- 26 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
เป็นอีกครั้งหนึ่งในยุครัฐบาลคสช.ที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมส่งสัญญาณเตือนให้คสช.รีบลงจากอำนจ พร้อมกับจัดการเลือกตั้งภายในปีนี้ หนำซ้ำยังทำจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนชาวไทยผู้รักชาติ พร้อมเปิดแถลงถึงร่างรัฐธรรมนูญ
ท่าทีดังกล่าวถูกตั้งคำถามว่าทำไปด้วยเจตนาอะไร และจะไปเข้าทางเครือข่ายทักษิณที่มีเงื่อนไขข้อเรียกร้องเรื่องการเลือกตั้งในแบบเดียวกันหรือไม่
จดหมายเปิดผนึกของพล.อ.ชวลิต ระบุว่า นับแต่คสช.อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติและความขัดแย้งของบ้านเมืองตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57 สามารถระงับยับยั้งความขัดแย้งได้ในระดับหนึ่ง แต่จากการบริหารงานมาครบ 2 ปี ปรากฏว่าแนวทางที่รัฐบาลคสช.ดำเนินการ กลับมีแนวโน้มนำไปสู่ความขัดแย้งในบ้านเมืองยิ่งขึ้น ทั้งปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนเดือดร้อน เข้าสู่ยุคเงินฝืด ประชาชนขาดกำลังซื้อ การส่งออกลดลงอย่างรุนแรง
ขณะที่การร่างรัฐธรรมนูญที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรธ.นั้น ได้รับการต่อต้านจากหลายภาคส่วนมากยิ่งขึ้น โครงสร้างและเนื้อหาสาระไม่เป็นประชาธิป ไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังถอยหลังเข้าคลองหลายสิบปี ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการปรับปรุงก่อนทำประชามติ มีข่าวว่ารัฐบาลพยายามทุกวิถีทางผลักดันเพื่อให้ร่างฉบับนี้ผ่านประชามติให้ได้
ขณะที่ภาคประชาชนก็มีเครือข่ายเตรียมไม่รับร่างและไม่ให้ผ่านประชามติ จากประสบการณ์ของตนที่มีส่วนแก้ไขปัญหาขัดแย้งภายในประเทศ เชื่อว่าเป็นการยากที่คสช.และรัฐบาลจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและรุมเร้าอยู่ได้ และทราบว่าเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติ ฝ่ายการเมืองและคณะได้มาประเทศไทยเพื่อติดตามสถานการณ์การเมือง โดยหวังให้ไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตย
จากปัญหาที่ซับซ้อน ดังกล่าว การเสียสละอำนาจของคสช.ถ้าไม่เกิดขึ้นโดยเร็วก็ยากที่จะขจัดปัญหาให้หมดสิ้น จะตกเป็นภาระแก่ชนรุ่นหลัง ในฐานะนายทหารรุ่นพี่ขอร้องคสช.ไตร่ตรองปัญหาประเทศ เมื่อได้ทำหน้าที่รักษาความสงบของบ้านเมืองแล้ว ก็ควรเสียสละอำนาจ ส่งต่อภาระหน้าที่ให้กับคณะกรรมการกลางที่จะมาจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันบริหารจัดการให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปี 2559 เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า การออกมาเคลื่อนไหวที่รุนแรงขึ้นของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะคนในครอบครัวทั้งบุตรชายและน้องสาวกำลังจะถูกดำเนินคดี นายทักษิณจึงพร้อมเปิดหน้ารบเต็มตัว เป็นการกดรีโมตส่งสัญญาณชัดเจน ถึงลูกข่ายให้เตรียมการคว่ำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในช่วงที่รัฐบาลทหารแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ขึ้น เป็นการดิ้นเที่ยวสุดท้ายของนายทักษิณ แกนนำใน คสช.ยังประเมินว่านายทักษิณและเครือข่ายจะเตรียมเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้นตามสูตรที่ใช้มาหลายรอบ คือรบไปขอต่อรองไปด้วย ในห้วงจังหวะเวลาที่ต้อง รับศึกหนักหลายด้าน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ชวลิต เรียกร้องให้รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คืนอำนาจให้ประชาชน และจัดการเลือกตั้งให้ได้ภายในปีนี้ ว่า รับทราบแล้ว การจัดการเลือกตั้งในปีนี้คงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องผ่านด่านการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และยังต้องมีการจัดทำกฎหมายลูกอีกหลายฉบับ ซึ่งหากต้องการให้จัดการเลือกตั้งให้เร็วขึ้นสามารถทำได้ แต่ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ภายในปีนี้
เพราะโรดแม็พที่กำหนดไว้นั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะอยู่ยาวหรือสั้น แต่ต้องเป็นไปตามความเป็นจริงในปัจจัยด้านเวลา แต่หากไม่ต้องทำประชามติก็อาจเป็นไปได้ที่จะให้มีการเลือกตั้งในปีนี้ แต่ขณะนี้รัฐบาลต้องยึดโรดแม็พเป็นหลัก ส่วนพล.อ.ชวลิตจะพูดอะไรก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้อยู่ภายใต้โรดแม็พ
เมื่อนายกฯกำหนดโรดแม็พไว้ คนที่อยู่ในซีกรัฐบาลก็ต้องยึดโรดเป็นหลัก แต่คนอื่นข้างนอกจะกำหนดอย่างไรไม่เป็นไร เพราะไม่ได้ถูกบังคับด้วยโรดแม็พ รัฐบาลไม่ได้กำหนดโรดแม็พขึ้นมาส่งเดช แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลา
ซึ่งตัวกำหนดโรดแม็พคือการทำประชามติที่ต้องทำใน 120 วัน และยังต้องทำกฎหมายลูก นอกจากนี้ยังมีขั้นตอนทางธุรการและตามประเพณีอย่างอื่น และต้องมีระยะเวลาจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ๆอีก แต่ต้องขอบคุณที่เป็นห่วง รัฐบาลดีใจที่มีคนเป็นห่วง เป็นห่วงยังดีกว่าสมน้ำหน้า แต่คงไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในปีนี้
อย่างที่นำเรียนกับคุณผู้ชมว่าการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพล.อ.ชวลิต ถูกจับตามองไปที่เจตนาที่แท้จริงว่าเกิดมาจากความเป็นห่วงบ้านเมือง หรือจะเป็นการเคลื่อนไหวที่เกื้อหนุนกับฝ่ายระบอบทักษิณ
ซึ่งจะว่าไม่แล้วหาย้อนไล่เรียงประวัติการทำงานของพล.อ.ชวลิตก็จะพบว่ามีความสัมพันธ์เป็นอย่างดีกับพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ
นับแต่พลเอก ชวลิต ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุด แล้วเข้าสู่การเมือง ก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ. 2535 พล.อ.ชวลิต เป็นหนึ่งในผู้ที่ปราศรัยขับไล่ พลเอกสุจินดา คราประยูร ที่สนามหลวง เป็นคนแรกด้วย การเมืองหลังจากนั้น พรรคความหวังใหม่กลายเป็นพรรคที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดในภาคอีสาน
ต่อมาเมื่อพรรคความหวังใหม่ชนะในการเลือกตั้งเมื่อปลายปี พ.ศ. 2539 พล.อ.ชวลิต ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคจึงขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาได้ลาออกเนื่องจากเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2540 ก่อนที่จะย้ายพรรคมาสังกัดพรรคไทยรักไทย ในปี พ.ศ. 2544 และ พลเอก ดร.ชวลิต ก็รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรสมัยแรกด้วย
หลังเหตุการณ์รัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 พล.อ.ชวลิต พยายามจะเป็นผู้เสนอตัวไกล่เกลี่ยทำความเข้าใจระหว่างกลุ่มผู้ที่ขับไล่ทักษิณ และกลุ่มผู้ที่สนับสนุนทักษิณ ให้ "สมานฉันท์" กัน โดยเรียกบทบาทตัวเองว่า "โซ่ข้อกลาง" รวมทั้งมีการข่าวว่าอาจจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่แล้วตำแหน่งนี้ในที่สุดก็ตกเป็นของสมัคร สุนทรเวช
ในรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ พล.อ.ชวลิตได้เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่เจรจากับฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยโดยเฉพาะ แต่หลังจากรับตำแหน่งเพียงไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่หน้าอาคารรัฐสภา พล.อ.ชวลิตก็ขอลาออกทันที
ในกลางปี พ.ศ. 2552 หลังจากถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดในกรณีเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม แล้วนั้น ก็ได้สมัครเข้าสู่พรรคเพื่อไทย โดยให้เหตุผลว่าต้องการเข้ามาเพื่อสมานฉันท์ โดยไม่ต้องการเป็นคู่ขัดแย้งกับใคร และหลังจากนั้นทางพรรคเพื่อไทยก็ได้มีมติให้ พล.อ.ชวลิตดำรงตำแหน่งประธานพรรค
ต่อมาในวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554 ท่ามกลางข่าวลือที่มีมาช่วงระยะหนึ่ง พล.อ.ชวลิตก็ได้ลาออกจากทุกตำแหน่งในพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้ คนใกล้ชิดของ พล.อ.ชวลิตอ้างว่า พล.อ.ชวลิตไม่พอใจที่มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยบางคนที่เข้าทำกิจกรรมร่วมกับทางแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง และมีพฤติกรรมจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ก่อนหน้านั้นไม่นาน
ทั้งนี้การเข้ามามีบทบาททางการเมืองของพล.อ.ชวลิตในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้ก่อให้เกิดคำถามและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ จนนำไปสู่การตั้งฉายาต่างๆเรียกได้ว่าพล.อ.ชวลิตเป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่มีฉายาในแง่ลบมากที่สุด
รัฐบาลของพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐบาลที่มีส่วนรับผิดชอบต่อวิกฤตการณ์ทางการเงิน เมื่อปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) ที่ทำให้ประเทศไทยล้มละลาย และ ขยายผลไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยรอบ ด้วยการทำเงินคงคลังทั้งหมดของประเทศเข้าไปอุ้มค่าเงินบาท ซึ่งถูกปล่อยขายในขณะนั้น ธุรกิจของเหล่าแกนหลักของรัฐบาลชุดนี้ ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ได้รับผลกระทบต่อวิกฤตการณ์แต่อย่างใด ในขณะที่ธุรกิจของบุคคลโดยทั่วไปที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง กับคนในรัฐบาลนั้น ได้รับผลกระทบถึงขั้นล้มละลายเป็นจำนวนมาก ทั่วประเทศ
เมื่อครั้งประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 พล.อ.ชวลิต ได้รับการวิจารณ์ว่าตัดสินใจอย่างผิดพลาดที่ไปประกาศลดค่าเงินบาท ซึ่งก่อให้เกิดเป็นปัญหาเศรษฐกิจระดับชาติตามมาหลังจากนั้นอย่างวิกฤต ซึ่ง พล.อ.ชวลิต ก็ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก หลังจากเกิดมีนักธุรกิจและชนชั้นกลางรวมตัวกันขับไล่ที่ถนนสีลม แต่ทว่าก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า เหตุใดธุรกิจของคณะรัฐมนตรีและนักการเมืองร่วมรัฐบาลกลับไม่ได้รับผลกระทบต่อวิกฤตกรณ์แต่อย่างใด
ในขณะที่ธุรกิจของบุคคลโดยทั่วไปที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลนั้น ได้รับผลกระทบถึงขั้นล้มละลายเป็นจำนวนมากทั่วประเทศ
ได้รับการวิจารณ์ว่า แม้จะเป็นบุคคลที่มีบุคลิกพูดจาอ่อนหวาน น่าฟัง แต่ทว่ากลับพูดไม่รู้เรื่อง หรือมักลืมคำถามหรือสิ่งที่ตนพูดอยู่เสมอ ๆ จนได้รับฉายาว่า "จิ๋ว อัลไซเมอร์"
ก่อนการเข้ารับตำแหน่งประธานพรรคเพื่อไทย ได้รับคำเตือนจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีว่า คิดให้ดี อย่าทรยศต่อชาติ
เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ใด ๆ ที่ พล.อ.ชวลิต รับหน้าที่อยู่ มักจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเสมอ จนได้รับฉายาว่า "พ่อใหญ่ลา"
หลังการการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2552 จบลง ได้เดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เข้าพบ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่หน้าที่ อีกทั้งในขณะนั้นประเทศไทยมีปัญหาระหว่างประเทศกับกัมพูชาอยู่ จนได้รับการกล่าวหาว่า "ขายชาติ"
ในช่วงการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ พ.ศ. 2553 ได้เสนอทางออกของปัญหา คือ การขอพึ่งพาพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเรื่องนี้ได้ก่อให้เกิดการวิจารณ์ตามมามากมายว่าไม่บังควรอย่างยิ่ง แม้เจ้าตัวจะได้ปฏิเสธในภายหลังว่ามิได้มีเจตนาเช่นนั้น
