สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เชือด! "ยิ่งลักษณ์" ส่งออกปลอม-ปล่อยปละละเลย

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


ในการต่อสู้คดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หนึ่งในพยานปากสำคัญอย่างนายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญมากๆ เกี่ยวกับการทุจริต และการปล่อยปะละเลยของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งพบว่าโยงใยไปถึงโครงการจีทูจีอีกด้วย 

 

 

 


นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่าโครงการระบายข้าวแบบสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์กับรัฐบาลจีนว่าเป็น จีทูจีปลอม เนื่องจากมีบุคคลที่แอบอ้างว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลจีนที่เป็นคนไทย และมีการนำข้าวที่รับซื้อจากรัฐบาลมาหมุนเวียนภายในประเทศ เพราะบริษัท ไรซ์แลนด์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ของตัวเองก็เคยได้รับข้าวดังกล่าว และพิจารณาจากอัตราการส่งออกข้าวปกติที่เฉลี่ยปีละประมาณ 10-11 ล้านตันต่อปี ขณะที่รัฐบาลรับซื้อข้าวเปลือกไปแล้วกว่า 13 ล้านตัน ทำให้ไม่เพียงพอต่อการส่งออก แต่กลับมีข้าวที่ยังหมุนเวียนอยู่ในประเทศ จนทำให้มีผู้ส่งออกบางรายยังคงสามารถส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศได้

 


คำอธิบายในส่วนนี้ของนายวิชัยก็คือ หากรัฐบาลไทยมีการขายข้าวให้จีนเป็นจำนวนมากจริง แล้วเหตุใดในประเทศถึงยังมีความเหลือให้ผู้ส่งออกรายอื่นๆได้ทำมาหากิน แสดงว่านอกจากจะเป็นจีทูจีปลอมแล้ว ยังอาจมีการเวียนเทียนข้าวมาขายในประเทศ

 


ซึ่งเรื่องนี้มีการอธิบายผ่านการตูนแอนิเมชั่นมาโดยตลอดดังนี้

 


นายวิชัยย้ำต่อหน้าศาลอีกว่า จากประสบการณ์เกือบ 40 ปี ในการส่งออกข้าว ข้อบ่งชี้ที่บอกว่าเป็น จีทูจีปลอมคือสัญญานี้อ้างว่าจีนรับซื้อข้าวเก่าจากไทยจำนวน 2 ล้านตัน ทั้งที่ประเทศจีนไม่เคยรับซื้อข้าวเก่า เพราะเป็นธรรมเนียมของชาวจีนที่จะบริโภคเฉพาะข้าวใหม่เท่านั้น        

 


อย่างไรก็ตามการเซ็นสัญญาจีทูจีปลอมเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศได้เซ็นสัญญากับตัวแทนรัฐบาลจีน โดยขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งทำตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีโดยตรง

 


นอกจากนี้ นายวิชัย ยอมรับว่า ไม่ว่าราคาข้าวตามกลไกตลาดจะสูงหรือต่ำชาวนารายย่อยจะไม่ได้ประโยชน์จากราคา แต่ทุกรัฐบาลที่พยายามแทรกแซงกลไกราคาตลาดก็ไม่ได้ทำให้ชาวนาที่ยากจนร่ำรวยขึ้นได้

 


การให้ข้อมูลของสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (Thai Rice Exporters Association) ถือว่าเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเนื่องจากสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ถือว่าเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องข้าวเป็นอย่างมาก  และสามารถสะท้อนข้อมูลที่แท้จริงได้อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีส่วนได้เสียทางการเมือง

 


สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (Thai Rice Exporters Association) เมื่อเริ่มต้นมีชื่อว่า “สมาคมค้าข้าวสยาม” (Siam Rice Association) ก่อตั้งขึ้นในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2461 โดยมีนายโง้วเพ็กง้ำ เจ้าของกิจการร้านค้าข้าวสาร “ง้วนเซ้ง” เป็นผู้รวบรวมกลุ่มพ่อค้าข้าวสารขายส่งในตลาดกรุงเทพสมัยนั้น ริเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมขึ้นเป็นครั้งแรกต่อกรมตำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางของบรรดาสมาชิกผู้ประกอบการค้าข้าว โดยนายโง้วเพ็กค้ำ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมคนแรก ต่อมาสมาชิกภาพของสมาคมยังได้ขยายรวมไปถึงผู้ประกอบการโรงสีข้าวบนสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และพ่อค้าข้าวอื่นๆซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งที่ส่งออกข้าวไปจำหน่ายต่างประเทศ และค้าภายในประเทศด้วย

 


ปี พ.ศ. 2470 สมาคมค้าข้าวสยาม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมาคมค้าข้าว และได้ดำรงอยู่มาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อสมาคมแล้ว ในส่วนของนายกสมาคม กิจการของสมาชิก และสถานที่ทำการ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอีกมากมายหลายครั้ง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2505 สมาคมค้าข้าว ก็ได้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น “สมาคมพ่อค้าข้าวแห่งประเทศไทย (Rice Traders Association)” เพราะสถานภาพของบรรดาสมาชิกส่วนใหญ่ เริ่มก้าวหน้าไปเป็นลักษณะของผู้ส่งออกข้าว มากกว่า โรงสีและผู้ค้าข้าวในประเทศ และเมื่อรัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติสมาคมการค้าและหอการค้า พ.ศ. 2509 สมาคมพ่อค้าข้าวแห่งประเทศไทยก็ได้จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. สมาคมการค้าฯ ดังกล่าว ที่สำนักงานทะเบียนการค้า กรมทะเบียนการค้า เป็นที่เรียบร้อยในปีถัดมา

 


ต่อมาในปี พ.ศ. 2523 สมาคมก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้งเป็น “สมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ (Rice Exporters Association)” มีสมาชิกเพิ่มขึ้นจำนวนมาก และมีรายได้สามารถมีอาคารที่ทำการเป็นของสมาคมเองได้ ซึ่งยังใช้ดำเนินการอยู่จนถึงปัจจุบัน ณ.อาคารเลขที่ 37 ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร

 


เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551 สมาคมได้เปลี่ยนชื่อไปอีกครั้งหนึ่งให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เป็น “สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย (Thai Rice Exporters Association)” เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นการค้าส่งออกข้าวจากประเทศไทย

 


นับตั้งแต่สมาคมเริ่มก่อตั้งมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2553) เป็นเวลา 92 ปี สมาคมมีนายกสมาคมและกรรมการสมาคมมาแล้วทั้งสิ้น 23 ชุด นับเป็นสมาคมการค้าที่เก่าแก่และมีชื่อเสียง มีบทบาทที่สำคัญอย่างต่อเนื่องมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยสมาคมเป็นตัวจักรสำคัญ ในการพัฒนาอุตสาหกรรมการค้าข้าว ทั้งในและนอกประเทศ อีกทั้งเป็นผู้ผลักดัน ร่วมกับภาครัฐ ในการสร้างให้ข้าวไทยมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกข้าวเลี้ยงประชากรโลก ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ครองสถิติการส่งออกข้าวที่มากที่สุดในโลก ติดต่อกันเป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา) กลุ่มผู้ส่งออกข้าวไทย เป็นผู้ค้าที่นำเงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาลเข้าสู่ประเทศไทยต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน เป็นคุณูปการกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด

 


นอกจากนั้น สมาคมยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีในหมู่สมาชิกผู้ส่งออกข้าว ด้วยการเป็นตัวกลางในการสื่อสารระหว่างสมาชิก ร้องเรียนปัญหาทางการค้าไปสู่ภาครัฐ รวมทั้งร่วมแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องทางการค้า และให้บริการอื่นๆต่อสมาชิก

 


สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เป็นหนึ่งในสมาคมการค้าที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทย และ สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย นอกจากนั้น สมาคมยังยังมีความสัมพันธ์ที่ดี และมีความร่วมมือกับสมาคมการค้าที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น สมาคมชาวนาไทย สมาคมโรงสีข้าวไทยและสมาคมค้าข้าวไทย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจและร่วมมือกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในการ ปฏิบัติตามนโยบายการค้าและข้อกำหนดอื่นๆที่รัฐบาลกำหนด อีกทั้งร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด ในการกำหนดนโยบายและจัดกิจกรรมระดับชาติสำคัญๆ เพื่อส่งเสริมข้าวไทย อาทิ โครงการจัดประกวดข้าวหอมมะลิประเทศไทย ที่จัดเป็นประจำทุกปี เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์และคุณภาพข้าวหอม, การจัดงาน Thailand Rice Convention ซึ่งเป็นงานสัมมนาวิชาการของข้าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำผู้ซื้อข้าวไทยจากทั่วโลกมาพบปะผู้ส่งออกไทยอีกด้วย

 


กิจกรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่งของสมาคม คือการรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร และสถิติเกี่ยวกับอุตสาหกรรมข้าวไทยและข้าวโลก จากแหล่งต่างๆ รวมทั้งจากการประชุมกรรมการสมาคม เป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ภาครัฐ และ มวลสมาชิก

 


ในด้านการต่างประเทศ สมาคมได้มีการเดินทางพร้อมคณะของทางราชการและหอการค้า ไปยังประเทศต่างๆเพื่อส่งเสริมการค้าข้าวไทย ในโอกาสต่างๆอยู่เสมอ และยังมีความสัมพันธ์อันดีกับสมาคมอาหารเวียดนาม โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องตลาดข้าวทุกๆสัปดาห์ และมีกิจกรรมการประชุมพบปะระหว่างกรรมการของทั้งสองสมาคมร่วมกัน ทุกๆ 6 เดือน

 


ปัจจุบันสมาคมมีสมาชิกรวม 220 บริษัท มีกรรมการบริหาร จำนวน 35 คน โดยมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี

 


และที่สำคัญก่อนหน้านี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยโดยนายวิชัย ยังเคยให้ข้อมูลเอาไว้หลายต่อหลายครั้งว่า โครงการรับจำนำข้าวนั้นไม่สามารถไปต่อได้จริงๆ แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ยังเพิกเฉย จนนำมาซึ่งความเสียหายอย่างมหาศาล

 


สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยโดยนายวิชัย ฉายภาพให้ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยผลิตข้าวไว้กินครึ่งหนึ่ง และไว้เพื่อส่งออกอีกครึ่งหนึ่ง รวมแล้วไม่เกิน 11 ล้านตันในแต่ละปี แต่ตัวเลขการซื้อข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาลปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 13 ล้านตัน

 

 

นั่นหมายความว่า... ข้าวทุกเม็ดที่เคยส่งออกได้ตามระบบที่มีอยู่ ถูกแย่งไปทั้งหมดด้วยการใช้กลไกตั้งราคาสูงกว่าราคาตลาดถึง 50% จึงไม่มีพ่อค้ารายใดสู้ได้ หรือซื้อมาได้ก็ขายไม่ได้ นี่เป็นความตั้งใจไม่ให้พ่อค้ามาแข่ง แต่ที่พิสดารกลับพบว่า ผู้ส่งออกยังมีข้าวไปส่งออกได้ถึง 7 ล้านตันนี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องหาคำตอบว่า กลไกตลาดของรัฐบาลเป็นเช่นไรแน่??

 


เมื่อรัฐบาลตั้งราคาสูง ซื้อข้าวมาไว้ในมือจำนวนมาก แต่กลับขายราคาถูกกว่าราคาตลาดให้ผู้ค้าบางราย อีกทั้งยังมีอำนาจอนุมัติขายข้าวราคากิโลกรัมละ 5.75 บาท ทั้งที่ต้นทุนการรับจำนำข้าวราคา 15,000 ต่อกิโลกรัมข้าวสาร เมื่อแปรเป็นข้าวสารจะอยู่ที่ราคา 25 บาทต่อกิโลกรัม หากรวมค่าใช้จ่ายการบริหารขั้นตอนต่างๆ จะขาดทุนมากกว่านี้


และที่ชัดเจนคือ... ค่าบริหารของรัฐบาลแพงกวาเอกชนถึง 3 เท่า


"บ้านเมืองเรา ไม่มีกลไกมาตรวจสอบหน่วยงานที่ทำเช่นนี้ ทั้งที่มีตัวเลขชี้ชัดเจนว่า ขาดทุนปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ขณะที่ตัวเลขการส่งออกปีที่ผ่านมาเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 150,000 ล้านบาท เท่ากับว่าส่งออกทั้งหมดยังไม่เท่ากับขาดทุนต่อปี และเสียหายเทียบเท่ากับว่า 1 สนามบินหายไปปีละแห่ง เนื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิใช้งบประมาณก่อสร้าง 150,000 ล้านบาท"

 


ในฐานะผู้ส่งออกข้าวมายาวนาน นายวิชัย ถอดบทเรียนให้ฟังว่า การค้าข้าวต้องได้ราคาที่เหมาะสมตลอดเวลา ตั้งราคาเดียวทั้งปีไม่ได้ เพราะสินค้าเกษตรมีขึ้นมีลง ต้องรู้ช่วงเวลาในการขาย ทั้งนี้ หากปล่อยให้ข้าวซื้อขายตามกลไกตลาด สามารถประหยัดเงินแผ่นดินได้ไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท

 


"2 ปีที่ผ่านมา ชัดเจนว่า ข้าวที่มีขายไม่หมด แต่เกษตรกรยังไม่รู้สึก มองระยะสั้น ไม่รู้ว่าขาดทุนมากกว่าที่ส่งออกทุกปี ถึงจุดหนึ่งข้าวทั้งหมดจะเน่าเสีย ข้าวใหม่จะเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ จนล้นโกดัง เมื่อเงินหมดจะมีจุดจบอย่างแน่นอน แต่จุดจบจะไปอยู่ที่ใครเท่านั้น"

 


ทั้งนี้ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมส่งออกข้าวฯ ระบุถึงสาเหตุที่เกษตรกรไทยยากจนด้วยว่า เพราะไม่มีที่ดิน-ที่นาทำกิน ไม่ใช่เพราะขายข้าวได้ราคาไม่ดี ดังนั้น การแก้ปัญหาโดยตั้งราคาสูงไม่ใช่เรื่องดี ต้องเป็นราคาที่เหมาะสม เป็นราคาที่ปลูกได้และขายได้ด้วย เมื่อเกษตรกรเชื่อคนที่ให้ราคาดี จึงเกิดสถานการณ์ที่ปลูกข้าวได้ แต่ขายไม่ได้

 


"การขาย การส่งออกทุกอย่าง ราคาต้องใช้กลไกตลาด แต่หากรัฐบาลมีเงินควรช่วยเกษตรกรเรื่องที่ไม่เกี่ยวราคา เช่น เพิ่มระบบชลประทาน วิจัยพันธุ์ข้าวและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่วนการค้าขายปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่ไป หรือมีเงินมากก็แจกเกษตรกรต่อไร่ อย่ายุ่งเรื่องราคา"