเอง ว่าท่านเป็นคนจัดซื้อรถยนต์คันนี้ถวายสมเด็จช่วง

 

        
 สำหรับกรณีสมเด็จช่วงจะมีความผิดหรือไม่นั้น พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ต้องให้พนักงานสอบสวนดำเนินการให้ครบกระบวนการ หลังจากนั้นจะนำเรียนให้ทราบว่า ผู้ครอบครองมีความผิดหรือไม่ โดยในกระบวนการสอบสวนต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเมื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวนเอง เราจะกล่าวหาผู้ใด เขาก็มีสิทธิแสดงเอกสารหลักฐานมา ดังนั้น พนักงานสอบสวนก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ประมาณ 2 – 3 เดือน น่าจะเรียบร้อย

 


อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.พ.จะพบว่า ดีเอสไอได้เคยเรียกเจ้าของอู่ที่อ้างว่าเป็นผู้ประกอบรถคันดังกล่าวมาสอบสวน ทำให้ทราบการเชื่อมโยงของพระรูปหนึ่งที่ชื่อว่าหลวงพี่แป๊ะ เป็นผู้จัดการดำเนินการทั้งหมด

 


นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถโบราณ ที่ทำรถเบนซ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าวว่า รับงานซ่อมรถเบนซ์ ของวัดปากน้ำ โดยมีหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นผู้ว่าจ้าง นำรถและจัดหาอะไหล่ทุกชิ้นมาให้อู่ซ่อมตั้งแต่ ปี 2553 ซ่อมและทำสีเสร็จสมบูรณ์ ตั้งแต่ปี 2554 และส่งรถเข้าจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของวัดปากน้ำตั้งแต่นั้น โดยมีค่าจ้างบูรณะรถ ประมาณกว่า 1 ล้านบาท โดยรถคันนี้ไม่ใช่รถหรู หรือรถบุโรทั่ง แต่เป็นรถคลาสสิกที่คุณค่าอยู่ที่ใจของผู้สะสม หากประเมินราคารถเบนซ์โบราณนี้ อยู่ที่ 3-6 ล้านบาท

 


สำหรับรายละเอียดในการซ่อมรถคันนี้ พบว่ามีเครื่องยนต์บอดี้เดียวกันแต่ไม่ทราบว่าผลิตเป็นชุดเดียวกันตั้งแต่ต้นหรือไม่และไม่ทราบเรื่องการนำไปจดทะเบียน อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ที่มีรายชื่อสถานที่จดประกอบเป็นอู่อีกแห่งนั้น เข้าใจว่าเป็นเทคนิคในการทำเอกสาร เพื่อยื่นจดทะเบียน ตนรู้ว่าทำได้แต่ไม่ทำและยืนยันว่ารถคันนี้ ตอนมาซ่อม ไม่ใช่รถติดแก๊ส โดยรถคลาสิก ซึ่งผู้ใช้มีฐานะ ไม่มีใครนำไปติดแก๊ส เข้าใจว่า การแจ้งว่าเป็นรถติดแก๊ส เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนเท่านั้น

 


ทั้งนี้หลวงพี่แป๊ะ ก็คือพระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ และเป็นเลขาของสมเด็จช่วง

 


ในชั้นการสืบสวนสอบสวนทำให้สามารถระบุตัวละครที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทางดังต่อไปนี้

1.หลวงพี่แป๊ะ ก็คือพระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ซึ่งเป็นผู้รวบรวมอุปกรณ์ชิ้นส่วนของรถไปให้อู่แห่งหนึ่งทำการประกอบ

2.นายวิชาญ รัษฐปานะ เจ้าของอู่รถโบราณวิชาญ ซึ่งเป็นผุ้ทำหน้าที่ประกอบรถยนต์คันดังกล่าวขึ้น

3.นายชลัช  นิติฐิติวงษ์  ซึ่งเป็นผู้ที่นำเอาเอกสารไปชำระภาษีสรรพสามิต แต่ได้มีการปลอมลายเซนต์ ของนางกาญจนาเจ้าของ อู่ N.P.การาจ

4.นายสมนึก ที่ได้รับการว่าจ้างจากนายชลัชให้นำรถไปจดทะเบียนที่กรมการขนส่งทางบกและได้มีการปลอมลายเซนต์ของนางกาญจนาก่อนจะทำการโอนลอยไปให้กับสมเด็จช่วง

 


เกี่ยวกับตัวละครที่ปรากฏโดยเฉพาะ หลวงพี่แป๊ะ ก็คือพระมหาศาสนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ และเป็นเลขาของสมเด็จช่วง สำนักข่าวทีนิวส์ได้ส่งผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ

 


ในประเด็นที่ยังเป็นข้อกังขาเมื่อกระบวนการทั้งหมด ซึ่งสมเด็จพระมหาราชมังคลาจารย์ จะมีความผิดทางกฎหมายด้วยหรือไม่ และเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการทางข้อกฎกมายเกี่ยวกับการดำเนินคดี เราจะไปพูดคุยกับ วันชัย สอนศิริ  ทนายความอิสระ