- 23 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งขยักการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบมจ.นกแอร์ สำหรับผลกระทบจากการจำนวนนักบินไม่เพียงพอกับเที่ยวบินในปัจจุบัน จนวันนี้ผู้บริหารนกแอร์ต้องประกาศยกเลิกการบินถึง 20 เที่ยวบินทั่วประเทศ
ขณะที่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับบมจ.นกแอร์ ในการพิจารณายกเลิกเที่ยวบินในช่วงวันหยุด เพื่อสามารถให้บริการผู้โดยสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางด้าน นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ให้ความเห็นว่า การแจ้งยกเลิกเที่ยวบินของนกแอร์โดยแจ้งให้ผู้โดยสารทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 3 วัน ยังถือเป็นหลักปฏิบัติภายใต้ขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งผู้โดยสารสามารถเลือกใช้สิทธิตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การคุ้มครองผู้โดยสารในการคืนตั๋ว เปลี่ยนเที่ยวบิน หรือจัดหาสายการบินอื่นให้เดินทางแทน
อย่างไรก็ตามส่วนปัญหาการยกเลิกเที่ยวบินกะทันหันของบมจ.นกแอร์เมื่อวันที่ 14 ก.พ. ทางด้านสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบแล้วตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา ใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ
1. ชั่วโมงการบินของนักบิน เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า การดำเนินการของสายการบินนกแอร์เป็นไปตามประกาศของกรมการบินพลเรือน เรื่อง การกำหนดข้อจำกัดเวลาทำการบินและเวลาปฏิบัติหน้าที่ (Flight Time and Flight Duty Period Limitation)
2.การชดเชยผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกเที่ยวบิน ว่าเป็นไปโดย ครบถ้วนตามระเบียบหรือไม่
ซึ่งรายละเอียดการตรวจสอบทั้งหมดของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยจะสามารถสรุปผลได้ภายในสัปดาห์นี้
และกับกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับสายการบินนแอร์ วันนี้ทางด้านคุณสุกันยา บุญซ้วน ได้ลงพื้นที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อพูดคุยกับผู้โดยสารที่ใช้บริการของนกแอร์ รายละเอียดเป็นอย่างไรไปตามติดตามรายงานพิเศษชิ้นนี้
อย่างไรก็ตามในแง่มุมของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับบมจ.นกแอร์ ถ้ามองในมิติของผลกระทบที่เกิดขึ้น อาจจะถือเป็นแง่ดีเหมือนกันที่ประเทศไทยจะได้หันมาดูแลแก้ไขปัญหาการให้บริการโลว์คอสต์แอร์ไลน์กันอย่างจริงจัง หลังจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า ธุรกิจโลว์คอสต์แอร์ไลน์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
เช่นกรณีของจำนวนนักบินที่ไม่เพียงพอต่อเที่ยวบินของแต่ละสายการบิน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ปริมาณเที่ยวบินในจำนวนสูงเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ แทนค่าบริการที่อยู่ในอัตราต่ำ และเป็นทางด้าน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ยอมรับว่าประเทศไทยมีจำนวนนักบิน ไม่สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจการบิน โดยตัวเลขของนักบินในไทย มีประมาณ 6,072 คน และเป็นนักบินผู้ช่วยมากที่สุด ส่วนระดับกัปตันมีเพียง 2,376 คน ขณะที่จำนวนเครื่องบินจดทะเบียนมีจำนวน 625 ลำ
และจากการที่ปริมาณนักบินในระดับผู้ควบคุมการบินมีไม่เพียงพอ ก็ส่งผลทำให้เกิดกรณีการแย่งซื้อตัว และย้ายสายการบินของนักบินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายอาคม ระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มเห็นชัดขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ภายหลังธุรกิจการบินเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลจากการขยายเส้นทางการบินของสายการบินต้นทุนต่ำ ทั้งการเช่าเครื่องบินและจัดซื้อเครื่องบินใหม่เข้าประจำการ ตามข้อบ่งชี้ที่สอดคล้องกับข้อมูลผู้โดยสารจาก 6 สนามบินหลักของประเทศ ที่พบว่ามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็น 106 ล้านคนในปี 2558 และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 20 % ในปี 2559 ทำให้แต่ละสายการบินมีความจำเป็นต้องการสัดส่วนนักบินเพิ่มเติมอีกประมาณ 30-100 อัตรา ในขณะที่กรมการบินพลเรือน สามารถผลิตนักบินได้เพียงปีละ 4 รุ่น รุ่นละ 20 คน หรือคิดเป็นปีละ 80 อัตราเท่านั้นที่กรมการบินพลเรือนสามารถผลิตนักบินได้ ไม่นับรวมระยะเวลาอีกกว่า 1 ปีกว่าที่ศิษย์โรงเรียนการบินจะสามารถควบคุมเครื่องบินได้ จึงทำให้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวอย่างของบมจ.นกแอร์
สอดคล้องกับความเห็นของ นายปิยะ ยอดมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ ซึ่งยอมรับว่า ปัญหาขาดแคลนนักบินนั้น เกิดขึ้นติดต่อกันมาหลายปีแล้ว เนื่องจากนักบินของนกแอร์ถูกสายการบินอื่นซื้อตัว ทำให้นกแอร์ต้องเปิดรับนักบินเพิ่มเติม ซึ่งตามแผนในปีนี้นกแอร์ต้องการรับนักบินเพิ่มเติมอีกถึง 116 คน เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนฝูงบิน และเพื่อสำรองหากเกิดเหตุฉุกเฉินนักบินไม่สามารถทำการบินได้ โดยปัจจุบันนกแอร์มีนักบิน 83 คน และผู้ช่วยนักบิน 113 คน
และนอกเหนือจากปัญหาตัวนักบินที่ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจการบินแล้ว กับภาวะเศรษฐกิจและความไม่พร้อมขององค์กรธุรกิจการบินที่เกิดขึ้นตามทิศทางการท่องเที่ยว ก็คือเป็นอีกหนึ่งปัญหาซึ่งสะท้อนให้เห็นสภาวการณ์ความจำเป็นที่จะนำไปสู่การแก้ไขธุรกิจการบินของไทยในระยะยาว
โดยเฉพาะกรณีจาการให้ข้อมูลของ นายจุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ว่า ลงนามสั่งให้สายการบินซิตี้ แอร์เวย์ หยุดทำการบินเป็นการชั่วคราวแล้ว เนื่องจากหลังตรวจสอบสถานะทางเศรษฐกิจ มีความเสี่ยงความเสี่ยงมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหายกเลิกเที่ยวบินจนทำให้ผู้โดยสารตกค้างที่สนามบินเหมือนที่ผ่านมา ขณะที่สายการบินเอเชียนแอร์ ซึ่งถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ และศาลมีคำสั่งให้หยุดทำการบินไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา ถือเป็น 2 บริษัทการบินที่ต้องหยุดทำการบินไปในขณะนี้ อย่างไรก็ตามยังมีอีก 2 สายการบินคือ สายการบินกานต์แอร์ และ เจ็ทเอเซีย แอร์เวย์ ที่กพท.ต้องติดตามฐานะทางการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าจะยังคงอนุญาตให้บริการการบินแบบเช่าเหมาลำต่อไปหรือไม่
