ปรากฎการณ์ "NOK AIR" ระงับเที่ยวบิน! ถึงเวลาสังคายนาองค์กรการบิน !!!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งขยักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบมจ.นกแอร์  สำหรับผลกระทบจากการจำนวนนักบินไม่เพียงพอกับเที่ยวบินในปัจจุบัน จนวันนี้ผู้บริหารนกแอร์ต้องประกาศยกเลิกการบินถึง 20 เที่ยวบินทั่วประเทศ

 

 

 


ขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับบมจ.นกแอร์   ในการพิจารณายกเลิกเที่ยวบินในช่วงวันหยุด   เพื่อสามารถให้บริการผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ     ทางด้าน   นายจุฬา สุขมานพ  อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.)  ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)   ให้ความเห็นว่า  การแจ้งยกเลิกเที่ยวบินของนกแอร์โดยแจ้งให้ผู้โดยสารทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 3 วัน  ยังถือเป็นหลักปฏิบัติภายใต้ขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งผู้โดยสารสามารถเลือกใช้สิทธิตามประกาศกระทรวงคมนาคม   เรื่อง   การคุ้มครองผู้โดยสารในการคืนตั๋ว   เปลี่ยนเที่ยวบิน  หรือจัดหาสายการบินอื่นให้เดินทางแทน

 


อย่างไรก็ตามส่วนปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินกะทันหันของบมจ.นกแอร์เมื่อวันที่  14 ก.พ.   ทางด้านสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้วตั้งแต่วันที่  20  ก.พ. ที่ผ่านมา  ใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ 


 1. ชั่วโมงการบินของนักบิน   เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า การดำเนินการของสายการบินนกแอร์เป็นไปตามประกาศของกรมการบินพลเรือน เรื่อง การกำหนดข้อจำกัดเวลาทำการบินและเวลาปฏิบัติหน้าที่ (Flight Time and Flight Duty Period Limitation)


2.การชดเชยผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน ว่าเป็นไปโดย ครบถ้วนตามระเบียบหรือไม่    


        

ซึ่งรายละเอียดการตรวจสอบทั้งหมดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะสามารถสรุปผลได้ภายในสัปดาห์นี้

 


และกับกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับสายการบินนแอร์  วันนี้ทางด้านคุณสุกันยา บุญซ้วน  ได้ลงพื้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง  เพื่อพูดคุยกับผู้โดยสารที่ใช้บริการของนกแอร์    รายละเอียดเป็นอย่างไรไปตามติดตามรายงานพิเศษชิ้นนี้

 


อย่างไรก็ตามในแง่มุมของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับบมจ.นกแอร์ ถ้ามองในมิติของผลกระทบที่เกิดขึ้น  อาจจะถือเป็นแง่ดีเหมือนกันที่ประเทศไทยจะได้หันมาดูแลแก้ไขปัญหาการให้บริการโลว์คอสต์แอร์ไลน์กันอย่างจริงจัง   หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ธุรกิจโลว์คอสต์แอร์ไลน์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

 


เช่นกรณีของจำนวนนักบินที่ไม่เพียงพอต่อเที่ยวบินของแต่ละสายการบิน  ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ปริมาณเที่ยวบินในจำนวนสูงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ  แทนค่าบริการที่อยู่ในอัตราต่ำ     และเป็นทางด้าน  นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม  ที่ยอมรับว่าประเทศไทยมีจำนวนนักบิน ไม่สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจการบิน  โดยตัวเลขของนักบินในไทย มีประมาณ  6,072 คน  และเป็นนักบินผู้ช่วยมากที่สุด  ส่วนระดับกัปตันมีเพียง   2,376 คน   ขณะที่จำนวนเครื่องบินจดทะเบียนมีจำนวน 625  ลำ

 


และจากการที่ปริมาณนักบินในระดับผู้ควบคุมการบินมีไม่เพียงพอ  ก็ส่งผลทำให้เกิดกรณีการแย่งซื้อตัว และย้ายสายการบินของนักบินอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งนายอาคม ระบุว่า    สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเห็นชัดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา  ภายหลังธุรกิจการบินเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลจากการขยายเส้นทางการบินของสายการบินต้นทุนต่ำ  ทั้งการเช่าเครื่องบินและจัดซื้อเครื่องบินใหม่เข้าประจำการ   ตามข้อบ่งชี้ที่สอดคล้องกับข้อมูลผู้โดยสารจาก  6 สนามบินหลักของประเทศ   ที่พบว่ามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น  106  ล้านคนในปี 2558   และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก  20 % ในปี  2559  ทำให้แต่ละสายการบินมีความจำเป็นต้องการสัดส่วนนักบินเพิ่มเติมอีกประมาณ  30-100 อัตรา  ในขณะที่กรมการบินพลเรือน  สามารถผลิตนักบินได้เพียงปีละ 4 รุ่น   รุ่นละ  20 คน  หรือคิดเป็นปีละ  80 อัตราเท่านั้นที่กรมการบินพลเรือนสามารถผลิตนักบินได้   ไม่นับรวมระยะเวลาอีกกว่า  1 ปีกว่าที่ศิษย์โรงเรียนการบินจะสามารถควบคุมเครื่องบินได้  จึงทำให้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวอย่างของบมจ.นกแอร์  

 


สอดคล้องกับความเห็นของ  นายปิยะ ยอดมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ ซึ่งยอมรับว่า ปัญหาขาดแคลนนักบินนั้น   เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายปีแล้ว  เนื่องจากนักบินของนกแอร์ถูกสายการบินอื่นซื้อตัว ทำให้นกแอร์ต้องเปิดรับนักบินเพิ่มเติม  ซึ่งตามแผนในปีนี้นกแอร์ต้องการรับนักบินเพิ่มเติมอีกถึง 116 คน เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนฝูงบิน   และเพื่อสำรองหากเกิดเหตุฉุกเฉินนักบินไม่สามารถทำการบินได้   โดยปัจจุบันนกแอร์มีนักบิน  83 คน และผู้ช่วยนักบิน 113 คน 

 


และนอกเหนือจากปัญหาตัวนักบินที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการบินแล้ว  กับภาวะเศรษฐกิจและความไม่พร้อมขององค์กรธุรกิจการบินที่เกิดขึ้นตามทิศทางการท่องเที่ยว    ก็คือเป็นอีกหนึ่งปัญหาซึ่งสะท้อนให้เห็นสภาวการณ์ความจำเป็นที่จะนำไปสู่การแก้ไขธุรกิจการบินของไทยในระยะยาว

 


โดยเฉพาะกรณีจาการให้ข้อมูลของ  นายจุฬา สุขมานพ  อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)  ว่า    ลงนามสั่งให้สายการบินซิตี้ แอร์เวย์   หยุดทำการบินเป็นการชั่วคราวแล้ว เนื่องจากหลังตรวจสอบสถานะทางเศรษฐกิจ  มีความเสี่ยงความเสี่ยงมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหายกเลิกเที่ยวบินจนทำให้ผู้โดยสารตกค้างที่สนามบินเหมือนที่ผ่านมา    ขณะที่สายการบินเอเชียนแอร์  ซึ่งถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์  และศาลมีคำสั่งให้หยุดทำการบินไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา   ถือเป็น  2 บริษัทการบินที่ต้องหยุดทำการบินไปในขณะนี้   อย่างไรก็ตามยังมีอีก 2 สายการบินคือ สายการบินกานต์แอร์  และ  เจ็ทเอเซีย แอร์เวย์   ที่กพท.ต้องติดตามฐานะทางการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าจะยังคงอนุญาตให้บริการการบินแบบเช่าเหมาลำต่อไปหรือไม่