เดินหน้ายุทธศาสตร์ข้าว 20 ปี เปลี่ยนแปลง "ข้าวไทย" สารพัดปัญหา สร้างความสมดุล !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

จากคดีความว่าด้วยการพิจารณาความผิดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีบนมูลฐานข้อกล่าวหาจากการทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติและหัวหน้ารัฐบาล แต่ปล่อยให้มีการกระทำทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินหลายแสนล้านบาท  ในชั้นการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 

 

 


หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงที่วันนี้   พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช.  มีความจำเป็นต้องประกาศสร้างความเปลี่ยนแปลงอนาคตข้าวไทย ทั้งในแง่การสร้างความสมดุลสำหรับภาคการผลิต  การบริโภค  และการสร้างคุณค่าข้าวไทยให้เป็นสินค้าส่งออกที่มีความสำคัญอีกครั้ง หลังจากได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลในอดีต 

 


จากตรวจสอบของสนข.ทีนิวส์พบว่า ก่อนหน้านี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ  (สปช.)  ได้สรุปภาพรวมปัญหาข้าวไทยเพื่อเป็นพื้นฐาน    สำหรับการกำหนดกระบวนการปฏิรูปข้าวโครงสร้างในอนาคต  ไว้ 3 หมวดหลัก คือ  ภาคการผลิต  ,   ภาคการตลาดส่งออก     และนโยบายภาครัฐ  

 


โดยในหมวดการผลิตพบกรณีปัญหาตัวอย่างว่าจากการที่ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวมากถึง   75-77.5  ล้านไร่  แต่กับข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่าในจำนวนพื้นที่ดังกล่าวมีความเหมาะสมระดับสูงและปานกลาง  43.918  ล้านไร่  หรือคิดเป็น 60 %  ของพื้นที่มีการปลูกข้าวจริงจึงเท่ากับว่ามีพื้นที่อีกถึง  16.185  ล้านไร่เป็นพื้นที่มีความเหมาะสมน้อย   และอีก  11.2  ล้านไร่ที่ไม่มีความเหมาะสมสำหรับการปลูกข้าวเลย    

 


ทั้งนี้ลักษณะของการใช้พื้นที่ปลูกข้าวไม่เหมาะสม  ก็คือการที่ชาวนาต้องลงมือทำนาในพื้นที่ที่ระบบชลประทานเข้าไม่ถึง   ซึ่งผลก็คือแปลงนาไม่มีน้ำสำหรับการผลิตอย่างเพียงพอ    โดยปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่เกษตรเพียง  23-30 %  เท่านั้นที่อยู่ในพื้นที่ชลประทาน  และส่วนใหญ่ก็อยู่ในเขตภาคกลางและภาคเหนือ   ขณะที่ภาคอีสานกลับต้องพึ่งพาน้ำจากธรรมชาติเป็นหลัก

 


ส่วนประเด็นสืบเนื่องจากการที่ประเทศไทยปล่อยให้มีการปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม ก็คือปัญหาผลผลิตต่อไร่ของข้าวไทยมีเกณฑ์กว่ามาตรฐานโลก   โดยผลผลิตข้าวนาปีทั่วประเทศ  มีค่าเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ 494.5 กิโลกรัม  และภาคอีสาน  มีผลผลิตต่อไร่ต่ำสุดด้วยค่าเฉลี่ย  334 กิโลกรัมต่อไร่    ขยับขึ้นมาเป็นภาคใต้   458  กิโลกรัมต่อไร่    ภาคเหนือ  585 กิโลกรัมต่อไร่   และ  ภาคกลางมีผลผลิตสูงสุด    601 กิโลกรัมต่อไร่

 


 

ขณะที่ข้อเปรียบเทียบผลผลิตข้าวเปลือกเฉลี่ยต่อไร่ของประเทศต่างๆในปี  2557  พบว่า  ผลผลิต ข้าวเปลือกเฉลี่ยต่อไร่ของโลกอยู่ที่  707   กิโลกรัม/ไร่    โดยสหรัฐอเมริกามีผลผลิตต่อไร่สูงสุด  1,379   กิโลกรัม/ไร่   รองลงไปเป็น    ญี่ปุ่น  1,077  กิโลกรัม/ไร่  ,  เกาหลีใต้   1,082 กิโลกรัม/ไร่   ,  เวียดนาม   926   กิโลกรัม/ไร่   และ    พม่า  424  กิโลกรัม/ไร่  เป็นต้น 

 


ข้อมูลนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาการทำนาข้าวของประเทศไทย  ที่ถูกพูดถึงมานานในหลายยุคหลายสมัย  แต่กลับไม่ได้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง    เพราะแนวนโยบายพัฒนาประเทศ    มักไปรวมกองอยู่ที่การลงทุนขนาดใหญ่ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

 


โดยเฉพาะแนวนโยบายรัฐในยุคอดีตที่ผ่านมา   ซึ่งถูกรวบรวมเป็นข้อสรุปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ   มีอาทิเช่น การกำหนดกลไกราคาข้าวที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง จนทำให้ไทยไม่สามารถแข่งขันราคาข้าวที่อิงตลาดโลกกับผู้ค้าต่างประเทศรายอื่น ๆ  ได้   เพราะต้นทุนการผลิตที่สูงเกินจริง    โดยจากการศึกษาพบว่านโยบายเกี่ยวกับข้าวที่ผ่านมามักถูกภาคการเมืองใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแลกกับคะแนนเสียง  

 


เช่น โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในราคา  15,000 บาท/ตัน  ซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวทั้งระบบ   โดยในปีแรกของการใช้นโยบายในปี  2555    มูลค่าข้าวส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐ  มีตังเลขติดลบสูงถึง  -29.99 %   ไม่เท่านั้นยังส่งผลให้มีข้าวคงค้างในสต๊อคอยู่จนถึงในปัจจุบันมากกว่า  17.5  ล้านตัน   หรือเท่ากับ 1.5  เท่าของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งปี

 


ที่สำคัญรัฐบาลจากการเลือกตั้งซึ่งต้องการเสถียรภาพทางการเมือง  มักใช้กลไกสร้างความนิยมทางการเมือง  ด้วยการแทรกแซงราคาตลาด  หรือ กำหนดโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง     ผลตามมาก็คือการแก้ปัญหาเกษตรกรชาวนาจึงยึดติดกับพรรคการเมืองในแต่ละยุคสมัย  ท้ายสุดกลายเป็นปัญหาสะสม  เมื่อนโยบายการแก้ปัญหาเกษตรกรในหลายสิบปีที่ผ่านมากลับไม่มีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกันเลย

 


และปัญหาหนึ่งซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่า   เป็นผลพวงจากความไม่ต่อเนื่องเรื่องนโยบายแก้ปัญหาโครงสร้างข้าวไทย ก็คือ การลดพื้นที่การเพาะปลูกที่ขาดความเป็นรูปธรรม  และส่งผลไปถึง   กระบวนการวางแผนสนับสนุนให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทนการทำนา 

 


อาทิเช่น  อ้อย  มันสำปะหลัง  หรือ แม้แต่การทำปศุสัตว์ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพการเพาะปลูกข้าวต่ำ  เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ชลประทาน  หรือ  ต้องพึ่งพาน้ำธรรมชาติเป็นหลักอย่างเช่นในเขตภาคอีสานในช่วงที่ผ่านมาไม่เป็นรูปธรรมตามไปด้วย

 


ขณะเดียวกันปัญหาที่เป็นผลกระทบจากความไม่ชัดเจนในนโยบายรัฐ ยังหมายความรวมไปถึงปัญหาในเชิงโครงสร้างอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการพัฒนาแก้ไข  อาทิ     


1.ปัญหาการขาดที่ดินทำกินของเกษตรกร ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรต้องผันตัวเองไปเป็นลูกจ้างแรงงานในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตร  


2.ปัญหาเกษตรกรสูงอายุและขาดแคลนแรงงาน   โดยข้อมูลของกรมการข้าว เกษตรกรชาวนาอายุเฉลี่ยจะสูงถึง  56  ปี  ขณะที่แรงงานหนุ่มสาวไม่นิยมเป็นเกษตรกร แต่เลือกไปรับจ้างอยู่ในภาคการผลิตและบริการ


3. ชาวนาขาดการรวมตัวและไม่มีองค์กรที่เข้มแข็ง เมื่อเทียบกับเกษตรกรอื่นๆ เช่น ยางพารา อ้อย หรือ ปาล์มน้ำมัน   และถึงแม้จะมีสมาคมหรือสหกรณ์รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน   แต่ก็เป็นเพียงการรวมตัวแบบหลวมๆ   ต่างคนต่างช่วยเหลือตนเอง  ขาดการรวมกลุ่มที่จะผลักดันเพื่อต่อรองทั้งด้านราคาและต้นทุนการผลิต

 


ท้ายสุดชาวนาจึงถูกจัดเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ยากจนที่สุด   โดยรายได้สุทธิของเกษตรกรชาวนาต่ำสุด   จากการศึกษาของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เมื่อปี  2556 พบว่าเกษตรกรชาวนามีจำนวน  3.7   ล้านครัวเรือน  หรือ  เท่ากับ  56 %   ของเกษตรกรทั้งประเทศ   แต่กลับมีรายได้สุทธิในสำหรับค่าต่ำสุด     คือ  มีรายได้เพียง  271  บาท/ไร่   เทียบกับเกษตรกรปาล์มน้ำมันมีรายได้เฉลี่ยทั่วไป    5,768   บาท/ไร่   ,  เกษตรกรอ้อย  5,708   บาท/ไร่ , เกษตรกรยางพารา   5, 128   บาท/ไร่   ,  เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  1,961  บาท/ไร่  และเกษตรกรมันสำปะหลัง  1,045  บาท/ไร่  

 


ต้องย้ำว่าข้อมูลที่ปรากฏนี้เป็นเพียงข้อสรุปปัญหาส่วนหนึ่ง  ที่ยังไม่นับรวมกับเรื่องการปัญหาการแข่งขันทางการค้า    ซึ่งข้าวไทยประสบปัญหามาโดยตลอดจากมูลค่าต้นทุนการผลิตที่สูงเพราะนโยบายรับจำนำ  รวมถึงปริมาณข้าวคงค้างในสต็อกที่กดดันราคาข้าวไทยให้ลดต่ำลง     

 


ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเห็นว่ามีความจำเป็นของกระบวนการนำไปสู่การกำหนดแผนปฏิรูปข้าวไทยให้เป็นรูปธรรม  ตามแนวคิดของพล.อ.ประยุทธ์ที่วันนี้ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ข้าว 20 ปีข้างหน้า  แต่ประเด็นปัญหาคือจะทำให้เป็นรูปธรรมได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป