"พานทองแท้" ดิ้นพล่าน!! ร้อนตัวโวย 2 มาตรฐานคดีฟอกเงินธ.กรุงไทย ?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

เป็นอีกคดีร้อนทางการเมือง สำหรับคดีฟอกเงิน จากคดีหลักก็คือธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้ให้กับบริษัทในเครือกฤดามหานครที่ศาลได้มีคำพิพากษาจำคุกและปรับเงินจากผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้ว

 

 

 


แต่เนื่องมาจากการตรวจสอบที่พบว่ามีเงินจำนวนมากที่ตกไปอยู่ในมือของบุคคลที่3 จึงนำมาสู่การดำเนินคดีฐานฟอกเงิน และ ณ ขณะนี้ดีเอสไอได้ทยอยเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

 


โดยในวันนี้(25)ถึงคิวนางเกศินี จิปิภพ มารดานางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร พร้อมด้วยนายวันชัย หงส์เหิน สามีนางกาญจนาเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำคดีฟอกเงินที่สืบเนื่องจากคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยให้กลุ่มกฤษดามหานคร กรณีมีแคชเชียร์เช็คมูลค่า 26 ล้านบาท สั่งจ่ายเข้าบัญชีของนางเกศินี เพื่อซื้อหุ้นผู้มีอุปการะคุณบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. โดยหุ้นดังกล่าวมีการกระจายให้กับพนักงานบริษัท ฮาวคัม จำกัด และบริษัท มาสเตอร์โฟน จำกัด ซึ่งมีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร เป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น โดยใช้เวลาให้ปากคำนานกว่า 1 ชั่วโมง

 


พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวภายหลังการเข้าให้ปากคำว่าบุคคลทั้ง 2เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนในฐานะพยานเพื่อชี้แจงกรณีที่พบว่ามีเงินจากนายวิชัย กฤษดาธานนท์อดีตผู้บริหารกฤษดามหานครโอนเข้าบัญชีของนางเกศินีซึ่งนางเกศินีให้การยอมรับว่าเป็นความจริงและได้นำหลักฐานเอกสารการซื้อขายหุ้นบางส่วนมาประกอบการชี้แจงแต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดได้เพราะจะกระทบกับรูปคดีหลังจากให้การแล้วหากยังมีประเด็นใดที่มีข้อสงสัยก็จะเรียกสอบเพิ่มเติมโดยในวันที่ 4 มี.ค.นี้ ดีเอสไอนัดสอบปากคำพยานอีก 2 ปากคือนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางกาญจนาภา หงส์เหินซึ่งในส่วนของนายพานทองแท้มีหลักฐานชัดเจนว่าได้รับเช็คเป็นเงิน 10 ล้านบาทโอนเข้าบัญชี

 


พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่าคดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนสอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 200 ปาก หรือคิดเป็น 70%ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทซึ่งมีชื่อรับเช็คจากนายวิชัย และนายรัชฎา กฤาดาธานนท์ บุตรชายนายวิชัย

 


อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ยังเหลือสอบปากคำพยานอีกประมาณ 30 % รวมทั้งเข้าไปสอบปากคำจำเลยคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำขณะนี้ด้วย และคาดว่าจะสามารถสรุปสำนวนคดีได้แล้วเสร็จในเดือนเม.ย.

 


ด้านนายวัชรินทร์ ภานุรัตน์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะอัยการหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวน กล่าวว่า ขณะนี้บุคคลทั้งสองยังไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา และยังไม่ใช่ผู้ต้องหาในคดีเป็นเพียงพยานเท่านั้น ซึ่งการเรียกสอบปากคำก็เป็นไปในฐานะพยานแต่หากผลสอบภายหลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีก็ต้องมีการแจ้งข้อหาตามขั้นตอนต่อไป แนวทางการสอบสวนคดีดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) 2552ที่ให้ดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทยและผู้บริหารเครือกฤษดามหานครในข้อหาฟอกเงิน ดังนั้น แนวทางสอบสวนก็ต้องเป็นไปตามที่วางไว้ ซึ่งคดีดังกล่าวมีผู้ต้องหาในคดีเดิมอยู่แล้ว      

 


"ส่วนตัวไม่มีอะไรกดดัน และไม่รู้สึกหนักใจแต่หนักใจกับสื่อมวลชนที่มีการนำเสนอคลาดเคลื่อนว่าคดีดังกล่าวมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้วเพราะคดีดังกล่าวหากมีพยานหลักฐานเพียงพอก็เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่ขณะนี้ย้ำว่าเป็นการเรียกสอบในฐานะพยานเท่านั้น"

 


ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่คดีนี้มีมารดา และสามีของนางกาญจนาภาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะชื่อของนางกาญจนาภากับตระกูลดามาพงศ์ และชินวัตร ถือว่าเป็นไม่เป็นมือในการทำมาหากินมาโดยตอด

 


นางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ที่ได้รับความไว้วางใจมาเป็นเวลาหลายปี นางกาญจนาเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารกฎหมายต่างๆ รวมทั้งเกี่ยวกับการโอน และซื้อขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด สนามกอล์ฟอัลไพน์ ในส่วนของคุณหญิงพจมาน นายทักษิณ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายพานทองแท้ ชินวัตร นางสาวพิณทองทา ชินวัตร เป็นต้น

 


นางกาญจนาภา เป็นกรรมการบริหาร ของหลายบริษัท ในเครือชินคอร์ป เช่น เอสซี ออฟฟิซ พาร์ค ซึ่งดูแลบริหาร อาคารชินวัตรทาวเวอร์ นางกาญจนาภา สมรสกับ นายวันชัย หงษ์เหิน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ห้องค้าหลักทรัพย์ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ ซึ่งเป็นตัวแทนดำเนินการซื้อขายหุ้น ของตระกูลชินวัตร

 


นางกาญจนาภา เคยถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ เรียกเข้าให้การ ในกรณีการหลีกเลี่ยงภาษี ในกรณีตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นกลุ่มบริษัทชินคอร์ป พร้อมกับนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา

 


เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำอ.1149/2550 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อายุ 64 ปี อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป พี่บุญธรรมคุณหญิงพจมาน

 

 

คุณหญิงพจมาน และนางกาญจนาภาหงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันจงใจหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้น บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัดจำนวน 546 ล้านบาท จากหุ้น 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งมีหุ้นมูลค่า 738 ล้านบาท ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกจำเลยทั้งสามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91 โดยจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 3 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 จำนวน 2 ปีจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ขอให้ศาลยกฟ้องและลงโทษในสถานเบา

 


ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ระบุ นายบรรณพจน์ จำเลยที่ 1 เป็นการกระทำด้วยวิธีอื่นใดที่มีเจตนาเลี่ยงภาษีตามประมวลกฎหมายรัษฎากรมาตรา 37 (2) ส่วนประเด็นคุณหญิงพจมานจำเลยที่ 2 และนางกาญจนาภา จำเลยที่ 3 มีเจตนาร่วมกับจำเลยที่ 1 ช่วยเหลือปกปิดหรือไม่นั้น เห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และยังเป็นที่สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2-3 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับจำเลยที่ 2-3 ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) ให้ จำคุก 2 ปี แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี  ปรับเป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-3 พิพากษายกฟ้อง

 


ขณะที่ล่าสุดนายพานทองแท้ก็ออกมาตีโพยตีพายเรื่องสองมาตรฐานผ่านทางเฟซบุ๊คดังนี้

 


นายพานทองแท้ โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า ข้อเท็จจริงที่ผมได้พบ จากการที่ถูก DSI เรียกสอบ กรณีเงินกู้แบงค์กรุงไทย คือระบบสองมาตรฐานยังคงมีอยู่ ในกระบวนการยุติธรรมไทย โดยไม่เปลี่ยนแปลงครับ
         

 

ผมและน้องสาว เคยมีประสบการณ์แย่ๆมาแล้ว ในสมัย คตส.ครับ เรียกไปสอบเป็นพยาน แต่กลับนัดสื่อมารอทำข่าวเพียบ ลงมารับถึงตีนบันได ต่อหน้าสื่อโอ้หลานป้าอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอลับสายตาเข้าห้อง กลับแปลงร่างเป็นแม่มดทันที เคยเจอแบบนี้มาแล้ว จึงรู้ไส้รู้พุงกันดี

 

        
 ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ DSI ที่ดีๆนั้น ยังมีอยู่มาก ซึ่งต้องขอให้กำลังใจครับ DSI คือหน่วยงานต้นน้ำ ของกระบวนการยุติธรรม ถ้าเริ่มต้นกระบวนการให้ดี ทำงานแบบมืออาชีพไม่มีอคติ หรือเพียงแต่จะคิดเอาใจนาย ใครผิดใครถูกว่ากันไปตามกฎหมาย 2 มาตรฐานก็จะเกิดขึ้นได้ยาก บ้านเมืองก็จะกลับสู่ความสงบได้เร็ว
        

 

 ผมจะรอดูครับ พยานที่ชื่อพานทองแท้ กับพยานคนอื่นๆอีก 2-300 ปาก ที่เรียกสอบไปแล้ว DSI ในฐานะหน่วยงานของรัฐ จะให้ความเป็นธรรมเสมอภาค และกระทำในมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ เดี๋ยวคงได้รู้กันครับ
         

 

ข้อเท็จจริงที่ผมได้พบ จากการที่ถูก DSI เรียกสอบ กรณีเงินกู้แบงค์กรุงไทย คือระบบสองมาตรฐานยังคงมีอยู่ ในกระบวนการยุติธรรม...

 


และเพื่อให้เกิดความชัดเจนถึงที่มาที่ไปของคดีดังกล่าวก็สามารถลำดับเรื่องราวได้ดังต่อไปนี้