ลุ้นระทึก!! สหรัฐฯเตือนไทย เฝ้าระวัง "ISIS" อาจใช้แหล่งผู้คนพลุกพล่านเป็นจุดก่อเหตุ!!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

ตามเกาะติดประเด็นที่มีการพูดถึงกันอยู่ขณะนี้ หลังจากที่มีรายงานว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีหนังสือลับแจ้งเตือนการก่อเหตุในประเทศไทยของกลุ่มก่อการร้ายเพื่อโจมตีแหล่งชุมชนสาธารณะ ซึ่งอาจเคลื่อนไหวเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้น

 

 

 

 

 


หนังสือดังกล่าวได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ กรณีมีเหตุสำคัญเร่งด่วน หรือมีข้อมูลข่าวสารสำคัญ ให้มีการตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน ครบถ้วนสมบูรณ์

 


"พล.ต.อ.ศรีวราห์" รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมความมั่นคง ยันไม่พบไอเอสเคลื่อนไหวในไทย

 


จากกรณีทางการของสหรัฐอเมริกามีหนังสือแจ้งเตือนการก่อเหตุของกลุ่มไอเอสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการแจ้งเตือนมาที่ประเทศไทยด้วย โดยเน้นจุดที่เป็นแหล่งผู้คนพลุกพล่านสถานที่สาธารณะ อาทิ รถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าบีทีเอส และห้างสรรพสินค้าฯ และถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

 


ล่าสุดเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 20 ก.พ.พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ได้เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงประชุมที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) ชั้น 20 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) โดยมีหน่วยงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) ,กองบัญชาการตำรวจสันติบาล(บช.ส.) ,กองบัญชาการสอบสวนกลาง(บช.ก.) ,สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) และหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

 


ภายหลังประชุมเสร็จสิ้น พล.ต.อ.ศรีวราห์ ให้สัมภาษณ์ว่ายืนยันขณะนี้ทางการข่าวยังไม่พบความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอสในประเทศไทย หลังจากทางการสหรัฐฯแจ้งเตือนการก่อเหตุร้ายจากกลุ่มดังกล่าวในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตามจะไม่ประมาท โดยได้มีการกำชับสั่งการ 16 ข้อมาตรการปฎิบัติให้กับกำลังพลหน่วยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังป้องกันเหตุร้าย เช่น ลงพื้นที่เฝ้าระวังตามแหล่งชุมชน ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งสถานที่สำคัญต่างๆ ส่วนกรณีชาวต่างชาติที่พำนักในไทยเกินเวลา หรือ โอเวอร์สเตย์(over stay) ที่อาจเข้าข่ายเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ทาง สตม.ได้มีการตรวจสอบ เข้มงวดตามมาตรการที่สั่งการไปอยู่แล้ว

 


พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวยืนยันอีกว่า ขณะเดียวกันยังไม่พบข้อมูลว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุในลักษณะที่ทางการสหรัฐฯแจ้งเตือนแต่อย่างใด ทั้งนี้ทางตำรวจสันติบาลที่ดูงานด้านความมั่นคงเป็นหลักก็ได้มีการจัดชุดสืบสวนลงพื้นที่ต่อเนื่อง แต่ยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกลุ่มใด ซึ่งการแจ้งเตือนก็เพื่อการตรวจสอบ จึงไม่มีความกังวลในเรื่องนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด และไม่อย่างให้ประชาชนตื่นตระหนก

 


พล.ต.ต.ชาติชาย แตงเอี่ยม รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รองผบช.สตม.) ปฏิบัติราชการแทน ผบช.สตม. ลงนามในหนังสือคำสั่งเลขที่ 0029.322/467 ลงวันที่ 15 ก.พ.2559 แจ้ง ผบช.สตม., ที่ปรึกษา (มค.) และรอง ผบช.สตม. เพื่อทราบถึงการดำเนินการตามหนังสือ บช.ส. (กองบัญชาการตำรวจสันติบาล) ลับด่วน 0028.(9)/32 ลงวันที่ 3 ก.พ.59 ตามสั่งการ ผบ.ตร. ลงวันที่ 29 ม.ค.59 ท้ายนัยหนังสือ บช.ส.ลับ ที่ 0028.(ขว)/56 ลง 29 ม.ค.59

 


เนื้อหาระบุ เนื่องด้วยได้รับการแจ้งเตือนจากที่ปรึกษาพิเศษ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย SPECIAL ASSISTANT (SA) ถึงความเป็นไปได้ในการก่อเหตุในประเทศไทยของกลุ่มก่อการร้ายเพื่อโจมตีแหล่งชุมชนสาธารณะ อาทิ ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยว สถานบันเทิง รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) รถไฟฟ้า (BTS)

 


เนื่องจากแผนการขยายพื้นที่อิทธิพลของกลุ่ม IS ที่แพร่อิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย) ซึ่งอาจเคลื่อนไหวเข้าใกล้ประเทศไทยมากขึ้น จึงกำชับให้ปฏิบัติตามหนังสือ สตม.ลับ ด่วนที่สุด ที่ 0029.122/400 ลงวันที่ 5 ก.พ.59 พร้อมทั้งแจ้งเตือนภาคเอกชนในพื้นที่ให้มีมาตรการในการ รปภ.อย่างเข้มงวด

 


ท้ายหนังสือดังกล่าวระบุอีกว่า ในการประสานการปฏิบัติ ควรระมัดระวังข้อมูล โดยให้ใช้วิธีการอ้างอิงสถานการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในประเทศอินโดนีเซีย และให้พิจารณาพร้อมปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติโดยเคร่งครัด

 


กรณีมีเหตุสำคัญเร่งด่วน หรือมีข้อมูลข่าวสารสำคัญ ให้มีการตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจน ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยให้รายงาน ผบช.สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ที่ปรึกษา (มค) , รอง ผบช.สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ปป) และ รอง ผบช.สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (มค) ทราบในโอกาสแรก และรายงานสถานการณ์เป็นเอกสารมายัง ศปก.สตม.โดยเร็ว"

 


ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ ไทยก็ออกมาระบุถึงการแจ้งเตือนในกรณีดังกล่าวว่า ารแจ้งเตือนถือเป็นการแจ้งให้ฝ่ายปฏิบัติเฝ้าระวัง เพิ่มมาตรการป้องกันสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อป้องกันการก่อเหตุ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวดังกล่าว

 


พล.ต.ต.พิทยา ศิริรักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกลุ่มเคลื่อนไหวไอเอสตามที่มีข่าวเตือนดังกล่าว แต่เบื้องต้นยังไม่พบกลุ่มก่อการร้ายใดเคลื่อนไหวในประเทศไทย

 


พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า น่าจะเป็นการแจ้งเตือนตามลักษณะของภูมิศาสตร์ที่กลุ่มก่อการร้ายจะมีขยายพื้นที่ก่อเหตุได้ เนื่องจากไทยถือเป็นประเทศศูนย์กลางของกลุ่มอาเซียน แต่เบื้องต้นยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆในประเทศไทย ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกในเรื่องนี้

 


ขณะที่นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวว่า รัฐบาลได้สอบถามไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาแล้ว ซึ่งทางสถานทูตยืนยันไม่มีการแจ้งเตือนให้ระมัดระวังกลุ่มบุคคลหรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอสไปยังฝ่ายปฏิบัติอย่างตำรวจแต่อย่างใด        

 


เรื่องการแจ้งเตือนโดยปกติหากประเทศต่างๆ พบความเคลื่อนไหวกลุ่มบุคคลผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายจะเข้ามาประเทศนั้นๆ จะมีการแจ้งเตือนประเทศดังกล่าวเพื่อให้ระมัดระวัง ซึ่งหากเราได้ข้อมูลมา ก็จะตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยจริงหรือไม่ หากจริงจะดำเนินการกดดันให้ออกนอกประเทศไป" นายปณิธานกล่าว

 


ซึ่งการแจ้งเตือนถือเป็นการแจ้งให้ฝ่ายปฏิบัติเฝ้าระวัง เพิ่มมาตรการป้องกันสถานที่สำคัญต่างๆ เพื่อป้องกันการก่อเหตุ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกกับข่าวดังกล่าว เพราะสถานทูตสหรัฐยืนยันแล้วไม่เป็นความจริง

 


ภาคส่วนต่างๆ ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความมั่นคง ออกมาเน้นย้ำแล้วว่าเบื้องต้นยังไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆในประเทศไทย

 


กลุ่มไอเอส หรือ Islamic state เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักรบ หลายเครือข่าย ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่สงครามอิรัก ในปี 2546 เดิมเป็นสาขาหนึ่ง ของอัลกออิดะห์ในอิรัก แต่ต่อมาแตกคอกัน เลยแยกมาตั้งกลุ่มใหม่ แบบเดี่ยวๆ และค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น จนแซงหน้าอัลกออิดะห์ไปเรียบร้อยแล้ว ความสามารถพิเศษของไอเอสคือการปลุกระดมนักรบได้ทั่วโลก อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งสหรัฐ ยุโรป ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ออสเตรเลีย ผู้หลงเชื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยรุ่น ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม โดยส่วนใหญ่ถูกล่อลวงผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ผู้นำคนปัจจุบันของไอเอสคือ “อะบู บากา อัล แบกดาดี” เขาเป็นบุคคลลึกลับ ทำตัวเงียบๆ Low Profile ไม่ชอบออกหน้า ออกตา แต่โหดสุดๆ สหรัฐรู้ข้อมูลของเขาน้อยมาก รู้เพียงว่า เขาเกิดที่อิรัก และจบการศึกษาระดับด็อกเตอร์ทางด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัยในกรุงแบกแดด

 


ไอเอสไม่ได้เป็นแค่กลุ่มก่อการร้าย แต่ยังเป็นพ่อค้าน้ำมันรายใหญ่ ตอนนี้ครอบครองบ่อน้ำมันถึง 11 แห่งในอิรัก และซีเรีย ในเขตพื้นที่ที่เปิดศึกยึดครองมาได้ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งขุดเจาะน้ำมันอีก 7 แห่ง และโรงกลั่นน้ำมันอีก 2 แห่ง อยู่ในมือ โดยเมื่อไอเอสยึดเมืองไหนได้ ก็จะปล้นธนาคาร และขู่กรรโชกทรัพย์คนในพื้นที่ หรือไม่ก็จับคนไปเรียกค่าไถ่ ไอเอสยังมีรายได้เสริมจากการลักลอบนำวัตถุโบราณของอิรักอีกด้วย

 


พฤติกรรมความโหดเหี้ยมที่กลุ่มรัฐอิสลามหรือไอเอส กระทำให้เห็นทุกวันนี้ อาจทำให้หลายคนมีคำถามว่ากลุ่มไอเอสในอิรักและซีเรียนั้นก่อการเช่นนี้ได้อย่างไร และมีใครหนุนหลังอยู่ การจะหาคำตอบเรื่องนี้มีความละเอียดซับซ้อนมากพอสมควร

 


ไมเคิล สตีเฟนส์ ผู้อำนวยการสถาบัน Royal United Services ในกาตาร์ ได้วิเคราะห์ที่มาที่ไปไว้ว่า หากมองย้อนกลับไปถึงความขัดแย้งที่มีรากลึกระหว่างกลุ่มอิสลามนิกายสุหนี่กับนิกายชีอะห์ จะเห็นได้ว่ากลุ่มอิสลามนิกายชีอะห์ในอิหร่านเริ่มแสดงทีท่าอยากเข้ามามีบทบาทในแถบเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งเป็นถิ่นของนิกายสุหนี่มากขึ้นเรื่อยๆ

 


กลุ่มสุหนี่ในอิรักและซีเรียนั้นไม่มีทั้งกำลังอาวุธและเงินทุน ในขณะเดียวกัน เป็นที่สันนิษฐานกันว่ากลุ่มไอเอสได้รับการหนุนหลังทางอ้อมอย่างลับ ๆ จากกาตาร์ ตุรกี และซาอุดิอาระเบียซึ่งมาในรูปแบบของนโยบายที่หละหลวมปล่อยให้อาวุธและเงินทุนเคลื่อนผ่านชายแดนและไหลเข้าสู่มือของกลุ่มไอเอส เพราะต้องการสกัดกั้นอิทธิพลของนิกายชีอะห์

 


ถึงแม้ลึกๆแล้วประเทศเหล่านี้เองก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่โหดร้ายทารุณของกลุ่มไอเอส แต่อุดมการณ์หลักคือต้องการกำจัดการครอบงำจากกลุ่มชิอะห์ของอิหร่าน กลุ่มไอเอสจึงเป็นเสมือนหัวหอกของกลุ่มผู้สนับสนุนนิกายสุหนี่ไปโดยปริยาย โดยที่ก็ไม่มีใครออกมายอมรับว่าแอบให้การช่วยเหลือกลุ่มไอเอสอยู่อย่างลับๆ

 


นอกจากนี้ยังมีเรื่องของธุรกิจระหว่างประเทศกับกลุ่มไอเอสอีกด้วย โดยกลุ่มไอเอสมีรายได้จากส่งออกน้ำมันให้กับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มพ่อค้าคนกลางชาวเคิร์ดในตุรกี ในขณะเดียวกันเชื่อว่าซีเรียก็แอบขายอาวุธให้กับกลุ่มไอเอส

 


วลาดิเมีย แวน วิลเกนเบอร์ก นักวิเคราะห์ทางการเมืองของเจมส์ทาวน์ ฟาวเดชั่นกล่าวว่า “นี่คือสงครามเศรษฐกิจแบบดั้งเดิม” กระบวนการทั้งหลายนี้มีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามกลางเมืองเลบานอนเมื่อผู้ก่อสงครามทั้งหลายต่างก็กระหายเงินและพยายามทำธุรกิจระหว่างกันไปด้วย

 


หากย้อนกลับไปครั้งหนึ่ง อีกกระแสข่าวหนึ่งที่ระบุว่า  การประกาศที่จะขยายสาขาของกลุ่มไอเอส นั้นจะมาตั้งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา

 


โดยกระแสข่าวดังกล่าวนั้น ถูกเผยแพร่จากสื่อของทางมาเลเซีย โดยเวบไซต์ ‘สเตรท์สไทมส์’ รายงานว่า สมาชิกกลุ่มหัวรุนแรงมาเลเซีย ที่หนีไปกบดานอยู่ที่ภาคใต้ของฟิลิปปินส์ มีแผนรวมกลุ่มต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งมาเลเซีย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เข้าด้วยกัน รวมถึงกลุ่มหัวรุนแรงชื่อดังอย่าง เจมาห์ อิสลามียะห์ และ อาบู ไซยาฟ เพื่อขอเข้าร่วมกับกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส อย่างเป็นทางการต่อไป

 


ขณะที่สื่อ The Star  ยังรายงานว่า มาห์มูด อาห์หมัด อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแหลมมลายู, มอห์ด นาจิบ ฮุสเซนเจ้าของร้านค้า และ มูฮัมเมด จอเรมี อาวัง เรมี อดีตลูกจ้างสภาท้องถิ่นที่มีชื่ออยู่ในใบประกาศจับของมาเลเซียตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา ถูกระบุว่าเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนร่วมในแผนการรวมกลุ่มหัวรุนแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าด้วยกัน

 


นอกจากนี้ หัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของตำรวจมาเลเซีย ยังระบุแก่สื่อมาเลเซียว่า มาห์มูด นั้นต้องการจัดตั้งเครือข่ายเข้าร่วมกับกลุ่มไอเอสขึ้นในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเขาต้องเดินทางไปยังซีเรียเพื่อแสดงสัตย์สาบานต่อหน้าอาบู บาการ์ อัล-บักดาดี ผู้นำสูงสุดของกลุ่มไอเอส ขณะที่เจ้าหน้าที่ของทางการมาเลย์ ยังระบุอีกว่า หากมาห์มูด สามารถรวมกลุ่มต่างๆ เข้ามาเป็นกลุ่มเดียวกันได้สำเร็จ น่ากลัวว่าสถานการณ์การก่อการร้ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีความรุนแรงขึ้น

 


ย้อนกลับไป เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา ประเด็นไอเอสเข้ามาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ก็สร้างความฮือฮาไม่น้อยสำหรับผู้ที่สนใจปัญหาความมั่นคง

 


เมื่อสื่อมาเลเซียออกมาตีข่าวว่าพบกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใหม่ถึง 4 กลุ่ม เคลื่อนไหวโดยมีเป้าหมายตั้ง "รัฐอิสลามขนาดใหญ่" ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงดินแดนทางตอนใต้ของประเทศไทยที่กำลังมีปัญหาความไม่สงบอยู่ด้วย

 


ย้อนกลับไป เนื้อหาข่าวของทางซันเดย์ ไทมส์ ในส่วนที่เป็นคำพูดของ ศาสตราจารย์ ซันด้า   ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญาวิทยา ที่ว่า เขาเชื่อว่าสาเหตุที่กลุ่มหัวรุนแรงในมาเลเซีย ต้องการจัดตั้งเครือข่ายกลุ่มก่อการร้ายระดับนานาชาติขึ้น เนื่องจากปัจจุบันขาดแคลนเงินทุนสนับสนุน โดยในความเป็นจริงแล้วทางกลุ่มเพียงแค่ใช้ข้ออ้างทางศาสนาเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุเท่านั้น

 


อย่างไรก็ดี สำหรับกระแสข่าวความพยายามที่จะปักธงไอเอส ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมาเลเซียและอินโดนีเซีย นั้น มิใช่เรื่องใหม่ โดยมีการพูดถึงมาแล้วก่อนหน้าเหตุถล่มปารีสครั้งล่าสุดนี้ แต่หากจะย้อนไปอย่างเร็วที่สุด เห็นจะเป็นช่วงกลางปีที่ผ่านมา

 


ครั้งนั้นมีการวิเคราะห์ของฝ่ายไทยอย่างกว้างขวาง ประเด็นหนึ่งคือ พบความเคลื่อนไหวของไอเอสที่ยืนยันกระแสข่าวดังกล่าว เช่น กลุ่มไอเอสมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่มีเยาวชนอย่างน้อย 20 คนทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น เรียนหนังสือ สวดมนต์กินอาหาร และฝึกอาวุธกับการป้องกันตัวในเขตที่ไอเอสยึดครองอยู่ โดยคลิปวิดีโอดังกล่าวมีชื่อว่า ‘การศึกษาในคาลิฟะห์’ โพสต์โดยฝ่ายสื่อภาษามาเลย์ของทางกลุ่ม

 


และครั้งนั้น ทางฝ่ายไทยเองยังตื่นตัวตั้งรับ โดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยรายหนึ่งระบุว่า หน่วยข่าวความมั่นคงพยายามติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอสอย่างใกล้ชิด และมีการเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในเรื่องนี้มาตามขั้นตอน ตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องให้เกาะติดความเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

 


พร้อมระบุว่า สำหรับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวของกลุ่มไอเอส ส่วนในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ค่อนข้างระวังเป็นอย่างมาก โดยมีการขอความร่วมมือมายังไทยให้ช่วยตรวจสอบในเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าจะมีการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านเข้าไปยังมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งฝ่ายไทยพยายามที่จะตรวจสอบอย่างเต็มที่ แต่ยังไม่พบการเคลื่อนไหว

 


ซึ่งพลเอกทวีป เนตรนิยม เลขาฯสมช.  ระบุ กลุ่มก่อการร้ายที่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังมีกลุ่มหลักเพียง 3 กลุ่ม ได้แก่ อัลกออิดะห์, อาบูไซยาฟ และเจมาห์ อิสลามิยะห์ หรือเจไอ ปัจจุบันทั้งสามกลุ่มได้รับการสนับสนุนน้อยลง หรือมีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกน้อยลง ทำให้กลุ่มเหล่านี้พยายามแสวงหาสิ่งที่ใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้มีผู้เข้าร่วมเป็นพรรคพวกมากขึ้น โดยวิธีการหนึ่งที่กลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ ก็คืออ้างอิงถึงกลุ่มไอเอส เนื่องจากไอเอสมีบทบาทมากในตอนนี้

 


จากการติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่ายังมีความคิดที่แตกแยกกันอยู่ ว่าจะสมัครเป็นสาขาหนึ่งของไอเอส หรือว่าจะยังคงกลุ่มเดิม ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องรอดูว่ากลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะสวามิภักดิ์กับกลุ่มไอเอสได้มากน้อยแค่ไหน เพราะส่วนตัวคิดว่ากลุ่มไอเอสไม่ได้ให้การสนับสนุนอะไรกับกลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากนัก ดูจากชื่อไอเอส หรือไอซิส (ISIS) ก็ย่อมาจากอิรักกับซีเรีย ก็บอกชัดอยู่แล้ว"  พร้อมย้ำว่าไม่มีกลุ่มก่อการร้ายใดเคลื่อนไหวในประเทศไทย ทราบเพียงว่า มีการเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ ประเทศเท่านั้น

 


เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจน เกี่ยวกับความเคลื่อนไหว  ของ "กองกำลังรัฐอิสลาม" ที่มีรายงานว่าจะขยายสาขามาตั้งในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้