จับตา!! ประชุม "ซีพีออล์" 23 ก.พ. เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง "ผบ." หรือไม่?? หลังบ.กองทุนรวมรุกจี้ต่อ "ธรรมภิบาล"

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

มาถึงประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจว่าภาพลักษณ์ของบมจ.ซีพีออลล์   ซึ่งถูกกลต.ชี้มูลผิดว่าด้วยการใช้ข้อมูลภายในเพื่อซื้อขายหุ้นแมคโคร    และถูกกระแสสังคมเรียกร้องให้ผู้บริหารแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการพิจารณาตัวเองไปสู่ความเปลี่ยนแปลงตามทิศทางที่ควรจะเป็น 

 


แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา กระบวนการปฏิบัติของผู้บริหาร บมจ.ซีพีออลล์   กลับไม่สอดรับกับความเห็นของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน  และ  สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย  (IOD)  ใด ๆ  ทั้งสิ้น      โดยเฉพาะจุดยืนของ บมจ. ซีพีออล์ที่ค่อนข้างให้น้ำหนักเรื่องความสำเร็จจากผลประกอบการธุรกิจ   เป็นสำคัญกว่าข้อคิดเห็นเรื่อง ธรรมาภิบาลขององค์กร

 


โดยข้อมูลที่สำนักข่าวทีนิวส์ เคยนำเสอไปก่อนหน้านี้     ก็คือภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต. )    มีคำสั่งเมื่อวันที่   2 ธ.ค. 2558    เปรียบเทียบปรับเงิน

(1) นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร  บมจ. ซีพี ออลล์

(2) นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล  กรรมการผู้จัดการ บมจ. ซีพี ออลล์

(3) นายพิทยา เจียรวิสิฐกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บมจ. ซีพี ออลล์

(4) นายอธึก อัศวานันท์   รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด

กรณีอาศัยข้อมูลภายในซื้อหุ้นบริษัท    สยามแม็คโคร  จำกัด   (มหาชน) (MAKRO) เป็นเงินรวม  33,339,500 บาท  ตามความผิด  มาตรา 241  แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์  พ.ศ. 2535     และเปรียบเทียบปรับเงิน
 
(5) นายสมศักดิ์ เจียรวิสิฐกุล

(6) นางสาวอารียา อัศวานันท์       ในฐานะให้การช่วยเหลือสนับสนุน  


เป็นเงินรายละ 333,333.33 บาท  ตามความผิดตามมาตรา  241  แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ประกอบมาตรา   86  แห่งประมวลกฎหมายอาญา

 


ซึ่งสาระสำคัญของมาตรา   241  แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535  ก็คือในการซื้อหรือขายซึ่งหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือหลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ห้ามมิให้บุคคลใดทำการซื้อหรือขายหรือเสนอซื้อหรือเสนอขายหรือชักชวนให้บุคคลอื่นซื้อหรือขาย    หรือเสนอซื้อหรือเสนอขายซึ่งหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  หรือ หลักทรัพย์ซื้อขายในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

 


ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบต่อบุคคลภายนอกโดยอาศัยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงราคาของหลักทรัพย์ที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชน      และตนได้ล่วงรู้มาในตำแหน่งหรือฐานะเช่นนั้นและไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะกระทำเพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่นหรือนําข้อเท็จจริงเช่นนั้นออกเปิดเผยเพื่อให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวโดยตนได้รับประโยชน์ตอบแทน

 


แต่ปรากฎว่าต่อมาการพิจารณาการกระทำผิดของผู้บริหาร     บมจ.ซีพีออลล์    เมื่อวันที่  21 ธ.ค. 2558 ที่ประชุมผู้บริหารกลับมีคำชี้แจงต่อสาธารณะและผู้ลงทุนหุ้นซีพีออลล์ ว่าที่ประชุมรับทราบแล้วว่าทั้งนายก่อศักดิ์ , นายพิทยาและนายปิยะวัฒน์ได้ยอมรับคำตัดสินของสำนักงานก.ล.ต. ตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  แต่เนื่องจากบุคคลเหล่านี้มีคุณสมบัติและประสบการณ์อันโดดเด่นมีผลงานในอดีตเป็นทีประจักษ์จึงมีความเห็นว่าสมควรจะบุคคลทั้ง 3ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

 


และผลการพิจารณาของ  คณะกรรมการตรวจสอบและกรรมอิสระ  ซึ่งประกอบไปด้วย

1.นาย โกเมน ภัทรภิรมย์                กรรมการอิสระ / ประธานกรรมการตรวจสอบ

2.นาย ปรีดี บุญยัง                         กรรมการอิสระ / กรรมการตรวจสอบ

3.นาย ผดุง เตชะศรินทร์                  กรรมการอิสระ / กรรมการตรวจสอบ

4.พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ      กรรมการอิสระ

 


ได้นำไปสู่การให้สัมภาษณ์ของ  นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์   ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพีออล์ว่าไม่เคยคิดลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารและกรรมการบริษัท  เนื่องจากคณะกรรมการของ  ซีพีออล์และแมคโคร ในเครือซีพี   ยังให้ตนทำงานต่อไปเพราะตนไม่ได้ตั้งใจทำผิดธรรมาภิบาล   และถือว่าเรื่องนี้จบไปแล้วหลังมีการจ่ายค่าปรับให้ก.ล.ต.ส่วนการที่ผู้ถือหุ้นซีพีออลล์จะขายหุ้นทิ้งหรือไม่อย่างไรให้ถือว่าหากจะเลือกบริษัทที่ดีมีธรรมภิบาลแต่ผลกำไรไม่ดี ก็คงเป็นการพิจารณาของผู้ถือหุ้นเอง แต่มั่นใจว่าผู้ถือหุ้นจะดูจากผลงานผู้บริหารธุรกิจมากกว่าเรื่องธรรมาภิบาล

 


จากจุดประเด็นดังกล่าวชัดเจนแล้วว่าผู้บริหารบมจ.ซีพีออล์   ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ในหลักคิดเรื่องการธรรมาภิบาลอย่างไรสำหรับการบริหารองค์กรธุรกิจ   ที่มีรายได้รวมกว่า   2-3    แสนล้านบาทต้องย้อนกลับไปดูกระแสสังคมเช่นกันว่ามีความคิดเป็นไปในทิศทางเดียวกับ   บมจ.ซีพีออล์  หรือไม่  อย่างไร 

 


เนื่องจากในสาส์นผู้บริหาร บมจ.ซีพีออล์  ประจำปี  2557    ลงลายมือชื่อ นายธนิ นท์ เจียรวนนท์  และ นาย  ก่อศักดิ์   ไชยรัศมีศักดิ์ซึ่งปรากฏอยู่ในเว็บไซด์ขององค์กร  ได้นำเสนอไว้อย่างชัดเจนว่า “บริษัทจึงมีความภาคภูมิใจและขอตั้งปณิธานว่าจะดำเนินธุรกิจและนำพาองค์กรสู่ความสำเร็จ   ด้วยหลักธรรมาภิบาลที่ดี คำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มด้วยความเป็นธรรม   และตอบสนองความพึงพอใจลูกค้า พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า มีความวัฒนาถาวรสู่ความอุดมสมบูรณ์อย่าง ยั่งยืนตลอดไป” 

 


ขณะที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาหลักธรรมภิบาลของ บมจ.ซีพีออล์    กลับถูกตั้งคำถามจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน  (บล.)   และสมาชิกมาโดยตลอด   อ ทิเช่น    นางชวินดา หาญรัตนกูล    กรรมการผู้จัดการ    บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมกรุงไทย  ที่ระบุว่า ได้หยุดลงทุนหุ้นซีพีออลล์  ตั้งแต่มีประเด็นความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับธรรมาภิบาล    

 


และนายสมิทธ์ พนมยงค์    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด  ซึ่งยอมรับว่าบริษัทยังคงรอท่าทีความชัดเจนของทางบมจ. ซีพี ออลล์กรณีผู้บริหารระดับสูงใช้อินไซเดอร์เทรดดิ้งหุ้น  MAKRO ในช่วงปีที่ผ่านมาว่าจะมีทิศทางออกมาอย่างไร   ซึ่งที่ผ่านมาในฐานะเป็นผู้ลงทุนที่ยึดหลักธรรมาภิบาล บริษัทได้ชะลอการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ ของเครือบริษัทซีพีมาโดยตลอดเช่นกันกับบริษัทบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมอีกหลายแห่ง

 


ขณะที่ท่าทีของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน  (บล.) มีความชัดเจนตั้งแต่แรกแล้วว่า  จากมติคณะกรรมการตรวจสอบของบมจ.ซีพีออล์ที่ยังคงสถานะผู้บริหาร  ซึ่งกระทำผิดพระราชบัญญัติ หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535บมจ.ซีพีออล์ไม่ได้แสดงออกอย่างชัดเจนซึ่งการตระหนักรู้ถึงการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลของบริษัททำให้เห็นได้ชัดเจนว่า    ผู้บริหารบมจ.ซีพีออล์ให้น้ำหนักในเรื่องคุณสมบัติส่วนบุคคลเป็นส่วนสำคัญกว่าหลักธรรมาภิบาล    ทั้งที่บมจ.ซีพีออล์ควรเป็นตัวอย่างของผู้นำในการสร้างบรรทัดฐานที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม

 


รวมถึงการพิจารณาล่าสุดในวันนี้ (  18 ก.พ.)    ทางด้าน   นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง   และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน  ได้สรุปมติที่ประชุมบริษัทสมาชิก  ร่วมกับนักลงทุนสถาบัน   ซึ่งประกอบด้วย  กองทุนประกันสังคม  ,  กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)  ,  บริษัทประกัน  ได้แสดงจุดยืนร่วมกันว่าจะไม่ลงทุนเพิ่มในหุ้นของ บมจ.ซีพีออลล์ต่อไป      หากบมจ.ซีพีออล์ยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหาธรรมาภิบาล

 


ประเด็นสำคัญ  คือ   มติที่ประชุมเห็นชอบให้บริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) ทุกราย รวมทั้งบริษัทประกันชีวิต  กองทุนประกันสังคม และ กบข. ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบัน  เข้าไปใช้สิทธิในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ของ บมจ.ซีพีออลล์  เพื่อเรียกร้องต่อคณะกรรมการและเจ้าของกิจการบมจ.ซีพีออล์ให้รับทราบ     และตระหนักถึงความสำคัญต่อการปฏิบัติตนว่าด้วยเรื่องธรรมาภิบาลมากขึ้น  จนนำไปสู่ความเข้าใจในปัญหาและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป

 


คงต้องจับตาดูว่าการประชุมคณะกรรมการบมจ.ซีพีออล์ในวันที่ 23 ก.พ.นี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่กับโครงสร้างผู้บริหาร ในช่วงที่ต้องเผชิญกับกระแสเชิงลบจากสังคมมาโดยตลอด   ก่อนการประชุมผู้ถือหุ้นใหญ่สมัยสามัญประจำปีจะเกิดขึ้น  ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นเวทีที่ผู้บริหารบมจ.ซีพีออล์ต้องเผชิญหน้ากับสมาชิกสมาคมบริษัทจัดการลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ถ้าผู้บริหารซีพีออลล์ยังคงจุดยืนเดิม