"สนธิญาณ" แฉม็อบพระเจตนาคือการเมือง -ซัดหัวขบวนสายแดงพาเหรดออกสื่อ หวังชนคสช.ชัดเจน!!! - แนะจับตาประชาธิปัตย์-เพื่อไทยอาจร่วมคว่ำร่างรธน.??

สนธิญาณชี้ชัดบรรดาแกนนำ-นักการเมืองสายแดง ขยันออกสื่อเพื่อหวังชนคสช.และรัฐบาลชัดเจน -เผยมวลชนคนเสื้อแดงไม่มีอยู่จริง แค่การจัดตั้งของนักการเมือง -แนะจับตาประชาธิปัตย์-เพื่อไทย ร่วมคว่ำร่างรัฐธรรมนูญให

สนธิญาณชี้ชัดบรรดาแกนนำ-นักการเมืองสายแดง ขยันออกสื่อเพื่อหวังชนคสช.และรัฐบาลชัดเจน -เผยมวลชนคนเสื้อแดงไม่มีอยู่จริง แค่การจัดตั้งของนักการเมือง -แนะจับตาประชาธิปัตย์-เพื่อไทย ร่วมคว่ำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เนื่องจากไม่เอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคการเมืองใหญ่ -แฉม็อบพระเจตนาไม่ใช่เรื่องพระ แต่เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อโยงเข้าสู่เกมการเมือง

 

 

 

 

 

 

 


รายการ "ยุคล ถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำคืนวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 ออกอากาศทางช่องทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) และคุณยุคล วิเศษสังข์ (หนึ่ง)  โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้


ยุคล: สวัสดีครับขอต้อนรับคุณผู้ชมเข้ามาในช่วงเวลาของรายการ "ยุคลถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" นะครับ ค่ำคืนนี้ประจำวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2559 คุณผู้ชมอยู่กับผม "ยุคล วิเศษสังข์" วันนี้ออกมานอกสถานที่ แล้วก็ย้ำกันคุณผู้ชมนะครับว่านี่คือการบันทึกเทปรายการ อันเนื่องมาจากว่าทีนิวส์ของเราได้จัดกิจกรรมพบปะกับแฟนข่าว แล้วก็มาทัศนศึกษาที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีนะครับ วันที่เราบันทึกเทปก็คือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นะครับ เป็นเทปพิเศษ นอกจากผม "ยุคล วิเศษสังข์" แล้วก็จะพบกับ พี่ต้อย "สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม" แล้วก็พี่อุ๋ย "ฉัตรชัย ภู่โคกหวาย" คนนี้หายหน้าหายตาไปนาน และที่พิเศษสุดๆ นะครับ เนื่องจากว่าเรามาพบกับแฟนข่าว เพราะฉะนั้นวันนี้จะเปิดโอกาสให้กับแฟนข่าวที่มาร่วมกิจกรรมได้ตั้งคำถาม มาถามกับพี่ต้อยแล้วก็พี่อุ๋ย เพื่อให้ฟันธงตอบในสถานการณ์เหตุบ้านการเมือง ที่กำลังเป็นที่สนอกสนใจของทุกคน ณ ขณะนี้นะครับ เพราะฉะนั้นไม่เสียเวลา ผมจะตั้งกติกาเอาไว้แบบนี้นะครับ ทันทีที่ผมบอกว่าใครที่อยากจะถามคำถามพี่ต้อย ก็ให้ยกมือขึ้นมานะครับ และผู้ดำเนินรายการร่วมของผมในวันนี้ ก็คือคุณ "ชนุตรา เพชรมูล" นะครับ รออยู่ด้านล่างเวที ก็จะเอาไมค์ไปให้กับคุณผู้ชมแล้วก็แฟนข่าว เพื่อได้สอบถามกับพี่ต้อย แล้วก็พี่อุ๋ย เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตั้งคำถามเนี่ยนะครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาติไปสวัสดีพี่ต้อยแล้วก็พี่อุ๋ยกันก่อนนะครับ รวมถึงทั้งคู่ก็จะได้พูดถึงกิจกรรมในวันนี้ และแฟนข่าวที่ไม่ได้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้นะครับ สวัสดีพี่ต้อยแล้วก็พี่อุ๋ยครับ ให้ทั้งคู่ได้พูดถึงที่มาที่ไปของวันนี้ และสิ่งที่เรากำลังจะได้ร่วมกันทำกิจกรรมในวันนี้ด้วย เชิญพี่อุ๋ยก่อน          


ฉัตรชัย: สวัสดีอีกครั้งนะครับสำหรับแฟนข่าวทีนิวส์ ที่ต้องบอกว่าเป็นความประทับใจอย่างมาก ที่มีโอกาสได้ต้อนรับแฟนข่าวทีนิวส์อีกครั้งหนึ่ง ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้กับแรงใจของแฟนข่าวทีนิวส์ ไม่ว่าท่านที่อยู่ทางบ้านหรือว่าเดินทางมาที่นี่ ในส่วนของสำนักข่าวทีนิวส์ก็ต้องขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งนะครับ ยืนยันว่าจะตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจที่จะทำงาน บุญคุณของแผ่นดิน แล้วก็บุญคุณของแฟนข่าวทีนิวส์ตลอดไปครับ ขอบคุณครับ


ยุคล: ขอเสียงปรบมือครับ


สนธิญาณ: กราบสวัสดีท่านผู้ชมที่อยู่ทางบ้านทุกท่านนะครับ แล้วก็กราบสวัสดีแฟนข่าวทีนิวส์ที่ได้มาร่วมกิจกรรมกันในวันนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นกิจกรรมครั้งแรก ที่ทางทีนิวส์ได้จัดขึ้น อาจจะมีข้อบกพร่อง ตกหล่น เรียกว่าเป็นมือสมัครเล่น แต่ว่าเกิดขึ้นจากแรงบันดาลใจตอนที่เราได้ไปเยี่ยมชมอุทยานราชภักดิ์ เมื่อครั้งที่ผ่านมา ก็คิดว่าถ้าได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุย แล้วก็ใช้เวลาร่วมกัน บางทีความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ไม่ได้แสดงออก ที่นี่ก็อาจจะกลายมาเป็นเวทีที่ได้มาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนสถานการณ์การเมืองกัน หรือแรกเปลี่ยนพระธรรมคำสั่งสอน เพราะส่วนใหญ่พวกเราก็สูงวัยกันแล้วนะครับ ขออภัยผู้ที่เป็นหนุ่มเป็นสาว ถือเป็นกิจกรรมที่พอจะเป็นประโยชน์กับแฟนข่าวและสำนักข่าวทีนิวส์ เมื่อจัดงานครั้งนี้ก็มีกำไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ อาจจะช่วยเงินเดือนน้องๆ ได้ซัก 1-2 คน ในเดือนหนึ่ง วัตถุประสงค์หลักไม่ใช่กำไร ต่อไปถ้าจะทำในขนาดคนที่ไม่เยอะแบบนี้ อาจจะทำแบบสอบถามกันไปก่อนว่าจะไปไหน ทำอะไร แล้วให้เราช่วยจัดให้ ถือเป็นบรรยากาศที่ดี ขอบพระคุณอีกครั้งนะครับ


ยุคล: เดี๋ยวจะให้น้องอาร์ม เอาไมโครโฟนไปให้แฟนข่าวอยากถามอะไรกับพี่ต๋อย พี่อุ๋ย เชิญเลยครับ คุณชนุตรา


แฟนข่าว: เรื่องพระสงฆ์ทำไมถึงแบ่งเป็นสองฝ่าย ก็ยังไม่รู้ความจริงเท่าไหร่ อยากรู้ความจริงมากกว่านี้


ยุคล: คุณพี่ถามว่าทำไมต้องแบ่งเป็นสองฝ่าย


สนธิญาณ: ที่เราอยากรู้สภาพของพระสงฆ์ว่าทำไมแตกเป็นสองฝ่าย ความจริงก่อนหน้านี้ไม่มีการแตกแยกหรอกครับ แต่ว่าในแง่ของข้อเท็จจริง ประเทศเราจะมีพระสงฆ์อยู่สองนิกายด้วยกัน นิกายแรกคือมหานิกาย อีกนิกายหนึ่งคือธรรมยุตนิกาย เมื่อก่อนเนี่ยนะครับ เมื่อคราวที่เราเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง การที่พม่าเข้าตีเมืองเราตนแตกแหลกพ่าย วัดวาอารามถูกเผา พระสงฆ์และผู้คนหนีเข้าป่าหมด ไม่มีสภาพเป็นบ้านเมือง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินกอบกู้เอกราชมาได้ ใช้เวลา 15 ปีมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูบ้านเมือง พยายามไปกวดขันพระสงฆ์ เมื่อบ้านเมืองถูกตั้งขึ้นใหม่ ข้าวปลาอาหารก็ยังไม่มี ทำอะไรกันใหม่หมด มีคนจำนวนหนึ่งเข้ามาบวช อาศัยผ้าเหลืองในการดำรงชีพ หาผลประโยชน์ แต่ก็ไม่ได้ไปจัดการอย่างชัดเจน จนเข้าสู่สมัยของ ร.1 ก็ได้มีความพยายามต่อเนื่องจากที่พระเจ้าตากได้ดำเนินการ แต่สภาพการของสงฆ์ไทย เกิดสภาวะที่ทำให้เกิดความน่าเหนื่อยหน่าย ประเทศไทย มีศาสนาพุทธ เป็นศาสนาหลัก เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจคน จนสมัยของ ร.3  พระจอมเกล้า ร.4 ได้ทรงผนวชบวชเป็นพระ ท่านก็เห็นสภาพว่าพระสงฆ์ปฏิบัติ ประพฤติไม่ดี ท่านจึงตั้งธรรมยุตนิกายขึ้น แล้วไปนำเอาแบบอย่างมอญมา ซึ่งค่อนข้างจะเคร่งครัด จะไม่จับเงิน แต่มหานิกายจับเงินได้ หลังจากที่ ร.4 ตั้งขึ้นเพราะต้องการให้เห็นการเปรียบเทียบว่า พระที่ปฏิบัติเคร่งครัดเป็นอย่างไร หลังจากร.4ได้ตั้งธรรมยุตนิกายแล้ว ก็มีผู้สืบทอด จนที่สุดได้มีบรมครูสายธรรมยุตขึ้นมาสองรูป คือหลวงปู่เสา กับหลวงปู่มั่น พาพระออกธุดงค์ในป่า จึงเรียกสายนี้ว่าพระสายวัดป่า จาก 2 องค์นี้ ก็มีลูกศิษย์ของท่านอีกเป็นร้อยๆ และล่าสุดที่รู้จักกันดีคือหลวงตามหาบัว และสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จญาณนะครับ สภาพการที่เป็นแบบนี้ ทำให้อีกฟากฝั่งหนึ่ง ทางมหานิกายก็มีพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเยอะ หลวงปู่พุทธอิสระ หลวงพ่อประยุทธ์ ก็ใช่ พระก็มียศกับตำแหน่งนะครับ จะมีเจ้าคุณ พระราช พระเทพ พระธรรม จนไปถึงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่กำลังเป็นข่าวโด่งดัง ระหว่างนั้นมีการสร้างกระแสว่าพระสงฆ์สายมหานิกาย ถูกสายธรรมยุตปกครองมาเรื่อย เพราะมาจากสายเจ้า ถือว่า ร.4 ตั้ง ก็สร้างสมสิ่งเหล่านี้มาตลอดในเรื่องของความรู้สึก ต่อมาจากพระสายวัดป่า ซึ่งหลวงปู่เสา หลวงปู่มั่นสร้างกองทัพธรรมอันเข้มแข็งขึ้น อีกฝั่งก็มีหลวงปู่สดว่าได้ค้นพบวิชาธรรมกาย และมีลูกศิษย์ฆราวาสคนหนึ่งโด่งดังมาก คือแม่ชีจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งเป็นอาจารย์สอนสมาธิ กับพระธัมมชโย ตอนนั้นยังเป็นนิศิษย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็มาตั้งวัดพระธรรมกาย จนวัดพระธรรมกายเข้ามามีบทบาทกับพระสายมหานิกายทั่วทั้งประเทศ ดำรงค์คงอยู่แบบนี้มาตลอด จนถึงจุดที่ความขัดแย้งในวงการสงฆ์เกิดขึ้น จนเชื่อมโยงสู่การเมือง ในเรื่องพระธัมมชโย ในเรื่องของที่ดินวัด ไปซื้อขาย ยักยอกทรัพย์ เป็นประเด็นทางกฎหมายขึ้นมา หลังจากเกิดคดีนี้ ทางบ้านเมืองก็เข้าไปดำเนินการตามระเบียบและบ้านเมืองของกฎหมาย ตำรวจเข้าไปสอบก็ส่งเรื่องไปให้อัยการ ฟ้องเสร็จก็เข้าสู่ศาล จนสอบพยาน 2 ปากจะเสร็จสิ้นแล้ว ในปี 2549 เกิดเหตุลุกขึ้นประท้วงของพี่น้องพันธมิตรเพื่อประชาชนประชาธิปไตย รัฐบาลทักษิณ ซวนเซ วันหนึ่งมีคนจัดม็อบที่สนามหลวงเพื่อรัฐบาลทักษิณ ปรากฏว่าผู้ที่ไปวันนั้นส่วนมากเป็นญาติโยมจากวัดพระธรรมกาย ไม่เพียงเท่านั้นรัฐบาลทักษิณเรียกประชุม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรส่วนปกครอง หลายหมื่นคน ซึ่งไปจัดที่วัดธรรมกาย จึงปรากฏภาพคุณทักษิณกับภรรยาไปทำบุญที่้วัดพระธรรมกาย และจากนั้นเกิดเหตุการณ์ที่อัยการไปถอนคดีของพระธัมมชโย โดยอ้างว่าได้เอาเงินมาคืนวัดแล้ว หลังจากนั้นมาตอกย้ำซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ตอนจะตั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่สภา ในวันนั้นมีพี่น้องประชาชนไปชุมนุมอยู่หน้าสภา ปรากฏว่าทักษิณไปเอาคนของตนเองมาเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไปอบรมจิตใจ ซึ่งมีคนติดต่อผมมาให้จับตาดูให้ดี ให้ไปเฝ้าดูหน้าวัดพระธรรมกาย ต้องมีอะไรผิดปกติ ปรากฏว่ารถของเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากวัดธรรมกาย เคลื่อนมาที่เขาดินซึ่งอยู่ติดกับสภา จึงตั้งข้อสงสัยว่าจะมาปะทะกับประชาชนที่มาชุมนุมรึเปล่า วัดพระธรรมกายไม่รู้หรือว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้แอบหนีออกมา เรื่องราวมันจึงโยงใยมาถึงปัจจุบัน


เกิดเรื่องใหม่ขึ้นหลังสูญสิ้นพระสังฆราช จึงต้องมีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ การตั้งเป็นพระราชอำนาจของพระเจ้าอยู่หัว แต่มีขั้นตอนตามกฎหมายว่า นายกรัฐมนตรีต้องทูลเกล้าตามมติของมหาเถรสมาคม เมื่อจะดำเนินการ เพราะว่าพึ่งทำพระราชพิธีเพลิงศพของพระสังฆราชองค์ก่อน จึงยังตั้งไม่ได้ แม้ว่าจริงๆ จะถึงเวลาที่ต้องแต่งตั้งแล้วก็ตาม กฎหมายเขียนไว้แบบนี้นะครับว่า จะต้องมีกรรมการ 20 รูป มหานิกาย 10 ธรรมยุต 10 ในการลำดับชั้นของพระ จะมีฝ่ายปกครองและมียศเหมือนตำรวจ ฝ่ายปกครองก็พวกเจ้าคณะตำบล เจ้าคณะจังหวัดไปจนถึงเจ้าคณะภาค ยศก็พระครู ท่านเจ้าคุณ ชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม และชั้นสมเด็จ พระที่มีสิทธิเป็นสังฆราช ต้องเป็นชั้นสมเด็จ ซึ่งจะมีอยู่ 8 รูป เรียงตามลำดับอาวุโส น่าจะเป็นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ แต่บังเอิญท่านมีปัญหาคาราคาซังเรื่องรถยนต์ รถเบนซ์ นำเข้ามาไม่ถูกขั้นตอนทางกฎหมาย ก็มีผู้คนทักท้วงว่า ถ้ายังไม่เรียบร้อยอย่าพึ่ง จึงมีการคัดค้าน ระหว่างนี้ท่านนายกจึงบอกว่าถ้าไม่เรียบร้อยก็จะไม่มีการตั้ง ระหว่างนั้นดีเอสไอและกระบวนการยุติธรรมก็ดำเนินการไป ระหว่างนี้มีคดีพระธัมมชโยซ้ำมาอีก ที่ไปรับเงินจากนายศุภชัย วันเดียว 900 ล้าน คนจึงตั้งข้อสังเกตว่าคนแบบนี้ใช่เงินตัวเองรึเปล่าเอามาทำบุญ แล้วพระควรจะรับหรือไม่ จึงกลายเป็นคดีฟอกเงินค้างคา เมื่อเป็นแบบนี้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระธัมมชโย ซึ่งปกป้องกันมาโดยตลอด มีพระลิขิตของสมเด็จญาณถึง 5 ฉบับ แต่มหาเถรสมาคมก็ไม่ทำอะไรซักที ท้ายที่สุดก็ไม่มีการตั้ง เพราะรัฐบาลบอกว่าขั้นตอนกฎหมายต้องตั้งให้ชัดเจน อย่าให้ค้านกัน และล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมา เกิดม็อบพระขึ้น จริงๆ แล้วเวลาชุมนุมต้องแจ้งก่อน แต่ไม่มีการแจ้ง พระเมธีธรรมาจารย์กำลังจะถูกดำเนินคดี อยากให้เห็นภาพในวงการพระว่ามีความขัดแย้งและความเป็นจริงดำรงอยู่แบบนี้ ยังไม่ชี้ผิดว่าฝ่ายไหนผิดฝ่ายไหนถูก วันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรไว้ตอบต่อคำถามอื่น

 

ยุคล: พี่ต้อยพยายามสรุปแล้วนะครับ แต่เรื่องคาราคาซังมาหลายปี


ฉัตรชัย: สาระสำคัญผมคิดว่าตอนนี้เอง แฟนข่าวทีนิวส์ใจจดใจจ่อ กับคำถามที่บอกว่าแล้วไงต่อ วันนี้เองชัดเจนนะครับว่าหลังจากที่พระออกมาม็อบ มีการยืนข้อเสนอที่ชัดเจนกับ พล.อ.ประวิตร ว่าต้องให้ดำเนินการตั้งสมเด็จวัดปากน้ำ เป็นสมเด็จพระสังฆราช หลายคนจับตาว่าแล้วจะตั้งยังไง หลายคนจับตามองว่าเรื่องนี้ทำให้ทุกอย่างต้องชะลอลง แล้วรถที่ผิดกฎหมายจะเชื่อมโยงไปถึงเจ้าอาวาสหรือไม่ การตั้งสมเด็จพระสังฆราชจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคณะสงฆ์ยังขัดแย้งกันอยู่ ถ้าไม่มีการตั้งเกิดขึ้นฝ่ายสงฆ์ที่ไม่มีการตั้งจะนำพาไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองหรือไม่อย่างไร


ยุคล: ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องพระเมธีธรรมมาจารย์นะครับ หลายรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามผลักดันเรื่องการชุมนุม ที่จะต้องแจ้งก่อนที่จะทำการชุมนุม แต่ไม่สำเร็จนะครับ พึ่งมาสำเร็จเอาในยุคของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งการพาคนไปชุมนุมโดยไม่แจ้งให้ทราบมีความผิด จึงต้องมีการออกหมายเรียกพระเมธีธรรมาจารย์


ส่วนเรื่องคดีรถหรูจริงๆ ไม่ได้เป็นการตรวจสอบแค่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ คือตรวจสอบหมด แต่ว่าบังเอิญว่าไปพบมีรถของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์อยู่ด้วยก็เลยเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา จริงๆ ดีเอสไอไม่ได้จ้องจะเล่นงานใครเป็นพิเศษนะครับ เป็นการตรวจสอบรถหรูในประเทศไทย จบไปคำถามแรกนะครับ ค่อนข้างที่จะยาวพอสมควร เพราะว่าเป็นเรื่องที่มีที่มาที่ไปค่อนข้างสลับซับซ้อน (พักช่วง)

แฟนข่าว : คำถามที่สองเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคม อยากให้ท่านนายกประยุทธ์ใช้อำนาจมาตรา44 ยุบมหาเถรสมาคมไปเลย เพราะว่าตั้งมาจากพระราชบัญญัติของสงฆ์ไม่ใช่ทางพระวินัย จะดีไหม

 

สนธิญาณ : คำตอบอาจจะไม่ถูกใจนักนะครับ ก่อนที่เราจะคิดว่าเราจะยุบ เราต้องคิดก่อนว่า จะมีองค์กรปกครองสงฆ์อย่างไร ที่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย อันนี้สำคัญคือถ้าจู่ ๆ ยุบมหาเถรสมาคมไปเลยไม่มีองค์กรปกครองสงฆ์ผมว่าน่าจะวุ่นวายยุ่งยากมากกว่านี้ เพราะฉะนั้นผมจะเรียนว่าคำถามนี้เราจะแปลว่าเราควรจะสนับสนุนให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา44 ทำการปฏิรูปคณะปกครองของสงฆ์ให้เรียบร้อยในสมัยรัฐบาลนี้

 

ฉัตรชัย : ข้อสรุปก็คือไม่ยุบนะครับ แต่หลายคนก็พยายามทำอยู่ สิ่งที่บอกว่าก่อนหน้านี้ในส่วนของ สปช. ก็มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อที่จะเดินหน้าในการปฏิรูปสงฆ์ ก็อาจจะวันนี้เองได้มีโอกาสที่จะออกวันจันทร์ไปออกรายการคนในรัฐบาลน่าจะได้ดู ไปหาแนวทางที่พี่ต้อยว่าถ้ายุบเสร็จแล้ว นี่ขนาดไม่ยุบนะครับยังวุ่นวายขนาดนี้ ถ้ายุบเสร็จแล้วและไม่มีกรรมการจะเป็นอย่างไร

 

ยุคล : ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามหาเถรสมาคมอยู่ภายใต้และควบคุมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เพราะฉะนั้นถ้าจะปฏิรูปให้เป็นรูปธรรมก็ควรที่จะเริ่มที่การแก้ไขพ.ร.บ.สงฆ์ก่อน ส่วนจะแก้อย่างไรผมคิดว่าเสียงสะท้อนจากวันนี้ไปถึงรัฐบาลหรือไม่ ถ้าถึงก็น่าจะเป็นเสียงที่สะท้อนพุทธศาสนิกชนที่ดีนะครับ

 

แฟนข่าว : คำถามที่สามเกี่ยวกับการดำเนินคดีนางสาวยิ่งลักษณ์ โครงการรับจำนำข้าว ผลการดำเนินคดีของอดีตรัฐบาลมนตรีหญิงคุณยิ่งลักษณ์ พอจะทราบเป็นแนวทางหรือไม่ว่ามีโอกาสจะต้องรับโทษทางเพ่งทางอาญาอย่างไรบ้าง  และในอดีตเมืองไทยคุณต้อยจะบอกได้หรือไม่ว่าในระยะใกล้หรือระยะไกลต่อไปสองฝ่ายไม่มีโอกาสจะปรองดองกันได้เลย โอกาสจะเกิดการนองเลือดกันขึ้นในประเทศไทยอีกจะมีไหม ขออนุญาตถามตามทัศนคติ ตามความเห็น

 

สนธิญาณ : ผมเรียนเรื่องคุณยิ่งลักษณ์ และในรายละเอียดคุณฉัตรชัยและคุณยุคลจะเพิ่มเติมในรายละเอียด คุณยิ่งลักษณ์นะครับจะถูกดำเนินคดีและใช้มาตรการทางกฎหมายแยกเป็น 3 เรื่องด้วยกัน 1.คดีอาญา ก็จะถูกตามมาตรา157 การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ความหมายคือไม่ควบคุมดำเนินการดูแลในคดีจำนำข้าวซึ่งมีเสียงทักท้วงมีการทุจริตเกิดขึ้นทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการข้าว ไม่หยุดในการดำเนินการ เพราะฉะนั้นนี่คือคดีอาญาซึ่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาลแล้ว ศาลจะวินิจฉัยคดีนี้ภายในปลายปี 2559 และจะใช้เวลาการพิพากษาน่าจะอยู่ในช่วงของต้นปี 2560 ในแง่คดีอาญาคดีที่ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาทางการเมือง ศาลนี้จะมีการพิจารณาเพียงขั้นตอนเดียว ซึ่งอาจจะมีเสียงไปโจมตีมากมายว่าใช้ศาลเดียวไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่ใช่แบบนั้นนะครับ ศาลนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2540 เป็นการดีไซน์การคิดขึ้นเพื่อที่จะจัดการกับนักการเมืองเพื่อไม่ต้องการให้ใช้ระยะเวลานาน แต่การจัดการกับนักการเมืองในแง่ของการใช้กระบวนการยุติธรรมจึงต้องให้ศาลฎีกามาดำเนินการพิจารณาเพราะผู้พิพากษาศาลฎีกาสูงสุดแล้ว ณ ตรงนั้น ซึ่งผู้พิพากษาจะขัดมาจากที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาเกือบ 200 คน คัดมาโดยไม่มีการสมัครให้คัดกันเอง เพราะฉะนั้นจะไม่มีโอกาสที่ใครมาล็อบบนี้สายนู้นนี้ไม่มีครับ ก็จะเกิดองค์คณะผู้พิพากษาขึ้นมาจำนวนหนึ่ง 19 คน ดังนั้นคดีของคุณยิ่งลักษณ์ก็จะมีคำพิพากษาแน่นอนและจะเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมทุกอย่างเห็นผลแน่ ๆ ส่วนจะหลุดรอดหรือจะติดคุกนั่นเป็นเรื่องของศาลที่เราไม่สามารถจะก้าวล่วงหรือวินิจฉัยได้ 2.เรื่องของกระบวนการทางด้านการเมืองและใช้ข้อกฎหมาย ก็เรื่องของการที่ดำเนินการในทางสภาซึ่งได้มีการลงมติไปแล้วถอดถอน ฉะนั้นสถานะของคุณยิ่งลักษณ์ที่ผมตั้งข้อสังเกตว่าจะไม่มีการเล่นการเมือง 5 ปีแน่นอน แต่ถามว่าทำไมยังเคลื่อนไหวหนัก ผมกำลังจะตอบคำถามที่สองต่อไปว่าโอกาสของความรุนแรงยังจะมีอีกรอบหนึ่งซึ่งจะถึงขั้นนองเลือดหรือไม่เดี๋ยวเรามาพูดกันครับ 3.อีกเรื่องหนึ่งที่จ่ออยู่นะครับเราเรียกว่าเป็นเรื่องของการออำคำสั่งทางปกครองตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ 2539 การใช้มาตรการนี้ความเสียหายเป็นเรื่องที่คณะกรรมการโดยกระทรวงการคลังวินิจฉัยและเรียกความเสียหายจากคุณยิ่งลักษณ์ได้เลย โดยคุณยิ่งลักษณ์ไม่เห็นชอบก็ต้องนำเรื่องไปฟ้องศาลได้เลย ก็เข้าสู่กระบวนศาลได้ แต่การใช้มาตรการนี้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว ออกกฎหมายนี้มาไม่ใช่แกล้งคุณยิ่งลักษณ์ กฎหมายนี้ใช้เรียกเงินมาจากข้าราชการที่กระทำความผิด ประมาณ 200 - 400 รายมาแล้ว เรื่องนี้ก็น่าจะเห็นผลกันภายในเดือน ก.พ. - มี.ค. นี้ครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่เสียหายเป็นแสนล้านจริง แต่ถ้าเรียกแค่หมื่นล้านก็จุกอกเพราะวัดดูตามบัญชีทรัพย์สินก็หนักหน่วงอยู่นะครับ จะทำให้ส่งผลทางการเมืองร้อนแรงขึ้น ส่วนการดำเนินการทางเพ่งจะมีขึ้นแล้วหรือไม่ ศาลก็จะดำเนินคดีการดำเนินการในเรื่องคดีทางเพ่ง ส่วนจะไปเกี่ยวพันกับคุณยิ่งลักษณ์หรือไม่ก็ต้องติดตามกันไปครับ

 

ยุคล : ผมเพิ่มเติมเรื่องของคดีข้าว ตอนนี้เราทราบว่าคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นศาลเป็นการไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ก็จะให้พยานทางฝ่ายจำเลยซัดค้าน ถ้าไต่สวนทนายของฝ่ายจำเลยก็ให้โจทก์คัดค้าน ทีนี้เราไต่ส่วนไปแล้วสองนัด ผมอยากให้ชัดเจนตรงนี้ ผมอยากให้ชัดเจนตรงนี้เพราะเวลาพรรคเพื่อไทย นปช. เขาไปพูดเราจะได้เข้าใจว่าสิ่งที่เขาพูดเป็นการหวังผลทางการเมืองหรือไม่อย่างไร ครั้งแรกเป็นการไต่สวนจากนักวิชาการ TDRI เป็นหลัก นัดที่สองที่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เรียกคุณสุภา ปิยะจิตติ กับคุณแน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์  ด้านคุณสุภาเป็นกรรมการปิดบัญชี คุณแน่งน้อยเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี ก็เรียกทั้งสองคนไปถามว่าบัญชีมีปัญหาอย่างไร คุณสุภาพูดได้เด็ดมากว่าเตือนไปแล้วบัญชีตอนเปิดโครงการเจ๊ง เหมือนจะเป็นระเบิดเวลา และบอกคุณยิ่งลักษณ์ไปแล้วว่าเจ๊งและคุณยิ่งลักษณ์ไม่ฟัง นี่ล่ะครับเมื่อคณะกรรมการปิดบัญชีบอกไปแล้วแล้วคุณไม่ปรับองค์เข้าข่ายต่อการละเว้นหรือคำเตือนนั้นหรือเปล่า และในวันที่ 26 ก.พ. นี้ จะมีการเรียกพยานอีก 2 ปากของฝ่ายโจทก์ไปไต่สวน คนแรกเป็นรองผู้อำนวยการของสถาบันหนี้สาธารณะ(สบน.) คนที่สองผู้ช่วยผู้จัดการธนาคาร ธกส. พา สบน. ซึ่งดูหนี้สาธารณะของประเทศไปดูอะไร เรียก ธกส. ไปถามเพราะอะไร สัมพันธ์ตรงนี้ครับ เงินโครงการรับจำนำข้าวทั้งหมดไปเอามาจาก ธกส. แล้วให้รัฐบาลใช้สถานะค้ำเอาไว้ แต่กระทรวงการคลังรัฐบาลเป็นหนี้นะครับ ธกส. ก็เปรียบเหมือนเป็นรัฐวิสาหกิจ ทีนี้ สนบ. เป็นหน่วยงานที่ดูแลหนี้สาธารณะประเทศ ตอนนี้หนี้สาธารณะของเรา 5.5 ล้านล้านบาท เราไปจมกับจำนำข้าว 8แสนล้านบาท เพราะฉะนั้น สบน. เขามีหน้าที่บริหารหนี้ให้กับรัฐบาล ว่าควรเอาเงินไปใช้หนี้ให้กับ ธกส. เท่าไหร่ที่ยิ่งลักษณ์เอามา ที่ผ่านมาเราจำได้ยินว่า พล.อ.ประยุทธ์พูดอยู่บ่อย ๆ ว่าต้องนำเงินไปใช้หนี้จำนวนข้าวที่คุณยิ่งลักษณ์ก่อขึ้นทำให้ไม่มีเงินไปพัฒนาหรือว่าบริหารประเทศ เงินไปพัฒนาก็น้อยอยู่แล้วต้องมาติดชะงักกับเงินที่จะมาใช้หนี้ เดี๋ยววันที่ 26 รอดูจะมีการไต่สวนพยานของ สบน. และพยานของ ธกส. อันนี้จะชัดเจนมากว่าประเทศชาติของเราเสียหาย เพราะว่าจำนำข้าวขนาดไหน ที่ผ่านมาสื่อทั่วไปโดยเฉพาะสื่อทีวีจะไม่ค่อยลงรายละเอียดพวกนี้สักเท่าไหร่ จะมีการรายงานแบบฉาบฉวยว่ามีมวลชนมายื่นดอกกุหลาบมีนู้นนี่แต่ไม่ลงรายละเอียดเรื่องของคำไต่สวนในชั้นศาล เดี๋ยวจะมีการไต่สวนอีกสองปากในวันที่  26 ก.พ. นี้ แล้วจะไต่สวนพยานจำเลยยาวไปถึงวันที่ 18 พ.ย. คุณยิ่งลักษณ์พยายามจะยัดให้ได้เยอะที่สุดเพื่อที่จะให้คดียืดไปหลังเรื่องตั้งตามที่ผมเข้าใจเองนะครับ แต่ศาลไม่อนุญาต ศาลบอกว่าที่ขอมาก็ร่วม ๆ 100 ปากให้ไปจบ 18 พ.ย. นี้ ที่พี่ต้อยบอกนะครับว่าศาลไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า แต่อย่างไรเสียก็ก่อนเลือกตั้งแน่นอน นี่จะเป็นระเบิดเวลาสำคัญเลยครับ ทีนี้มาดูกันที่อีกคำถามเรื่องความขัดแย้ง นี่เป็นคำถามคลาสสิคไม่รู้จะจบอย่างไร (พักช่วง)

 

สนธิญาณ : ผมเรียนแบบนี้นะครับว่าถ้าเราพูดถึงต้องแยกเป็นสองเรื่องคือความขัดแย้งที่มีอยู่ กับเรื่องเลือดตกยางออก สถานการณ์ที่ผ่านมาความขัดแย้งที่แท้จริงไม่ได้เป็นความขัดแย้งของประชาชน เพราะฉะนั้นจึงจะสังเกตได้เสมอว่าสำหนักข่าวทีนิวส์ไม่เคยเรียกพี่น้องคนเสื้อแดงด้วยกิริยาที่หยาบคาย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นประชาชนจำนวนหนึ่งตามและรับรู้ข่าวสารไม่ทัน ถูกเล่ห์เหลี่ยมเทคนิคในการเคลื่อนไหวไปปลุกเร้าปลุกระดมรวมทั้งมีเรื่องผลประโยชน์บางเรื่องเข้าไปกระจายไปสู่ประชาชนโดยเอาเรื่องนโยบายของทักษิณมาเชื่อมโยงกับรัฐบาลมาหลอกล่อประชาชน ที่ผมต้องย้ำแบบนี้เพราะโดยข้อเท็จจริงในความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นประชาชนทางฟากฝั่งที่สนับสนุนคุณทักษิณ คนเสื้อแดงไม่ได้มีอยู่จริง เป็นจำนวนมากเหมือนกับที่แกนนำ นปช. หรือคนพรรคเพื่อไทยพยายามจะสร้างกระแสด้วยผลแบบนี้ เวลาคนจะออกมาชุมนุมผมไม่ทราบว่าหลายท่านออกมาหรือไม่ตอนที่ ลุงกำนันหรือ กปปส.ออกมาชุมนุม คนออกมาชุมนุมต้องตัดสินใจเยอะมาก ต้องผ่านความยากลำบากจะต้องรู้สึกอัดอั้นตันใจพลังมากมายมหาศาล เสื้อแดงชุมนุมในนาม นปช. ครั้งใหญ่คือปี 2553 ปีนั้นยอดผู้มาชุมนุมวันที่สูงสุดคือวันที่ 12 มี.ค. 2553 มีคนมาชุมนุมทั้งสิ้นประมาณ 140,000 คน ก็ตอนนั้นทางฝ่ายกองทัพรัฐบาลเขาก็ถามผมเหมือนกันนะครับ อาจจะสงสัยว่าทำไมถามผม ผมก็ต้องเรียนว่าผมเคยเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่ศึกษาและติดตามการเคลื่อนไหวการชุมนุมของฟากฝั่งประชาชน เป็นคอมมิวนิสต์ที่ไม่ได้เข้าป่า คิดเรื่องการต่อสู้ในเมือง คิดถึงเรื่องการชุมนุมก่อเหตุก่อการร้าย เผอิญบทเรียนผ่านมาทางนั้นพอดี ก็วิเคราะห์ให้ฟังว่ามีคนมาชุมนุมประมาณ 140,000 คน มาชุมนุมจริงแค่ 40,000 ส่วนอีก 100,000 จะเป็นคนที่ ส.ส.จัดวันเวียนเข้ามารับเป้ารับยอดเข้าไป แต่เวลาตอนที่เอา กปปส. ซึ่งผมมีส่วนเข้าไปรับรู้เห็นอยู่บ้าง คือไม่ต้องพูดแล้วว่าคนที่ออกมาเป็นล้านออกมาด้วยความรู้สึกทางจิตใจ ไม่ใช่เรื่องของงบหมุน ทึกคนรู้แก่ใจว่าออกมา ผมแยกตรงนี้ให้เห็นเพื่อจะให้เห็นภาพความขัดแย้งที่จะนำพาไปสู่การนองเลือดระหว่างประชาชนไม่มีโอกาสครับ แต่ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายมาจากกลุ่มผลประโยชน์ พวกที่ต้องการแสวงหาเงิน หาอำนาจ ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์ไปรับใช้ทักษิณ คือทักษิณมาเป็นนายกรัฐมนตรีมาเป็นรัฐบาลโกงกินถูกกฎหมายดำเนินการหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศอยากกลับประเทศไทย ก็ให้พวกนี้เคลื่อนไหว ตอนที่เกิดเหตุนองเลือดตอนปี 2553 เกิดมาจากการจัดตั้งกองกำลังคนชุดดำมายิงใส่ประชาชน ใส่ทหาร ใส่ตรวจ ไม่ใช่เพราะว่าประชาชนสองฝ่ายถืออาวุธมาห้ำหั่นกันไม่ใช่แบบนั้นครับ เพราะฉะนั้นในแง่ความกังวลต่อสถานการณ์เรื่องนี้ความแตกแยกจะมาฆ่ากันหรือไม่นั้นไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้ แต่เกิดขึ้นเพราะกองกำลัง ผมเรียนนะครับว่าก่อนหน้าที่จะ คสช. เข้ามายึดอำนาจเรื่องจริง ทักษิณและคนชุดแดง นปช. แกนนำ ต้องการให้ทหารยึดอำนาจดูส่วนทางกันนะครับ ทำไมรัฐบาลยิ่งลักษณ์บริหารประเทศอยู่แล้วแล้วจะให้ทหารมายึดอำนาจทำไม ยิ่งลักษณ์บริหารประเทศแต่ไม่ได้ ม็อบก็ค้ำอยู่แล้ว ดำเนินการไม่ได้รัฐอยู่ในสภาวะรัฐล้มเหลวรัฐบาลดำเนินการอะไรไม่ได้สักอย่าง เขาหวังว่าถ้ายึดอำนาจจะเป็นแบบเดิม คือจะมีรถถังอยู่กลางสี่แยก มีทหารเข้าแถวและไปยึดสถานที่ราชการต่าง ๆ จะมีกองกำลังติดอาวุธไว้แล้วจำนวนหนึ่งบวกกับมวนไม่ต้องเยอะ เพราะตอนอยู่ในม็อบ 2553 มีคนอยู่ในม็อบเพียงแค่ 4,000 - 5,000 คนเองครับ พอตั้งหลังคาจัดมวลชนเข้ามาหมุนเวียน 4,000 - 5,000 คน หน่วยติดอาวุธกลางคืนไปอยู่บนยอดตึกคุมสภาพแล้วยิงทหารยิงตำรวจยิงประชาชน เหมือนเกิดสงครามกลางเมือง ภาพนี้คือสิ่งที่เขาเตรียมให้เกิดขึ้น ผมก็ต้องยกตัวอย่างว่าเป็นเพราะว่าเขาต้องการให้กองกำลังต่างชาติเข้ามา นี่ชัดเจนครับ คือถ้าทหารยึดอำนาจแสดงว่าทหารเป็นฝ่ายกบฏ เขาจำสร้างคำมาเรื่อย ทหารมายึดอำนาจแล้วเป็นฝ่ายกบฏ ประชาชนที่เตรียมเอาไว้ออกมาชุมนุมเตรียมคัดค้านต่อต้าน ล้อมรถถัง ภาพนักข่าวที่เป็นเครือข่ายของเขาก็เตรียมการทำข่าวถ่ายทอดไปยังต่างประเทศ คนชุมดำก็ออกมายิงฝ่ายทหารเกิดสงครามกลางเมือง แต่จะเกิดในสภาพที่ทหารเป็นฝ่ายกบฏ เขาจะตั้งเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น แต่ในสภาพการนี้เป็นแบบนั้นที่ไหนครับ เหมือนกับที่สหรัฐฯไปทำให้เกิดในประเทศซีเรียแบบนี้เป็นต้น ทักษิณมีความสัมพันธ์กับสหรัฐฯช่วงหลังลึกซึ้งก็เพราะสหรัฐฯกับรัสเซีย-จีนกำลังขัดแย้งกัน สหรัฐฯต้องการมาใช้ฐานทัพอู่ตะเภาปรากฏว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ยกให้แต่สามเหล่าทัพคัดค้าน สหรัฐฯไม่พอใจ เขาเชื่อว่าทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับระดับสูง สหรัฐฯจึงออกมาแสดงท่าทีสนับสนุนคนที่ออกมากระทำความผิดตามมาตรา112 จะเห็นได้เลยว่าตั้งแต่ทูตหญิงจนถึงทูตชายก็เกิดแบบนี้ แต่เผอิญว่าความฉลาดของพล.อ.ประยุทธ์หรือว่าจะเพราะจะบ้านเมืองเรามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์รักษาเอาไว้ ปรากฏว่าพล.อ.ประยุทธ์ไม่ยึดอำนาจทันที ประกาศกฎอัยการศึกก่อนเหมือนเป็นเกมพลิกนิดเดียว การประกาศอัยการศึกเป็นเหมือนกองทัพเป็นผู้ดำเนินการตามกฎหมาย เข้ามารักษาสภาพอยู่ 2 วันและการประกาศกฎอัยการศึกนั้นไม่ได้เอารถถังมาจอดให้มวลชนล้อม แต่ปรากฏว่าทหารได้เข้าไปตามหมู่บ้านตามที่แกนนำต่าง ๆ อยู่หมด อันนี้เป็นภาพที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวนะครับ ทำให้พวกที่เตรียมการจะเคลื่อนไหวถูกระงับยับยั้งหมด อีก 2 วันเขาพยายามถ่ายทอดให้สื่อเห็น นี่ผมเชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดกัน พูดไม่รู้เรื่องถึงประกาศยึดอำนาจ ทั้งทักษิณและสหรัฐฯตาเหลือกเพราะคาดการณ์ไม่ถูก จึงทำให้เกิดเหตุนองเลือดไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าจะเกิดเหตุตอนนี้ไหม ผมยังเชื่อมั่นศักยภาพของกองทัพ เพราะหลังจากยึดอำนาจจะเห็นได้เลยว่าจะมีการจับกุมกองกำลังอาวุธ ขอนแก่นโมเดล เอาอาวุธยุทโธปกรณ์มาทิ้งไว้ข้างถนนเราจะเห็นได้ว่าชัดเจนมีการเตรียมการจริง ๆ  แต่ถามว่าจะรักษาการได้จนเรียกว่าเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ถ้าคนแถวบ้านผมเขาจะบอกว่าพวกที่ระวังเท่าไหร่ก็ไม่สามารถเท่ากับพวกจ้องจะทำ เพราะฉะนั้นระเบิดแบบราชประสงค์จึงเกิดขึ้นได้ ระเบิดราชประสงค์เกี่ยวข้องทางการเมืองคนไม่หวังดีทางการเมืองเป็นผู้ก่อขึ้นแน่ คำตอบแรกว่าความรุนแรงผมเชื่อว่ากองทัพเอาอยู่ แต่จะอุบัติจะถูกจุดขึ้นมาก็ไม่ถึงขั้นจะถึงพฤษภา 53 ซึ่งจะต้องรักษาเงื่อนไขไม่ให้ต่างชาติเข้ามายุ่งเกี่ยวโดยเฉพาะสหรัฐฯ เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นท่าทีการดำเนินการนโยบายระหว่างประเทศของพล.อประยุทธ์เป็นไปได้ดี แต่ถามว่าความขัดแย้งสถานการณ์จะนำพาไปให้หนักหน่วง วันนี้แถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยออกมา 4 ข้อชัดเจน คือ ชนกับ คสช. ชนกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ชัดเจนไม่ดูดำดูดีกันแล้ว ที่แถลงการณ์เพิ่งออกวันนี้ผมจะย้อนหลังให้ดูว่า ย้อนดูที่เขาสร้างกระแสให้คุณยิ่งลักษณ์พบนักข่าวทำนู้นทำนี่กระแสทั้งหมดตอนนี้เพื่อจะเรียกว่าค่อย ๆ บิ้วอารมณ์ของมวลชนอีกฝั่งอีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมาเรื่อย ๆ แบ่งงานกันทำคุณยิ่งลักษณ์ทำไมออกสื่อทำไมทำนู่นนี่นั่นทั้ง ๆ ที่ไม่มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ก็เพื่อที่ต้องการบิ้วอารมณ์ว่าเป็นผู้หญิงถูกกระทำมาช่วยชาวนามีความบริสุทธิ์ใจ บิ้วอารมณ์ขึ้น พวกแนวร่วมพวกนักศึกษา จ่านิวก็ไปสร้างกระบวนการการเคลื่อนไหวอีกแบบหนึ่ง พรรคเพื่อไทยก็ไปสร้างมาอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้เขาประเมินอยู่ว่าถ้าจะแพ้ประชามติเขาจะใช้คำว่าเรียกว่ากระบวนการบอยคอตเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว บอยคอตไม่ลงประชามติ แต่ถ้าชนะก็มีโอกาสในการที่จะขับเคลื่อนไหวการเมืองไปอีกรูปแบบหนึ่งแต่โอกาสชนะประชามติของพรรคเพื่อไทย คำว่าชนะคือคว่ำนะครับคือเขาไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั่นก็หมายความว่าจะต้องเกิดปรากฏการณ์ที่พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปร่วมด้วยถึงจะมีโอกาส ตอนนี้ไม่ผมกล้าดูถูกประชาชนเพราะผมคิดว่าจากข่าวสารยุคใหม่ผู้คนฉลาด ทำไมผมถึงพูดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไปร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะวันนี้สิ่งที่ คสช. ได้แสดงออกอย่างชัดเจนก็คือเป็นคู่กรณีกับนักเลือกตั้งกับนักการเมืองในพื้นที่หมด เมื่อเป็นแบบนี้กระบวนการของรัฐธรรมนูญใหม่ในวิธีการเลือกตั้งซึ่งโดยทัศนคติของผม ต้องถือว่ารัฐธรรมนูญใหม่เป็นรัฐธรรมนูญใหม่ที่สร้างสรรค์มากในปาร์ตี้ลิสต์พรรคต้องเลือกมาก่อน ไม่ใช่นายทุนมาชี้ รรัฐธรรมนูญใหม่เขียนแบบนั้น แต่กระทบและสั่นสะเทือนต่อพรรคการเมือง ถ้าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยรวมกันก็สามารถคว่ำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ซึ่งตอนนี้ยังแสดงอาการกั๊กอยู่ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไปรวมกันพรรคเพื่อไทยเป็นแนวร่วมในการที่จะคว่ำรัฐธรรมนูญใหม่ ถ้าทำจริงแล้วแพ้นั่นปฏิรูปทางการเมืองเกิดขึ้นจริง แปลว่าคนทั้งประเทศไทยไม่เอานักการเมืองขี้โกงทั้งหลาย รวมกันสนับสนุน คสช. แล้วเพื่อให้นักการเมืองเปลี่ยนแปลงใหม่ นี่ต้องรอว่าผลที่คาดหวังจะเกิดแบบนี้หรือไม่ เป็นจุดที่น่าเสี่ยงใจหนึ่งก็อยากไปรวมกันดูนะครับ บางทีพรรคประชาธิปัตย์เห็นไหมครับว่ากระทบนั่นนี่ แต่เขาไม่แสดงท่าที แต่พรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจนว่าต้องคว่ำ

 

ฉัตรชัย : เรียกว่าพี่ต้อยอธิบายระเอียดครบถ้วนความขัดแย้งทางการเมือง คิดว่าปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คสช. เอาอยู่ ก็คือในพื้นที่ก็ไม่ได้มีการถอนกำลังออกก็ยังคงกดดันตรวจสอบทำงานในพื้นที่อยู่ ประการสำคัญความขัดแย้งหนึ่งที่ต้องจับตาว่าจะกลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ก็คือเมื่อสักครู่ตอนเปิดพูดเรื่องพระกัน คือประเด็นสำคัญก็ตั้งคำถามว่าแล้วเรื่องพระ เรื่องการเมืองก็ว่ากันไปรอเรื่องการประชามติเรื่องการเลือกตั้ง แต่เรื่องพระจะรอได้ไหม ถ้ารอไม่ได้จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นที่ทำให้วุ่นวายและเคลื่อนไหว และบั่นทอน คสช. เป็นไปได้หรือไม่ครับพี่ต้อย อยากจะปิดท้ายเรื่องพระว่ามีโอกาสไหมความวุ่นวายจากพระครับ

 

สนธิญาณ : ความจริงเรื่องพระไม่ใช่เรื่องพระหรอกครับ เรื่องพระคือเจตนาที่จะโยงเข้าสู่เรื่องการเมืองอันนี้ชัดเจน เราจะเห็นได้เยลว่าคนที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องพระคือคนที่เคลื่อนไหวเรื่องการเมืองเดิม ไม่ว่าจะเป็นจักรภพ ณัฐวุฒิ จตุพร พระเมธีธรรมาจารย์ คือเวลาเขาเคลื่อนไหวในนามคนเสื้อเขาก็เคลื่อนไหวทั้งแถบอยู่แล้ว อีกฝั่งหนึ่งตอนนี้จตุพรเรียกว่ากลุ่ม 3 พ. ประกอบด้วยหลวงปู่พุทธอิสระ คุณไพบูลย์ นิติตะวัน คุณไพศาล พืชมงคล หาว่าเป็นผู้ที่มาสร้างกระแสคัดค้านการตั้งพระสังฆราช เพราะฉะนั้นผมตอบคำถามคุณฉัตรชัยนะครับ วันนี้ความจริงไม่ใช่การขัดแย้งเรื่องพระแต่สร้างเงื่อนไขเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อจะเข้าไปเติมสถานการณ์ทางการเมือง ตั้งแต่มีรัฐบาล คสช. มาฟากฝั่งคุณทักษิณพยายามโจมตี คสช. แต่โจมตีไม่ได้ ปัญหาเศรษฐกิจมากมายมหาศาลเกิดขึ้น แต่ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นสถานการณ์โลก แต่เศรษฐกิจที่หนักคือเรื่องข้าวกับเรื่องยางล้วนแต่เกิดปัญหามาจากคุณทักษิณและเครือข่ายคุณทักษิณทั้งสิ้น ยางวันนี้ที่ราคาเป็นแบบนี้เพราะยางล้นตลาดโลก ยางเมื่อก่อนมีจำนวนหนึ่งเท่านั้นมาเพิ่มขึ้นเป็น  100 เปอร์เซ็นต์ในปี 2546 รัฐบาลทักษิณมาสนับสนุนให้ปลูกทั้งประเทศ พอปลูกขึ้นจำนวนมหาศาลไปเลิกทำนาทำไร่มาปลูกยาง วันนี้ยางราคาเท่านี้กำลังซื้อหดลง ข้าวเกิดผลกระทบจากการรับจำนำที่เกินราคาปล่อยให้กลไกของตลาดข้าวไปตามความเป็นจริง สภาพเดิมทำให้ปัญหาทับซ้อนขึ้น แต่สังเกตไหมครับว่าประชาชนไม่ด่า คสช. ไม่ด่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ พวกนี้ก็พยายามโจมตีแต่กระแสก็ไม่ขึ้น ไปโจมตีเรื่องราชภักดิ์ ซึ่งเป็นเหตุเรื่องของหัวคิวที่ พล.อ.อุดมเดชไปพูดซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องกองทัพ ผมไม่ได้มาปกป้องนะครับ ผมว่าท้ายที่สุดมูลนิธิราชภักดิ์ได้รับการดูแลจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ โดยรับมูลนิธิราชภักดิ์มาอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนั่นหมายความว่าพระองค์ท่านได้ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีเรื่องที่มัวหมองที่พระองค์ท่านไปรับเรื่องมา อีกฝั่งก็หยุดไปเลย ไม่มีเรื่องอะไรให้เกิดการเคลื่อนทางการเมือง มีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องรัฐธรรมนูญ ความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่เกิดกระแสขึ้นในตอนนี้ก็ดูท่าจะไปในทางหนุน คสช. ก็เรื่องพระนี่เปิดขึ้น พวกนี้หวังว่าพระมีอยู่ทั้งหมด 300,000 กว่ารูป เมื่อกี้ที่ผมเล่าให้ฟังว่ามีอยู่ 2 นิกาย ธรรมยุตมีอยู่ไม่เกิน 50,000 รูป แต่มหานิกาย 300,000 รูป เมื่อวานจตุพรจึงบอกว่าเรื่องสมเด็จพระสังฆราชไม่ต้องมาตั้งแล้ว ให้เอาเสียงส่วนใหญ่ของพระมาโหวตกันเลย คือเป็นประชาธิปไตย ผมขำก็ในเวลาเขาจะอ้างให้พระมาโหวตกันเลย ทีนี้ก็คาดการณ์ต่อไปได้ว่าพระ3แสนรูปต่างมีลูกศิษย์ เมื่อเติมเต็มในสถานการณ์การเมืองทำให้ร้อนขึ้นหรือไม่ ผมถึงเรียนว่าม็อบพระไม่ใช่เจตนาเรื่องพระ เงื่อนไขเรื่องพระเป็นเรื่องที่ถูกหยิบขึ้นมาเท่านั้น แท้จริงต้องการนำมาเติมเต็มในเรื่องของการเมืองครับ

 

ยุคล : คำถามเพิ่มเติมขึ้นมา ถ้าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่รับเป็นสมเด็จพระสังฆราชจะจบง่ายกว่าไหมครับ

 
สนธิญาณ : จบง่ายครับ จะเรียนว่าความจริงพระในพระพุทธศาสนาคำสอนหลักของพระพุทธองค์ครูบาอาจารย์สอนมาว่าความจริงต้องนำไปสู่การปล่อยวาง พระไม่น่าจะมาดำเนินการในการเรียกร้อง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ก็ไม่ได้เอาเอง ผมยกตัวอย่าง ผมเคยถามลูกศิษย์วัดพระธรรมกายว่า ทำไมวัดพระธรรมกายถ้าอยากจะยุติอยากจะหยุดปัญหาก็ประกาศตัวลาออกจากคณะสงฆ์ไปเลย ไม่ได้ไปท้าทายเขานะครับ เพราะว่าคณะสงฆ์ในแง่ของการปกครองทางกฎหมายเป็นเรื่องของทางโลกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คณะสงฆ์จริง ๆ จะต้องอยู่กันด้วยพระธรรมวินัย เพราะพระก็กลัวบาปมากกว่าปุถุชนธรรมดา พระมาบวชวัตถุประสงค์หลักเพื่อก้าวไปสู่ที่สุขแห่งธรรม ที่สุดแห่งพระนิพพาน จะต้องมาศึกษาว่ารูปกับนามเป็นสมมติอย่าไปยึดติด ทีนี้ยกตัวอย่างว่าพระที่เกิดปัญหากับทางโลก เกิดกับข้อกฎหมายในการปกครองสงฆ์ถ้าถอยออกกฎหมายจะบังคับไม่ได้ แต่ตัวเองก็จะไม่ได้สมณศักดิ์ ตัวเองก็ไม่ได้ยศไม่ได้ตำแหน่งไม่ได้ปกครอง แต่จะได้อะไรถ้าตัวเองมั่นใจในศีลมั่นใจในพระธรรมวินัย การประพฤติปฏิบัติของตัวเองว่าเพื่อเป็นไปความหลุดพ้นและเมตตาต่อสัตว์โลกทั้งหลาย ผู้คนก็ให้ความเคารพเพราะพุทธศาสนิกชนเราไม่ได้เที่ยวไปกราบไหว้พระเฉพาะที่มียศถาบรรดาศักดิ์อย่างเดียว ท่าน ว.วชิรเมธี ก็เป็นพระในมหานิกายนะครับ แต่ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบผู้คนก็กราบไหว้ ผมเปรียบเทียบให้ฟังว่ามีนะครับพระที่หากปฏิบัติแบบธรรมกาย หากไม่ยินยอมหากไม่ถอยออกบ้านเมืองจะวุ่นวายคือใครทราบไหมครับ คือพ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อก่อนก็เป็นพระในคณะสงฆ์ก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของสงฆ์ ท่านก็เห็นพระในพุทธกาลไม่โกนคิ้ว ท่านก็ว่าจะไปโกนทำไมคิ้ว ควรจะสอดคล้องกับความเป็นจริงว่าคิ้วไว้กันเหงื่อ แต่ในแง่ของการปฏิบัติว่าพระที่อยู่ในสันติอโศกนั้นปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองไม่มีการถือยึดครองอยู่ภายใต้เกณฑ์ที่เคร่งครัดคือมากกว่าสายวัดป่า เพราะว่าฉันมังสวิรัติด้วย และสร้างสรรค์สังคมน่าอบอุ่นและน่าอยู่ถ้าเราได้สัมผัสสันติอโศก พอเกิดปัญหากับพ่อท่านโพธิรักษ์ในขณะนั้นคือคุณสมัคร เกิดกรณีกันมากมายรัฐธรรมนูญจะให้การคุ้มครองในความเชื่อทางศาสนาไว้ท่านประกาศออกจากคณะสงฆ์ แต่ท่านยังเป็นพระสงฆ์อยู่ในใจเราอยู่เสมอ เพราะท่านยังเคร่งครัดในศีลจริยวัตร ผมเคยไปถามท่านในปัญหาทางการเมือง ท่านไม่เคยมีนะครับ คำพูดที่เรียกว่าด่าทอต่อพี่น้องคนเสื้อแดงหรือพระ ท่านไม่เคยมีนะครับ ตอนที่ไปชุมนุมผมไปกราบท่าน ที่ลานพระรูปฯ ท่านต้องกำชับให้ผู้คนในสันติอโศกเอาอาหารให้กับพี่น้องคนเสื้อแดงด้วย นี่เห็นชัดเลยว่าพอท่านออกจากคณะสงฆ์กฎหมายทำอะไรไม่ได้ ถามว่าคนยังเคารพต่อสันติอโศกไหมก็ยังเคารพ ยกตัวอย่างว่าถ้าวัดพระธรรมกายบอกถูกกลั่นแกล้งก็ออกจากคณะสงฆ์ก็จบ แต่นี่เป็นเหตุผลว่าที่คนตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าติดขัดอยากจะช่วงชิงอำนาจการปกครอง ก็เหมือนเราถามว่าถ้าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ท่านรู้สึกวุ่นวายและเบื่อหน่ายเรื่องขัดแย้งอยากไปอยู่ป่าแล้ว คุณจะทะเลาะก็ทะเลาะไปเถิดมาบวชถ้าแบบนี้ก็จบได้ นี่ผมไม่ได้ก้าวล่วงท่านนะครับ เพียงแต่เอาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ว่าเคยเกิดเหตุแบบนี้ ความจริงหลวงปู่พุทธอิสระเคยสึกเลยนะครับ สึกไป 1 วัน พระพอสึกพรรษาหายไปเลยนะครับ ก็จะมีคนพูดว่าพอพระเมธีธรรมาจารย์มาประท้วงก็ด่ากันนู่นนี่ ดูหลวงปู่พุทธอิสระออกมาเคลื่อนไหวกลับไม่ว่าอะไร แตกต่างกันอยู่ตรงคนหนึ่งเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์  แต่อีกคนหนึ่งเคลื่อนไหวด้วยเจตนาอันเพื่อไม่ได้ประโยชน์ต่อตัวเองใด ๆ ทั้งสิ้นคือหลวงปู่พุทธอิสระ ผมเคยถามท่านเหมือนที่คนอื่นสงสัยว่าทำไมหลวงปู่บู๊เหลือเกิน เราจะหลุดพ้นก็ต้องละวางบ้าง ท่านก็ตอบชัดเจนตอบถูกตามหลัก ตอบว่าฉันไม่ได้บวชเพื่อการหลุดพ้น ฉันอธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้นจึงมีหน้าที่ชำระล้างความชั่วร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองและฉันไม่ผิดพระธรรมวินัย อันนี้ชัดเจนครับความหมายที่ท่านบวชไม่ใช่เพื่อการหลุดพ้นคือการอธิษฐานจิตเป็นพระโพธิสัตว์ ในพระพุทธศาสนาไม่ใช่ไม่มีพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าก่อนที่จะบรรลุธรรมต้องเวียนว่ายตามเกิดนับเป็นแสนกัปแสนกัลป์เพื่ออุทิศตัวเองในการทำให้สังคม มนุษย์ และสัตว์ทั้งหลายดีขึ้น เพราะฉะนั้นผู้อธิษฐานจิตแบบนี้เมื่อจะบวชจะไม่นำพาไปสู่การหลุดพ้นในฐานะที่เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ที่เคยมีประวัติอย่างนี้ก็ได้แก่หลวงปู่มั่น เป็นต้น หลวงตามหาบัวเคยบอกว่า หลวงปู่มั่นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เป็นอำมาตย์ข้าราชบริพารในสมัยพระพุทธกาลก็เลื่อมใสเห็นพระพุทธเจ้าบอกว่าจะบวชและอธิษฐานจิตบอกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตข้างหน้า ภายหลังเมื่อท่านมาบวชวันหนึ่งเมื่อสมาธิท่านเมื่อไปถึงจุดหนึ่งท่านก็รู้ว่าท่านไม่สามารถไปถึงจุดหลุดพ้นได้ติดกับคำอธิษฐานท่านได้พิจารณาแล้วเห็นว่าถ้าท่านบรรลุธรรมภายใต้คำสอนของพระสมณโคดม ท่านจะทำประโยชน์เรียกว่าโปรดสัตว์ได้มากกว่าซึ่งในขณะนี้สัตว์โลกทั้งหลายให้ถูกต้องท่านเลยถอนจิตจากการอธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้า อย่าแปลกใจนะครับถ้ามีคำว่าพระพุทธเจ้ามีเหมือนเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทร เพราะพระพุทธเจ้าเป็นตำแหน่งไม่ใช่หมายความว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อุบัติมาจากไหน เป็นตำแหน่งที่มาจากการอาสาตัวของเราท่านทั้งหลาย แต่ผู้ที่เป็นพระพุทธเจ้าต้องเสียสละที่สุดอยู่ในคำสอนพระพุทธศาสนามาเล่าแถมท้าย

 

ยุคล : เข้าใจว่าน่าจะครบถ้วน ที่พี่ต้อยและพี่อุ๋ยได้มาแสดงข้อคิดเห็นทางการเมืองในวันนี้ วันนี้ขออนุญาตลาไปก่อน สวัสดีครับ