- 26 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
จากคดีความว่าด้วยการพิจารณาความผิดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบนมูลฐานข้อกล่าวหาจากการทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติและหัวหน้ารัฐบาล แต่ปล่อยให้มีการกระทำทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินหลายแสนล้านบาท ในชั้นการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงที่วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. มีความจำเป็นต้องประกาศสร้างความเปลี่ยนแปลงอนาคตข้าวไทย ทั้งในแง่การสร้างความสมดุลสำหรับภาคการผลิต การบริโภค และการสร้างคุณค่าข้าวไทยให้เป็นสินค้าส่งออกที่มีความสำคัญอีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลในอดีต
จากตรวจสอบของสนข.ทีนิวส์พบว่า ก่อนหน้านี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้สรุปภาพรวมปัญหาข้าวไทยเพื่อเป็นพื้นฐาน สำหรับการกำหนดกระบวนการปฏิรูปข้าวโครงสร้างในอนาคต ไว้ 3 หมวดหลัก คือ ภาคการผลิต , ภาคการตลาดส่งออก และนโยบายภาครัฐ
โดยในหมวดการผลิตพบกรณีปัญหาตัวอย่างว่าจากการที่ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากถึง 75-77.5 ล้านไร่ แต่กับข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่าในจำนวนพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมระดับสูงและปานกลาง 43.918 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 60 % ของพื้นที่มีการปลูกข้าวจริงจึงเท่ากับว่ามีพื้นที่อีกถึง 16.185 ล้านไร่เป็นพื้นที่มีความเหมาะสมน้อย และอีก 11.2 ล้านไร่ที่ไม่มีความเหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวเลย
ทั้งนี้ลักษณะของการใช้พื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสม ก็คือการที่ชาวนาต้องลงมือทำนาในพื้นที่ที่ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง ซึ่งผลก็คือแปลงนาไม่มีน้ำสำหรับการผลิตอย่างเพียงพอ โดยปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่เกษตรเพียง 23-30 % เท่านั้นที่อยู่ในพื้นที่ชลประทาน และส่วนใหญ่ก็อยู่ในเขตภาคกลางและภาคเหนือ ขณะที่ภาคอีสานกลับต้องพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก
ส่วนประเด็นสืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยปล่อยให้มีการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม ก็คือปัญหาผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยมีเกณฑ์กว่ามาตรฐานโลก โดยผลผลิตข้าวนาปีทั่วประเทศ มีค่าเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 494.5 กิโลกรัม และภาคอีสาน มีผลผลิตต่อไร่ต่ำสุดด้วยค่าเฉลี่ย 334 กิโลกรัมต่อไร่ ขยับขึ้นมาเป็นภาคใต้ 458 กิโลกรัมต่อไร่ ภาคเหนือ 585 กิโลกรัมต่อไร่ และ ภาคกลางมีผลผลิตสูงสุด 601 กิโลกรัมต่อไร่
ขณะที่ข้อเปรียบเทียบผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ยต่อไร่ของประเทศต่างๆในปี 2557 พบว่า ผลผลิต ข้าวเปลือกเฉลี่ยต่อไร่ของโลกอยู่ที่ 707 กิโลกรัม/ไร่ โดยสหรัฐอเมริกามีผลผลิตต่อไร่สูงสุด 1,379 กิโลกรัม/ไร่ รองลงไปเป็น ญี่ปุ่น 1,077 กิโลกรัม/ไร่ , เกาหลีใต้ 1,082 กิโลกรัม/ไร่ , เวียดนาม 926 กิโลกรัม/ไร่ และ พม่า 424 กิโลกรัม/ไร่ เป็นต้น
ข้อมูลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาการทำนาข้าวของประเทศไทย ที่ถูกพูดถึงมานานในหลายยุคหลายสมัย แต่กลับไม่ได้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะแนวนโยบายพัฒนาประเทศ มักไปรวมกองอยู่ที่การลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
โดยเฉพาะแนวนโยบายรัฐในยุคอดีตที่ผ่านมา ซึ่งถูกรวบรวมเป็นข้อสรุปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีอาทิเช่น การกำหนดกลไกราคาข้าวที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง จนทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันราคาข้าวที่อิงตลาดโลกกับผู้ค้าต่างประเทศรายอื่น ๆ ได้ เพราะต้นทุนการผลิตที่สูงเกินจริง โดยจากการศึกษาพบว่านโยบายเกี่ยวกับข้าวที่ผ่านมามักถูกภาคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแลกกับคะแนนเสียง
เช่น โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคา 15,000 บาท/ตัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวทั้งระบบ โดยในปีแรกของการใช้นโยบายในปี 2555 มูลค่าข้าวส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐ มีตังเลขติดลบสูงถึง -29.99 % ไม่เท่านั้นยังส่งผลให้มีข้าวคงค้างในสต๊อคอยู่จนถึงในปัจจุบันมากกว่า 17.5 ล้านตัน หรือเท่ากับ 1.5 เท่าของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งปี
ที่สำคัญรัฐบาลจากการเลือกตั้งซึ่งต้องการเสถียรภาพทางการเมือง มักใช้กลไกสร้างความนิยมทางการเมือง ด้วยการแทรกแซงราคาตลาด หรือ กำหนดโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ผลตามมาก็คือการแก้ปัญหาเกษตรกรชาวนาจึงยึดติดกับพรรคการเมืองในแต่ละยุคสมัย ท้ายสุดกลายเป็นปัญหาสะสม เมื่อนโยบายการแก้ปัญหาเกษตรกรในหลายสิบปีที่ผ่านมากลับไม่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเลย
และปัญหาหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นผลพวงจากความไม่ต่อเนื่องเรื่องนโยบายแก้ปัญหาโครงสร้างข้าวไทย ก็คือ การลดพื้นที่การเพาะปลูกที่ขาดความเป็นรูปธรรม และส่งผลไปถึง กระบวนการวางแผนสนับสนุนให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนการทำนา
อาทิเช่น อ้อย มันสำปะหลัง หรือ แม้แต่การทำปศุสัตว์ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพการเพาะปลูกข้าวต่ำ เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ชลประทาน หรือ ต้องพึ่งพาน้ำธรรมชาติเป็นหลักอย่างเช่นในเขตภาคอีสานในช่วงที่ผ่านมาไม่เป็นรูปธรรมตามไปด้วย
ขณะเดียวกันปัญหาที่เป็นผลกระทบจากความไม่ชัดเจนในนโยบายรัฐ ยังหมายความรวมไปถึงปัญหาในเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการพัฒนาแก้ไข อาทิ
1.ปัญหาการขาดที่ดินทำกินของเกษตรกร ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรต้องผันตัวเองไปเป็นลูกจ้างแรงงานในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร
2.ปัญหาเกษตรกรสูงอายุและขาดแคลนแรงงาน โดยข้อมูลของกรมการข้าว เกษตรกรชาวนาอายุเฉลี่ยจะสูงถึง 56 ปี ขณะที่แรงงานหนุ่มสาวไม่นิยมเป็นเกษตรกร แต่เลือกไปรับจ้างอยู่ในภาคการผลิตและบริการ
3. ชาวนาขาดการรวมตัวและไม่มีองค์กรที่เข้มแข็ง เมื่อเทียบกับเกษตรกรอื่นๆ เช่น ยางพารา อ้อย หรือ ปาล์มน้ำมัน และถึงแม้จะมีสมาคมหรือสหกรณ์รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน แต่ก็เป็นเพียงการรวมตัวแบบหลวมๆ ต่างคนต่างช่วยเหลือตนเอง ขาดการรวมกลุ่มที่จะผลักดันเพื่อต่อรองทั้งด้านราคาและต้นทุนการผลิต
ท้ายสุดชาวนาจึงถูกจัดเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ยากจนที่สุด โดยรายได้สุทธิของเกษตรกรชาวนาต่ำสุด จากการศึกษาของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อปี 2556 พบว่าเกษตรกรชาวนามีจำนวน 3.7 ล้านครัวเรือน หรือ เท่ากับ 56 % ของเกษตรกรทั้งประเทศ แต่กลับมีรายได้สุทธิในสำหรับค่าต่ำสุด คือ มีรายได้เพียง 271 บาท/ไร่ เทียบกับเกษตรกรปาล์มน้ำมันมีรายได้เฉลี่ยทั่วไป 5,768 บาท/ไร่ , เกษตรกรอ้อย 5,708 บาท/ไร่ , เกษตรกรยางพารา 5, 128 บาท/ไร่ , เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1,961 บาท/ไร่ และเกษตรกรมันสำปะหลัง 1,045 บาท/ไร่
ต้องย้ำว่าข้อมูลที่ปรากฏนี้เป็นเพียงข้อสรุปปัญหาส่วนหนึ่ง ที่ยังไม่นับรวมกับเรื่องการปัญหาการแข่งขันทางการค้า ซึ่งข้าวไทยประสบปัญหามาโดยตลอดจากมูลค่าต้นทุนการผลิตที่สูงเพราะนโยบายรับจำนำ รวมถึงปริมาณข้าวคงค้างในสต็อกที่กดดันราคาข้าวไทยให้ลดต่ำลง
ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเห็นว่ามีความจำเป็นของกระบวนการนำไปสู่การกำหนดแผนปฏิรูปข้าวไทยให้เป็นรูปธรรม ตามแนวคิดของพล.อ.ประยุทธ์ที่วันนี้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ข้าว 20 ปีข้างหน้า แต่ประเด็นปัญหาคือจะทำให้เป็นรูปธรรมได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป
