- 25 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เจาะข่าวร้อนฯช่วงนี้มาตามกันต่อในประเด็นซึ่งน่าจะถือเป็นอีกหนึ่งภาระสำคัญของรัฐบาลพล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการตั้งต้นแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าก่อนส่งผ่านให้รัฐบาลชุดใหม่ดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้กรอบเบื้องต้นหรือแผนนำร่องของกระทรวงพาณิชย์ ที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ข้าว 20 ปี ก็คือ แนวทางการวางแผนการผลิตข้าวครบวงจร 15 ด้านของกระทรวงพาณิชย์ที่จะเริ่มนำร่องใช้ในฤดูกาลผลิตข้าวปี 2559
โดยจุดสำคัญของแผนการผลิตข้าวครบวงจรนี้โดยหลักการคือการกำหนดปริมาณการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ในประเทศมากขึ้นกว่าในอดีตที่ไม่มีกรอบปฏิบัติชัดเจโดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ทำให้ปริมาณข้าวเปลือกและข้าวสารมีล้นเกินความจำเป็นในแง่ของการบริโภคและการขายส่งออกจนกลายเป็นภาระของประเทศในการแบกรับสต็อกกว่า 18 ล้านตัน
ขณะที่ความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการผลิตข้าวในช่วง 1 ปีต่อจากนี้ จะลงลึกไปถึงในปัญหา 6 ด้าน คือ
1.การเปลี่ยนแปลงตัวเลขอุปสงค์-อุปทานให้ความสมดุล
2.ความเป็นธรรมด้านราคา
3.การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างเท่าเทียม
4.การสร้างมาตรฐานการผลิตข้าว
5.การปรับปรุงแผนบริหารจัดการข้าวเพื่อการผลิตและการค้า
6.การสนับสนุนนวัตกรรมข้าวเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตให้เหมาะสม
แปลความจากกรอบการปฏิบัติตามแผนผลิตข้าวครบวงจร ในวงเงินงบประมาณรวม 3,315 ล้านบาทก็คือการควบคุมปริมาณการผลิตข้าวให้อยู่ในระดับ 25 ล้านตันข้าวเปลือกลดลงจากปีที่ผ่านมาซึ่งมีปริมาณ 31.2 ล้านตัน โดยทางกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหน่วยงานรับดำเนินการให้แนวทางปฏิบัติเป็นไปตามเป้าหมาย ด้วยมาตรการจูงใจให้เกษตรกรเข้าร่วมตามแนวทางประชารัฐภายใต้ 4 โครงการรองรับ คือ
1.มาตรการพักที่ดินใน 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่เป้าหมายจำนวน 500,000 ไร่ กับเป้าหมายเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการ 25,000 ครัวเรือน วงเงินงบประมาณ 2,382 ล้านบาท
2.มาตรการปลูกพืชที่หลากหลายใน 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยาในพื้นที่เป้าหมาย 300,000 ไร่ วงเงินงบประมาณ 648 ล้านบาท
3.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อให้กับนาแปลงใหญ่ ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวนาในท้องถิ่น โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ ในการปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0.1% เวลาชำระคืน 1 ปี โดยรัฐบาลจะเป็นฝ่ายชดเชยดอกเบี้ยในอัตรา 3.9% แทนในวงเงินงบประมาณ 83 ล้านบาท
4.มาตรการสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดีในพื้นที่เป้าหมายการปลูก ด้วยวงเงินงบประมาณ 206 ล้านบาท
โดยหลักการแล้วถ้าภาครัฐสามารถสร้างความสมดุลระหว่างตัวเลขการผลิตข้าวกับการบริโภคได้อย่างเหมาะสมก็สามารถจะทำให้การกำหนดแผนการค้าข้าวเป็นของไทยไปอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ขณะเดียวกันการจะทำให้แผนงานประสบความสำเร็จก็ต้องกับกลไกที่เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลได้เคยประกาศนโยบายพัฒนาข้าวไทยมาก่อนหน้านี้ แต่หลายคนชี้ว่ายังไม่ชัดเจนว่ามีผลเป็นรูปธรรม
อาทิเช่น “ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการข้าวของไทย” ที่พล.อ.ประยุทธ์เคยปรารภเป็นแนวทางปฏิบัติไว้ตั้งแต่เดือน พ.ค.2558 ว่าสภาพตลาดค้าข้าวที่เปลี่ยนแปลงไป มีความจำเป็นที่ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ผลิตข้าวรายต้นของโลก ต้องเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต กระบวนการบริหารจัดการข้าว และสินค้าเกษตรสำคัญทุกชนิด ให้สอดรับกับสภาพตลาดและแนวโน้มในอนาคต
1) แผนพัฒนาข้าวที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ
2) สร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว
3) ส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการผลิตและการค้าให้ได้มาตรฐานสากล
4) พัฒนาศักยภาพระบบการค้าข้าว
5) สร้างค่านิยมการบริโภคข้าว
6) สร้างนวัตกรรม
7) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการด้านโลจิสติกส์
โดยในส่วนของการพัฒนาข้าวให้เกิดความยั่งยืนและมีเสถียรภาพ ก็คือ การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการสินค้าข้าว รวมทั้งพืชเกษตรอื่นๆ ทั้งด้านการผลิตและการค้า ให้มีความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ สอดคล้องกับสถานการณ์และภาวการณ์แข่งขัน ทั้งระยะสั้นและระยะยาว
เช่นในระยะสั้น รัฐบาลจะเร่งรัดปรับโครงสร้างการบริหารจัดการผลผลิตข้าวให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ข้าวแต่ละชนิด , ลดพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังเพื่อควบคุมปริมาณข้าวให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือด้านการวางแผนการผลิตและการวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิตและคุณภาพข้าว
ส่วนระยะยาว รัฐบาลจะให้การสนับสนุนภาคการผลิตในรูปแบบที่ไม่ทำลายกลไกตลาด โดยเน้นการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ดี มีคุณภาพ ต้นทุนต่ำ และให้ผลผลิตต่อไร่สูง สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานด้านสุขอนามัย โดยมีเป้าหมายให้ผลผลิตข้าวต่อไร่ของไทย ในปี 2564 เพิ่มขึ้นจากเดิมอย่างน้อย 25 % แต่ด้วยต้นทุนการผลิตข้าวต่อตันที่ลดลงอย่างน้อย 20 %
และสำหรับกระบวนการสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว รัฐบาลยืนยันจะร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรภาคเอกชน เกษตรกร และภาคประชาชน ในการกำกับดูแลแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานการค้าข้าว ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสมากที่สุดตั้งแต่กระบวนการเก็บรักษา การบริหารจัดการสต็อกข้าว การจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และการจัดระบบโรงสีและตลาดกลางให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวที่สำคัญ รวมทั้งพัฒนาให้เกษตรกรชาวนามีความรู้เรื่องมาตรฐานการชั่ง การวัดความชื้นและสิ่งเจือปน โดยปราศจากการทุจริตจากภาคส่วนต่างๆ
นอกเหนือจากความโปร่งใสในธุรกิจค้าข้าวเพื่อลด ละ ปัญหาเดิม ๆ ที่เคยเกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายข้าวของรัฐบาลในอดีตความตั้งใจของพล.อ.ประยุทธ์ต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ข้าวไทย ยังมองไปถึงการสร้างมาตรการค้าข้าวให้มีมาตรฐานและศักยภาพมากขึ้น
โดยตามยุทธศาสตร์ส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการผลิตและการค้าให้ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลคาดหมายว่าจะจัดให้มีระบบการควบคุมตรวจสอบคุณภาพข้าวอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน ผ่านการผลักดันให้ผู้ประกอบการโรงสีปรับปรุงการสีแปรสภาพให้ได้ตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) พร้อมจัดให้มีศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบและรับรองคุณภาพมาตรฐานเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และปรับปรุงกฎกติกาการส่งออกข้าวป้องกันการปลอมปน เพื่อให้ข้าวไทยทุกเม็ดเป็นข้าวที่ได้รับการยอมรับในคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล
ขณะที่กระบวนการพัฒนาศักยภาพระบบการค้าข้าวและการตลาด ได้ตั้งเป้าหมายไปถึงขั้นทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกข้าวที่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกระดับคุณภาพและทุกระดับราคาในตลาดโลก โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก โดยมีภาครัฐทำหน้าที่อำนวยความสะดวกและกำกับดูแล เพื่อรักษาความเป็นธรรมทางการค้าและการแข่งขันอย่างเสรีตามกลไกตลาด ตลอดจนร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญในการผลักดันระบบค้าข้าวไทย พล.อ.ประยุทธ์ตั้งเป้าหมายให้ไทยและอาเซียนก้าวสู่ความเป็นผู้นำทางด้านคุณภาพและมาตรฐานข้าว รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำจากข้าวของโลก เพื่อทำให้ข้าวไทยคงความเป็นหนึ่งในเรื่องคุณภาพที่ผู้บริโภคทั่วโลกพึงพอใจ ของผลิตภัณฑ์
ซึ่งแนวทางหนึ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ การพัฒนาจัดหาตลาดสำหรับข้าวคุณภาพสูง (Premium) และข้าวชนิดพิเศษสำหรับตลาดเฉพาะ (Niche Market) อาทิ ข้าวอินทรีย์ และข้าวประจำท้องถิ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ตามภูมิศาสตร์ (Geographical Identification : GI) เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จากที่ราบสูงภาคตะวันออกเฉียงเหนือเนื่องจากปัจจุบันสังคมมีความตื่นตัวในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภคอย่างมาก และผู้บริโภคกลุ่มนี้ก็เป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง และพร้อมที่จะจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อคุณสมบัติเฉพาะ
ไม่เท่านั้นกับยุทธศาสตร์ข้าวแห่งชาติยังสอดแทรกไปถึงการสร้างวัฒนธรรมด้านการบริโภค เนื่องจากพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันคนไทยบริโภคข้าวน้อยลง จากอัตราเฉลี่ย 190 กิโลกรัมต่อคนต่อปี เหลือ 106 กิโลกรัม หรือลดลง 44% โดยจะจัดให้มีการแสดงสินค้าเกี่ยวกับข้าวในระดับนานาชาติ เพื่อนำเสนอคุณประโยชน์และความมหัศจรรย์ข้าวไทย ซึ่งผ่านขั้นตอนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมแปรรูป ให้เป็นได้ทั้งอาหารและโภชนาบำบัด ให้ทั่วโลกได้เข้าใจถึงคุณสมบัติพิเศษข้าวไทยมากยิ่งขึ้นรวมถึงยังจะส่งเสริมระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์การค้าข้าวไทย ให้มีความสะดวกและมีต้นทุนที่ต่ำลง ด้วยการร่วมกับภาคเอกชนในการจัดตั้งคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก
แน่นอนว่าโดยระบบกลไกลต่างๆว่าด้วยการพัฒนาข้าวไทยที่พล.อ.ประยุทธ์ ปรารภไว้ตั้งแต่กลางปี 2558 จนมาล่าสุดยืนยันอีกครั้งว่าจะเริ่มต้นเดินหน้ายุทธศาสตร์ข้าวในอีก 20 ปีข้างหน้าทันทีในปี 2560 คงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมแต่ในทางกลับกันต้องยอมรับว่าถ้าเริ่มต้นได้ นี่ย่อมถือเป็นความต่างในเชิงบวกที่เกิดขึ้น ถ้าเทียบกับแนวนโยบายข้าวของรัฐบาลจากการเลือกตั้งในอดีต
โดยกรณีตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงปี 2554 เป็นต้นมาก็คือความผิดเพี้ยนเรื่องตัวเลขการผลิตข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากอานิสงส์โครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดโดยเฉพาะตัวเลขเปรียบเทียบปริมาณข้าวเปลือกนาปีในช่วงฤดูกาลผลิต 2551/52 ที่ 4.86 ล้านตัน ได้ขยับเพิ่มเป็น 6.95 ล้านตันในฤดูกาลผลิตปี 2554/55 ก่อนพุ่งเป็น 14.62 ล้านตันในฤดูกาลผลิตปี 2555/56 ครั้งที่ 1 และอีก 7.87 ล้านตัน ในฤดูกาลผลิตปี 2555/56 ครั้งที่ 2 ส่วนฤดูกาลผลิตปี 2556/57 มียอดปริมาณข้าวเปลือกรวม 11.88 ล้านตัน
ขณะที่ปริมาณข้าวเปลือกนาปรังในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2552 มียอดรวม 5.311 ล้านตัน ก็เพิ่มเป็น 14.7 ล้านตัน ในฤดูกาลผลผลิตปี 2555 ภายหลังจากโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ดราคา 15,000 บาทต่อตันเกิดขึ้นและเคยมีการประมาณว่าในช่วงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้เพื่อดำเนินการนโยบายรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดไปมากกว่า 1.018 ล้านล้านบาท
ไม่เท่านั้นกระแสความนิยมของการปลูกข้าวซึ่งถูกผลักดันจากนโยบายรับจำนำข้าวยังทำให้เกิดความผิดปกติของปริมาณพื้นที่ปลูกของไทย เริ่มจากพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ในปี 2556/57 ได้เพิ่มเป็น 64.400 ล้านไร่จากพื้นที่ปลูกข้าวในปี 2550/51 ที่ 57.385 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 7.015 ล้านไร่ หรือ คิดเป็น ร้อยละ 12.22 ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปีที่เพิ่มขึ้น
ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังฤดูกาลผลิตปี 2556 ก็เพิ่มเป็น 14.757 ล้านไร่ จาก 12.801 ล้านไร่ ในฤดูกาลผลิตปี 2551 คิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 1.956 ล้านไร่ หรือ เท่ากับ ร้อยละ 15.28 ของพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ที่เพิ่มขึ้นด้วยแรงจูงใจจากโครงการรับจำนำข้าว
และถ้าพิจารณาในเชิงมูลค่าตัวเลขงบประมาณแผ่นดินที่ต้องสูญเสียไปในแต่ละยุคสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ยังพบร่องรอบความเสียหาย จากผลการปิดบัญชีโครงการรับประกันราคาและรับจำนำข้าว นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการปี 2547 จนถึง วันที่ 30 กันยายน 2557 จำนวนทั้งสิ้น 15 โครงการ เบื้องต้นพบผลขาดทุนโดยประมาณ 7 แสนล้านบาท แยกเป็น 4 โครงการที่เกิดขึ้นในยุคสมัยรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ขาดทุน 5.36 แสนล้านบาท และที่เหลือ 11 โครงการ ซึ่งเป็นการดำเนินการในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร , พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, นายสมัคร สุนทรเวช และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีผลขาดทุน 1.64 แสนล้านบาท
เห็นได้ชัดเจนถึงความต่างระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นจากแนวคิดเรื่องการพัฒนาข้าวไทย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์มุ่งที่จะทำให้ภาคเกษตรกรรมมีความแข็งแรงยั่งยืน แต่รัฐบาลในอดีตสร้างความหวือหวาด้วยนโยบายกระตุ้นรายได้เพื่อผลทางการเมือง หากสุดท้ายก็นำมาซึ่งความเสียหายมากมายต่องบประมาณประเทศ ประเด็นสำคัญก็คือพล.อ.ประยุทธ์จะผลักดันยุทธศาสตร์ข้าวให้เป็นผลหรือไม่อย่างไรเท่านั้นเอง
