26ก.พ.ระทึกอีก!! ไต่สวนพยานโจทย์ "คดีจำนำข้าว" - เปิดข้อมูล "สบน.-ธกส." หนี้ หนี้และก็หนี้!!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

จากเนื้อหาการไต่สวนคดีรับจำนำข้าว ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็จะพบว่าการประชันข้อมูลทางด้านบัญชีของพยานฝ่ายโจทย์  น.ส.แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งเป็นนักวิชาชีพการตรวจสอบบัญชี และ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว

 

 


ทั้งนี้การไต่สวนนัดต่อไปจะมีขึ้นในวันที่ 26 ก.พ.จะเป็นการเปิดศึกข้อมูลเรื่องการจ่ายเงินให้กับชาวนา โดยฝ่ายโจทย์จะเบิดตัวพยาน 2 ปากสำคัญก็คือ น.ส.ศิรสา กันต์พิทยา รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง และนายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส.

 


สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีหน้าที่หลัก บริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้ สาธารณะโดยการวางแผน กำกับ และดำเนินการก่อหนี้ค้ำประกัน และปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาล หน่วยงานในกำกับดูแลของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรวมทั้งการชำระหนี้ ของรัฐบาล และการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้าง ความยั่งยืนทางการคลังและการพัฒนาเศรษฐกิจ

 


โดยที่ผ่านมา สบน.ได้ทำการแจกแจงรายละเอียดหนี้ของชาติอันเกิดมาจากโครงการรับจำนำข้าวก็คือ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ 30 กันยายน 2558 มีจำนวน 5,783,323.19 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 42.99 ของจีดีพี หนึ่งในนั้นก็คือ

 


หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) มียอดหนี้คงค้างลดลง 8,879.99 ล้านบาท โดยมีรายการที่สำคัญ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรชำระหนี้เงินต้นที่กู้มาเพื่อดำเนินโครงการรับจำนำข้าว โดยใช้เงินจากการระบายข้าว จำนวน 6,774.49 ล้านบาท และชำระหนี้เงินต้นที่กู้มาเพื่อปรับโครงสร้างเงินทุนและรองรับภารกิจใหม่ จำนวน 1,000 ล้านบาท และธนาคารอาคารสงเคราะห์ไถ่ถอนพันธบัตรที่ครบกำหนด จำนวน 1,000 ล้านบาท

 


เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า คณะ กรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประ ธาน ได้สั่งการให้กระทวงการคลังไปดูแลเรื่องหนี้ในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ให้เกิน 5 แสนล้านบาท ภายในสิ้นปี 2559 ให้ได้ เพราะเดิมต้องลดหนี้ให้ได้ภายในสิ้นปีนี้ แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะการระบายข้าวทำได้ ล่าช้า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยว ข้องกลัวไม่กล้าดำเนินการระบายข้าว และผู้ซื้อก็กลัวได้ข้าวที่มีคุณภาพไม่ดี

 


ทั้งนี้ ปัจจุบันธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้กู้เงินและใช้สภาพคล่องของธนาคารในโครงการรับจำนำข้าวประมาณ 5.2 แสนล้านบาท เกินกว่ากรอบที่กำหนดไว้ไม่มาก แต่ก็ลดหนี้ลงยาก เพราะการระ บายข้าวทำได้ลำบาก ทำให้ไม่มีเงินมาใช้หนี้

 


"ขณะนี้ยังไม่มีแผนการใช้หนี้จำนำข้าวกว่า 5 แสนล้านบาท ที่ชัดเจน เพราะตามหลักการแล้วต้องระบายข้าวและนำเงินมาใช้หนี้ให้หมดเสียก่อน หลังจากนั้นจะได้รู้ว่ามีส่วนที่เสียหายที่สุดท้ายที่ต้องใช้เงินงบประมาณไปชดเชยความเสียหายเท่าไร"

 


จากข้อมูลที่ปรากฏเชื่อว่าการไต่สวนคดีในวันที่ 26 กุมภาพันธุ์ เราคงจะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการก่อหนี้สาธารณะจากโครงการรับจำนำข้าวเป็นแน่แท้
และพยานปากสำคัญอีกคนก็คือและนายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. ตัวเอกของคดีโครงการรับจำนำข้าวเลยทีเดียว เพราะยังแบกหนี้จากโครงการจำนำข้าวสูงอีกถึงกว่า 5 แสนล้านบาท

 


แหล่งข่าวจาก ธ.ก.ส. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2559 ธ.ก.ส. ได้เงินงบประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายดอกเบี้ยในโครงการรับจำนำข้าว และชดเชยความเสียหายโครงการเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นงบประมาณที่ได้น้อยกว่าปี 2557 ที่ผ่านมาที่ได้รับ 8.2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากงบประมาณมีจำนวนจำกัด และรัฐบาลต้องการนำเงินไปใช้สิ่งที่จำเป็น เพื่อการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

 


สำหรับการปิดบัญชีจำนำข่าวล่าสุดรอบ 30 ก.ย. 2557 มียอดขาดทุน 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 11 โครงการก่อนที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามารับตำแหน่งรวม 1.63 แสนล้านบาท และอีก 4 โครงการสมัยยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาล อีก 5.36 แสนล้านบาท

 


เมื่อช่วงปลายปี 2557 นายลักษณ์ วจนานวัช กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การล้างหนี้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลชุดที่แล้ว อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานถึง 7 ปีในการล้างหนี้ จากโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมด 755,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นหนี้ของโครงการที่เกิดขึ้นก่อนปี 2554 ประมาณ 50,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 700,000 ล้านบาท เป็นโครงการของรัฐบาลชุดที่แล้ว จากโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด

 


หากรัฐบาลใช้อัตราการชำระหนี้ และการระบายข้าว ในปัจจุบัน เป็นฐานการชำระหนี้โครงการดังกล่าว คาดว่าจะใช้ เวลาประมาณ 7 ปี จึงจะชำระหนี้ดังกล่าวได้ทั้งหมด โดยในปี งบประมาณรายจ่าย ปี 2558 กำหนดงบประมาณเพื่อชำระหนี้ โครงการประกันรายได้ชาวนาไว้ 6,880 ล้านบาท และชำระ หนี้โครงการรับจำนำ 71,300 ล้านบาท โดยในวงเงินที่ใช้เพื่อชำระหนี้โครงการรับจำนำ 71,300 ล้านบาทนั้น แบ่งเป็นการชำระเงินต้น 36,900 ล้านบาท และเป็นภาระดอกเบี้ย อีกราว 34,000 ล้านบาท

 


ปลายปี 2557 เกิดวิกฤติโครงการรับจำนำข้าว ธ.ก.ส. ถือเป็นกำลังสำคัญที่เข้ามาช่วยทั้งรัฐบาลและเกษตรกร จากการตรวจสอบข้อมูลการใช้จ่ายเงินของ ธ.ก.ส. ไปในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลจากรายงานประจำปีของธนาคาร ปีบัญชี 2557 (1 เมษายน 2557 – 31 มีนาคม 2558)

 


โดยวงเงินรวม ธ.ก.ส. จัดสรรมาสู่โครงการต่างๆ ของรัฐบาลและรอการชดใช้เกือบ 8 แสนล้านบาท เฉพาะวงเงินรอชดใช้ในโครงการรับจำนำข้าวอย่างเดียวอยู่ที่ 594,480.12 ล้านบาท  ซึ่งเป็นส่วนที่แยกออกมาจากงบการเงินปกติของธนาคาร

 


จากข้อมูลแสดงผลประกอบการในระยะ 5 ปี ชี้ให้เห็นว่าอัตราค้างชำระของรัฐบาลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยปีบัญชี 2553 วงเงินลูกหนี้รอการชดใช้จากโครงการนโยบายรัฐอยู่ที่ 126,049 ล้านบาท ปีบัญชี 2554 อยู่ที่ 156,812 ล้านบาท ปีบัญชี 2555 อยู่ที่ 187,654 ล้านบาท ปีบัญชี 2556 อยู่ที่ 235,110 ล้านบาท และปีบัญชี 2557 อยู่ที่ 249,456 ล้านบาท

 


โดยปี 2557 วงเงิน 249,456 ล้านบาท นั้นมีรายละเอียดดังตารางข้างต้น แบ่งเป็นส่วนที่รอการชดใช้จากโครงการในรัฐบาลอื่นๆ รวม 202,347.74 ล้านบาท ได้แก่

 

ส่วนที่รอการชดใช้ต้นเงินจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่ใช้ในโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร จำนวน 99,717.89 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดรอการชดใช้ตามรายโครงการดังนี้ คือ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 วงเงิน 19,718.65 ล้านบาท โครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ปี 2554/25วงเงิน 9,864.33 ล้านบาท โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2555/2556 รอบ 2 วงเงิน 10,398.39 ล้านบาท โครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ปี 2555/2556 วงเงิน 9,485.96 ล้านบาท และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2556/2557 วงเงิน 50,250.66 ล้านบาท

 


แบ่งเป็นยอดรอการชดใช้ตามรายโครงการดังนี้ คือ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 วงเงิน 19,718.65 ล้านบาท โครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ปี 2554/25วงเงิน 9,864.33 ล้านบาท โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2555/2556 รอบ 2 วงเงิน 10,398.39 ล้านบาท โครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ปี 2555/2556 วงเงิน 9,485.96 ล้านบาท และโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2556/2557 วงเงิน 50,250.66 ล้านบาท

 


ส่วนที่รอการชดใช้จากองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ที่ใช้ในโครงการรับจำนำผลผลิตการเกษตร จำนวน 68,136.91 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดรอการชดใช้ตามรายโครงการ ดั้งนี้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2552 วงเงิน 8,147.74 ล้านบาท โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2554/2555 วงเงิน 15,414.67 ล้านบาท โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี 2555/2556 รอบ 2 วงเงิน 19,318.88 ล้านบาท และโครงการับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปี 2556/2557 วงเงิน 25,255.62 ล้านบาท

 


ส่วนที่รอการชดใช้จากโครงการประกันรายได้เกษตรกร จำนวน 31,154.34 ล้านบาท เป็นยอดคงเหลือ ที่ ธ.ก.ส. สำรองจ่ายให้กับเกษตรกรไปก่อน ในโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีการผลิต 2552/2553 และ 2553/2554 ซึ่งได้รับคืนต้นทุนเงินจากรัฐบาลมาแล้วส่วนหนึ่ง คงเหลืออีก 3,149.84 ล้านบาท และ 28,004.05 ล้านบาท ตามลำดับ

 


ส่วนที่รอการชดเชยดอกเบี้ยโครงการพักชำระหนี้ ปี 2555 จำนวน 3,337.95 ล้านบาท จากที่ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูและพักหนี้เกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อยที่มีหนี้ต่ำกว่า 500,000 บาท เป็นการขยายกลุ่มเป้าหมายและเพิ่มเติมการช่วยเหลือ ให้ลูกหนี้สถานะปกติของ ธ.ก.ส. เข้าร่วมโครงการพักหนี้ต่อเนื่องจากโครงการในปี 2554 โดยลดอัตราดอกเบี้ยเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 3 ต่อปี เป็นเวลา 3 ปี โดยรัฐชดเชยดอกเบี้ยให้ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อปี

 


ส่วนที่รอการชดเชยในโครงการรัฐบาลอื่นๆ อีกจำนวน 650,000 บาท

 


นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของการก่อหนี้อันเนื่องมาจากโครงการรับจำนำข้าว ที่สร้างภาระให้กับธ.ก.ส. ซ่งครั้งหนึ่งเกือบล่มจมเพราะปัญหานี้ เพราะฉะนั้นในการไต่สวนพยาน ในส่วนของธกส.จึงต้อจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจจะได้เห็นตัวเลขการก่อหนี้สาธารณะในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ขาดความรับผิดชอบต่อประเทศชาติอย่างมหาศาล

 


เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช้เรื่องแปลกหากวันนี้จะเกิดกระบวนการทางแพ่งเพื่อเช็คบิลกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

 


นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัด กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับหน่วยงาน ที่เก็บรักษาข้าวในสต็อกของรัฐบาล ทั้งองค์การคลังสินค้า(อคส.) องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.)เพื่อตรวจสอบการปิดบัญชีข้าวปี 2558 ตามที่กระทรวงการคลังได้ ท้วงติงว่า ข้าวขาด 3.9 แสนตัน


นางสาวชุติมา กล่าวว่า จากการตรวจสอบได้ข้อสรุปตรงกันว่าข้าวไม่ได้หาย แต่เป็น ขั้นตอนของการลงบัญชีสุทธิ ยังไม่ได้หักข้าว ที่ต้องส่งมอบตามสัญญา และน้ำหนักกระสอบออก เมื่อตรวจสอบตัวเลขแล้วยืนยันข้าวไม่ได้ขาดจำนวน

 


 "ได้สรุปผลการตรวจสอบ และส่งรายละเอียดกลับคืนไปให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีข้าวของกระทรวงการคลังแล้ว คงจะชัดเจนว่าข้าวในสต็อกที่รัฐบาลดูแล ตั้งแต่ การตรวจสอบหลังการปิดบัญชีปี2557 ไม่ได้หายไปไหน สามารถตรวจสอบได้"

 


สำหรับการนำประเด็นข้าวหายไป เชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ของคนบางกลุ่มและบางฝ่ายนั้น ขอชี้แจงว่าเป็นคนละส่วนกับ การปิดบัญชีข้าวปี 2558 เพราะการปิดบัญชีข้าวปี2557 ได้ตรวจสอบพบว่ามีข้าวหายจริง ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง

 


นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ในคดีทุจริตขายข้าวใน รูปแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ ตัวเลขความเสียหายแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้องและคำนวณ ตัวเลขความเสียหาย หากเห็นด้วยหรือเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ต้องแจ้งกลับมากระทรวงพาณิชย์คาดภายในเดือนนี้

 


ส่วนคดีทางแพ่งที่ต้องฟ้องร้องเอกชน ที่เกี่ยวข้อง 15 ราย ไปเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่าน มา ขณะนี้ถือว่าได้ข้อยุติแล้วว่าคดีไม่หมดอายุความ เพราะได้ฟ้องร้องเป็นคดีอาญา ไปแล้ว

 


รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ขณะนี้มีความพยายามของกลุ่มบุคคลและผู้ที่เชื่อมโยงกับบุคคลที่ถูกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว

 


ส่วนที่ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพวกรวม 22 ราย กรณีทุจริตขายข้าวจีทูจี ได้นำกรณีที่กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ข้าวไม่หาย มาเหมารวมว่า กระทรวงพาณิชย์ ช่วยรับรอง แต่จริงๆ แล้ว เป็นข้าวในส่วนของการปิดบัญชีปี 2558 ที่รัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาดูแลซึ่งไม่ได้หาย  

 

     
ส่วนข้าวที่มีการตรวจสอบในปี2557 นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา และต้องปิดบัญชี พบว่า ผลพวงจากการบริหารจัดการข้าวของรัฐบาลชุดที่แล้ว มีข้าวหายไปจริง  กระทรวงพาณิชย์ได้แจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว เป็นคนละส่วนกันกับการปิด บัญชีข้าวปี 2558  สำหรับการคิดค่าเสียหายทางแพ่ง กรณีขายข้าวจีทูจี เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลัง ต้องคำนวณตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่มีอยู่  โดยมีระเบียบกำหนดไว้ชัดเจนว่า คนที่เป็นตัวการต้องจ่ายค่าเสียหายกี่เปอร์เซ็นต์ เมื่อคิดค่าเสียหายได้แล้ว ก็จะส่งเรื่องกลับมายังกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ออกคำสั่งทางปกครอง สั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อไป