- 25 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tnews.co.th/html/
สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศสตอกโฮล์ม (เอสไอพีอาร์ไอ) เผยรายงานการวิจัยว่า การขนส่งอาวุธทั่วโลกทั้งการค้าขายและบริจาค ระหว่างปี 2554-2558 เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเวลา 5 ปี ก่อนหน้านั้นสหรัฐและรัสเซียยังคงเป็นผู้ส่งออกรายสำคัญ ขณะที่ผู้นำเข้ารายสำคัญ ได้แก่ อินเดีย ซาอุดีอาระเบีย จีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยรายงานระบุว่า การเข้าไปมีบทบาทสำคัญของกองกำลังร่วมรัฐอาหรับในสงครามกลางเมืองเยเมน ทำให้มีการนำเข้าอาวุธจากสหรัฐและยุโรปมากขึ้น ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค รวมถึงปัญหาภายในของหลายประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการส่งออกอาวุธจากสหรัฐ ไปยังอย่างน้อย 96 รัฐทั่วโลกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ทั้งในด้านการค้า และการบริจาค อุตสาหกรรมอาวุธในสหรัฐยังคงมียอดสั่งซื้อต่อเนื่อง รวมถึงเครื่องบินรบ เอฟ-35 กว่า 600 ลำ โดยร้อยละ 41 ของอาวุธที่ส่งออกจากสหรัฐ มีปลายทางอยู่ที่ซาอุดีอาระเบียและประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง ด้านรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 เป็นร้อยละ 25 แม้ว่าจะลดลงบ้างในช่วงระหว่างปี 2557-2558 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชาติตะวันตกประกาศคว่ำบาตรรัสเซียเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครน โดยลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซียคืออินเดีย ขณะที่จีนแซงหน้าฝรั่งเศสและเยอรมนี ขึ้นมาเป็นผู้ส่งออกใหญ่สุดอันดับ 3 ของโลก ซึ่งมีตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 88 โดยปลายทางของอาวุธจากจีนส่วนใหญ่คือประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะในปากีสถาน
ส่วนอินเดียรั้งตำแหน่งประเทศผู้นำเข้าอาวุธรายใหญ่ที่สุดในโลก มีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 14 ของทั่วโลก เห็นได้ชัดเจนว่าทำไมบรรดามหาอำนาจต่างก่อหวอดสงคราม ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ บ่อยครั้ง เพราะสงครามจะแฝงไปด้วยผลประโยชน์อย่างมหาศาล ตัวเลขที่เห็นนั้นเป็นเพียงตัวเลขที่เปิดเผยได้ แต่อย่าลืมว่ายังมีตัวเลขของการลักลอบซื้อขายอีกมากมายมหาศาล ที่เราไม่มีโอกาสรับรู้ได้เลย ดังนั้นเราที่หวังจะเห็นสงครามยุติลงในโลกใบนี้คงจะลำบาก หากมหาอำนาจยังค้าความตายเพื่อประโยชน์ตนแบบนี้
