เพื่อไทย-นปช. ดาหน้าวิจารณ์ ร่างรธน.!! - "จาตุรนต์" อ้าง เหมือนเอาประชาธิปไตยใส่โรง!!!?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก กับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยพรรคเพื่อไทย , อดีต สส. รวมถึงแกนนำ นปช. ที่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างถึงพริกถึงขิง

 

 

 

 

 


เริ่มจากการที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้กับกำลังพลภายในกองบัญชาการกองทัพบกตอนหนึ่ง ระบุว่า การร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ของ กรธ.นั้นเป็นอิสระไม่มีใบสั่งจากใคร โดยได้วางกลไกทั้งหมดเพื่อให้เกิดการปรองดองเป็นระยะ ไม่ให้เกิดทางตัน แต่กรอบการตั้งกลไกพิเศษเพื่อการเปลี่ยนผ่านที่นายกรัฐมนตรีได้มอบมาให้นั้น กรธ.ยังคิดไม่ออก แต่จะกำหนดกลไกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

 


ขณะที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กลไกในการแก้ปัญหาบ้านเมืองนั้นเป็นเพียงข้อเสนอไม่ใช่การแนะนำ รัฐบาลต้องการให้ กรธ.นำปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 มาเป็นต้นแบบแก้ไขปัญหา โดยเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อตอบโจทย์ในปัญหาเหล่านั้นให้ได้ จึงให้ กรธ.คิดหาวิธีแก้ แต่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ แต่ไม่ควรนำมาตรการเหล่านี้มาอยู่ในบทถาวร ควรเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งกลไกจะออกมารูปแบบใดนั้นยังคิดไม่ออก

 


นายวิษณุ กล่าว "นี่ไม่ใช่ข้อเสนอของ คสช. ถ้า คสช.จะสั่งก็จะพูดกันตรงๆ ไม่จำเป็นต้องออกข่าว ผมบอกเลยเราไม่ได้เสนอว่าจะให้มีองค์กร เช่นเดียวกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) เพราะถ้าใช่ ครม.คงเขียนให้ชัดไปแล้ว ไม่มีการแอบอ้อมใดๆ ทั้งสิ้น เราเสนอเพื่อ แก้ปัญหาซึ่งมีหลายวิธี โดยไม่จะเป็นต้องมี คปป.หรืออะไรทั้งนั้น" นายวิษณุ กล่าว

 


เมื่อวันที่ 20 ก.พ. นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราว่า ขณะนี้กรธ.ผ่านการพิจารณาไปทั้งสิ้น 5 หมวด ได้แก่ หมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพปวงชนชาวไทย หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 หน้าที่ชองรัฐ ทั้งนี้มีประเด็นที่ กรธ.ได้หารือกันอย่างมาก คือ เนื้อหาของหมวด 3 และหมวด 5 ที่ต้องพิจารณาอย่างเชื่อมโยง เนื่องจากมีผู้เสนอให้นำบทบัญญัติหมวด 5 หน้าที่ของรัฐไปไว้ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เพื่อให้เป็นสิทธิของประชาชนแทนการกำหนดว่าเป็นหน้าที่ของรัฐ ส่วนกรณีที่มีข้อท้วงติงเรื่องการกำหนดให้รัฐมีหน้าที่จัดมาตรฐานหรือกลไกในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้บริโภครวมกลุ่มกันเพื่อปกป้องสิทธิของตนนั้นอาจนำไปสู่การฟ้องร้องรัฐบาลได้เป็นรายวันและเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดินได้ ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะก่อให้เกิดการฟ้องร้องเป็นรายวันได้ เนื่องจากในรายละเอียดต้องมีข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานว่ารัฐต้องดำเนินการแบบไหน

 


นายอุดม กล่าวด้วยว่า ความตั้งใจของ กรธ.ต่อการกำหนดรายละเอียดสำคัญไว้ในหน้าที่ของรัฐ เพื่อต้องการยกระดับมาตรฐานการทำหน้าที่ของรัฐบาลให้สูงขึ้น และยกระดับการทำงานภาคประชาสังคมด้วยเช่นกัน หากพิจารณาเหตุการณ์ในอดีต การเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องใดๆ จะเป็นประเด็นเฉพาะพื้นที่หรือเฉพาะรายบุคคลเท่านั้น แต่เมื่อกำหนดให้รัฐต้องทำเป็นหน้าที่จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่และสำหรับคนทุกกลุ่ม

 


นายราเมศ รัตนเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)รับฟังความคิดเห็นของประชาชนและกลุ่มการเมือง ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญอย่างเปิดกว้าง โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่ควรนำมาระบุไว้ให้ชัดเจน และเกิดประโยชน์สูงสุด ขณะเดียวกันขอเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. )เปิดเวทีแถลงร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนได้รับรู้ถึงข้อดี และข้อเสียก่อนตัดสินใจออกเสียงประชามติให้มากที่สุด

 


ด้าน  นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย กล่าวถึงข้อเสนอและความเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรี ที่เสนอต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ในข้อ 16 ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ และทำให้เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบนั้น ว่า ตนยังไม่เห็นข้อเสนอดังกล่าว แต่ในส่วนของมูลนิธิฯ จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นหลัก คือต้องมีหลักประกันในเรื่องการปฏิรูป และต้องมีกลไกแก้ปัญหาในยามวิกฤติ

 


นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เห็นว่าทุกฝ่ายควรจะแสดงความเห็นเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง โดยต้องมีหลักการปฏิรูป และกลไกแก้ปัญหาในยามวิกฤติไว้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าอย่างไรประเทศจะเดินไปสู่ประชาธิปไตยอย่างเต็มใบ เพราะระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น เป็นระบบที่ประชาชนทุกคนยอมรับ

 


นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ในภาพรวมยังมองว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่จะเป็นปัญหามากมาย และหลายเรื่องที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ กรธ.ก็มีการปรับแก้แล้ว ส่วนมูลนิธิจะมีข้อเสนอต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวหรือไม่ ตอนนี้ก็คุยกันอยู่แต่ก็ต้องดูการชี้แจงของ กรธ.และความเห็นจากฝ่ายอื่นๆ ก่อน ว่ามีความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร

 


ขณะที่พรรคเพื่อไทย ออกมาวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ ของนาย มีชัย ฤชุพันธ์ รวมทั้ง บรรดา อดีต ส.ส. และแกนนำ นปช. อีกด้วย

 


เมื่อวันที่ 20 ก.พ. พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. โดยระบุว่า

 

1.ประเทศต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันเป็นที่ยอมรับของสากล

 

2. ต้องยุติการใส่ร้ายและทำลายพรรคการเมืองและบุคลากรทางการเมืองว่าได้อำนาจมาด้วยการซื้อเสียงและมีทุจริต แต่ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าเอาดีใส่ตัวเอง เอาชั่วใส่คนอื่น

 

3. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย กำลังวางเงื่อนไขให้เกิดบันได 4 ขั้นใหม่คือพรรคเพื่อไทยต้องไม่ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง ,ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากหรือข้างมากเด็ดขาดและเป็นรัฐบาลก็จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอที่สุด แก้ปัญหาอะไรไม่ได้หรือมิเช่นนั้นก็ต้องยอมสนับสนุนคนนอกพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี ,การขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยในอนาคตไม่ต้องอาศัยการรัฐประหาร แต่ทำได้โดยศาลรัฐธรรมนูญ และในทุกกรณีประเทศจะถูกปกครองเชิงลึกโดยองค์กรและกลไกของคนส่วนน้อยที่ไม่ได้มาจากประชาชน         

 

4. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย จะทำให้ประเทศชาติและประชาชนเสียหาย

 


ขณะที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอที่ 16 ของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ให้แบ่งช่วงบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงเฉพาะกิจ โดยอ้างเหตุผลเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และช่วงใช้รัฐธรรมนูญปกติว่า เดิมกรธ.ทำให้ในลักษณะได้คืบเอาศอกอยู่แล้ว คือให้คสช.ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จหลังรัฐธรรมนูญผ่านแล้ว ตอนนี้กำลังก้าวไปสู่อีกขั้น คือได้ศอกเอาวา ยังคงให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จกำในมือยาวต่อไปอีก รวมกับความตั้งใจให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และมีแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี เท่ากับคณะผู้ที่มีอำนาจอยู่ในขณะนี้ กำกับควบคุมการบริหารปกปครองประเทศต่อไปเป็นเวลานานถึง 20 ปี นอกจาก คสช.อยู่ยาวแล้ว องค์กรอิสระต่างๆ หลายองค์กรก็คงจะเป็นผู้ที่คสช.และรัฐบาล มีส่วนตั้งไว้กว่าจะใช้รัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อมาให้ช่วงพิเศษในการเลือกตั้ง รวมถึงการตั้งรัฐบาลก็ไม่เป็นไปตามปกติ มันจะทำให้ประชาชนไม่เหลืออำนาจอะไรเลย จะกลายเป็นวิกฤติอย่างมาก

 


นายจาตุรนต์ กล่าว "ตอนนี้ เหมือนกับว่ากรธ.ซึ่งรับงานมาจากคสช.และรัฐบาล กำลังเอาประชาธิปไตยใส่โรง จากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมกับข้อเสนอครม.เหมือนกับเอาโรงลงหลุมคอนกรีต ที่เรียกว่าทำให้ไม่สามารถฟื้นคืนมาได้อีกเลย ทางออกที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ขอยืมวิธีของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คือตั้งคำถามว่า หากรัฐธรรมนูญผ่าน จะให้คสช.มีอำนาจต่อไปหรือไม่ และถ้าไม่ผ่านประชามติควรจะให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใด"

 


นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การที่ผู้มีอำนาจทั้งหลาย กำลังวางแผนมีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ต่อไปอีก 20 ปี แต่กำลังอ้างว่า โดยเฉพาะเรื่องที่บอกว่าให้มีอำนาจพิเศษอยู่ในช่วงภาวะไม่ปกติ โดยอ้างว่าถ้าปล่อยให้มีการเลือกตั้งปกติ ความขัดแย้งก็จะกลับมา ซึ่งเรื่องความขัดแย้งจะกลับมา มันก็เป็นความจริงอยู่เหมือนกัน เพราะว่าตั้งแต่ยึดอำนาจมาจนถึงวันนี้ ยังไม่ทบทวนปัญหาในอดีต และยังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในอดีต มีแต่การซ้ำเติมปัญหา เช่น คสช.ทำให้เกิดคู่ขัดแย้งเพิ่มขึ้น โดยคสช.เข้าไปเป็นฝ่ายหนึ่งของความขัดแย้ง ไม่มีความพยามยามที่จะเริ่มต้นกระบวนการปรองดอง

 


นายจาตุรนต์ กล่าวว่า กรธ.จะยอมรับข้อเสนอแนะของครม.หรือไม่ หลังมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงการสืบทอดอำนาจ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า การที่รัฐบาลมีข้อเสนอออกมา เขาต้องการให้กรธ.ร่างตามมากน้อยแค่ไหน เขาสามารถกระซิบพูดจากันได้อยู่แล้ว เขาคงประเมินสถานการณ์ก่อนให้กรธ.ร่างออกมาอย่างไร แต่ปัญหาคือ การมีข้อเสนอเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของผู้มีอำนาจว่าต้องการปกครองประเทศแบบเผด็จการยาวนานมาก อย่างไม่เคยมีมาก่อน และถ้าหากว่าสังคมไม่รู้เท่าทัน เขาก็จะร่วมมือกันทำให้ข้อเสนอเหล่านี้เป็นผลจริงๆ ได้

 


ขณะที่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกมธ.ยกร่างฯ ระบุว่า "เขาอยากอยู่ยาว" และยอมรับว่ามาอยู่ตรงนี้เปลืองตัวว่า สะกิดใจคำว่า "เขาอยากอยู่ยาว" เพราะออกมาจากปากคนที่เคยทำงานมากับคสช. จึงมีน้ำหนักและตอกย้ำชัดเจนขึ้นด้วยข้อเสนอของครม.ที่เสนอให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นสองช่วงเวลา โดยในระยะแรกเป็นระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยในระดับหนึ่ง ระยะที่สองจึงจะเป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับสากลมากขึ้น ดังนั้นถ้อยคำที่รัฐบาลปฏิเสธมาตลอดว่าไม่คิดสืบทอดอำนาจ จึงไม่น่าจะเชื่อถือได้อีกต่อไป หากกรธ.และรัฐบาลยังยืดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ทำให้กติกาเป็นระบบประชาธิปไตยที่ไม่ปกติ เราก็เป็นหนึ่งเสียงที่มีสิทธิจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว

 


นายชวลิต กล่าวว่า “ระยะเวลาปีกว่าเกือบสองปีนับจากการปฏิวัติรัฐประหาร น่าจะเป็นระยะเวลาเปลี่ยนผ่านที่นานเกินสมควรแล้วในการจัดการบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย ทุกภาคส่วนเชื่อมั่นในคำสัญญาของรัฐบาลที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะคงระบบที่ไม่เป็นปกติ โดยอ้างว่าเป็นระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ระบบที่ไม่ปกติจะเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาประเทศของรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องประชาชน จะแก้ไขได้ยากยิ่งขึ้น เพราะอำนาจที่ไม่ปกติ มักจะสวนทางกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องประชาชนเสมอในโลกยุคไร้พรมแดน” นายชวลิต กล่าว

 


ด้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การที่กระทรวงต่างประเทศกำลังคิดที่จะพิจารณาทบทวนการต่อวีซ่าให้แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ โดยอ้างถึงการเสนอข่าวของผู้สื่อข่าวต่างประเทศว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในประเทศ ต้องไม่เสนอข่าวบิดเบือน ไม่นำเสนอข่าวที่เป็นผลเสียต่อสาธารณะ หรือก่อให้เกิดความวุ่นวายนั้น เป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่กระทรวงต่างประเทศต้องใช้วิจารณญาณให้รอบคอบด้วยว่า การที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศสามารถทำข่าวในไทยเราได้อย่างเสรีโดยไม่มีการปิดกั้นหรือปิดบังเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเอาไว้จะไม่ดีกว่าหรือไม่

 


นายสุรพงษ์ กล่าว "ถ้ารัฐบาลคิดว่าจะอยู่ยาวนานเหมือนอย่างที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรธ. เปิดเผยความในใจหลังจากร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านยกร่างถูกคว่ำทิ้งไปนั้น ให้ประกาศให้ต่างชาติเขาได้รับทราบไปเลย เขาจะได้เตรียมตัดสินใจว่าเขาควรเตรียมตัวรับสถานการณ์ในไทยอย่างไร เพราะต่างชาติเขาคงรับได้อยู่แล้ว ดีกว่าการที่เราจะไปหลอกเขาไปวันๆ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับประเทศไทย จะใช้ประชาธิปไตยครึ่งใบไปพรางก่อน และจะใช้ประชาธิปไตยเต็มใบเมื่อไหร่ก็ควรเชิญสื่อต่างชาติมาชี้แจงอธิบายให้เขาได้เข้าใจ ดีกว่าที่จะปล่อยให้เขาคิดกันไปเองหรือจินตนาการไปแบบผิดๆถูกๆนี่เป็นข้อเสนอแนะให้รัฐบาลได้นำไปไตร่ตรองดูครับ"

 


ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่ครม.จะไม่รู้ว่าข้อเสนอแบ่งการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงจะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย น่าสนใจว่าการมีมติเช่นนี้และเปิดเผยต่อสื่อมวลชนทันทีนั้นมีเป้าหมายแท้จริงอย่างไร ทั้งนี้ ข้อสังเกต 2 ประการที่มองเห็นคือ


 
1.ต้องการกลไกอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริงในระหว่างจัดเลือกตั้ง และตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งให้เป็นไปตามเป้าหมายการสืบทอดอำนาจ และ

 

2.เป็นเป้าหลอกให้มีเสียงคัดค้าน สุดท้ายกรธ.ก็ไม่ดำเนินการเพื่ออธิบายว่ารับฟังความเห็นที่แตกต่าง เพราะโดยข้อเท็จจริงการคงอำนาจตามมาตรา 44 ไว้ให้หัวหน้าคสช.จนมีรัฐบาลชุดใหม่ถือว่าตอบสนองความต้องการได้ครอบจักรวาลอยู่แล้ว ดังนั้น ส่วนตัวตนจึงเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเป้าหลอกมากกว่า   

 


"ถ้าผมสามารถปรับทัศนคติกลุ่มคนที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ผมอยากปรับให้ทุกคนเข้าใจว่า ท่านเป็นประชาชนคนหนึ่งเท่ากับทุกคน จำเป็นต้องเคารพและเชื่อมั่นในความเป็นประชาชนด้วย อย่าคิดว่าท่านเป็นผู้อนุบาลประเทศไทยที่ต้องขีดเส้นให้เดินทุกฝีก้าว เพราะบางทีในวินาทีที่ท่านคิดว่าประชาชนยังไม่เติบโต พวกเขาอาจกำลังคิดเหมือนกันว่าเราโตมานานแล้ว แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่รู้จักโตเพราะไม่ยอมอยู่ในหลักการ" นายณัฐวุฒิ กล่าว