ใกล้ได้บทสรุป!! "ยุติธรรม" เร่งสะสาง ปมหัวคิว "อุทยานราชภักดิ์" - "ไพบูลย์" จี้ สตง. ต้องสอบละเอียด!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

หลังตกเป็นข่าวมากว่า 4 เดือน ในที่สุดการตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์บนพื้นที่โรงเรียนนายสิบ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่มีมูลค่าในการก่อสร้างกว่า 1 พันล้านบาท และดำเนินการโดยกองทัพบก (ทบ.) สมัยที่ พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร เป็นผู้บัญชาการทหารบก หรือ ผบ.ทบ.ก็ใกล้จะได้บทสรุป

 

 

 

 

 


โดยล่าสุด พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติก็ได้มอบหมายให้นายพิศิษฏ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ตรวจการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ไปตรวจสอบประเด็นหัวคิวในการก่อสร้าง อุทยานราชภักดิ์เพิ่มเติม


พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงกรณีผลการตรวจสอบโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ว่า ตนได้แจ้งให้ นายพิศิษฏ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ตรวจการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปตรวจสอบประเด็นหัวคิวในการก่อสร้าง อุทยานราชภักดิ์เพิ่มเติมอีก 2-3 ประเด็น


ซึ่ง นายพิศิษฏ์รับที่จะไปดำเนินการ เพราะ ศอตช.ต้องการปิดประเด็นทุกจุด โดยเท่าที่ตรวจสอบจากรายงานของ สตง. พบว่าในบางจุดยังไม่ได้เข้าไปสอบปากคำ โดยเฉพาะจุดเริ่มเรื่องที่นำไปสู่การเรียกร้องให้ตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์คือประเด็นการหักหัวคิวเนื่องจากในทางราชการหัวคิวเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หากมีการหักหัวคิวก็คือทุจริต ดังนั้นหน่วยตรวจสอบต้องตรวจให้ได้ว่ามีการกระทำผิดหรือไม่และใครเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง


พล.อ.ไพบูลย์ ยังกล่าวต่ออีกว่า "ไทม์ไลน์ของราชภักดิ์เริ่มต้นตั้งแต่หัวคิว การสอบจึงต้องสอบทั้งหมดตั้งแต่เริ่มเรื่อง ไม่ใช่ตรวจเฉพาะตรงกลาง ตรวจแค่นี้แล้วบอกว่าไม่มี เป็นการตัดช่วงมาบอก ตรวจแบบนี้ไม่ได้ ใครที่เกี่ยวข้องต้องไปสอบให้หมด ผมต้องการให้สอบตั้งแต่เริ่มต้นว่าคำว่าหัวคิวเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะสังคมอยากรู้ตรงนี้ สตง.บอกว่ายุติแล้ว แต่ผมยังไม่ยุติ ถ้า สตง.ไม่สอบเพิ่มให้ครบ ผมก็จะไม่แถลงผลสอบ"


ส่วนนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. เปิดเผยหลังประชุม ศอตช.เช่นกันว่า ในที่ประชุม ศอตช.ไม่ได้พูดคุยกรณีคดีการทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ส่วนกรณีการหักหัวคิวการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์นั้น พูดกันตั้งแต่เกิดเรื่องแล้ว คำว่า หัวคิวหมายถึงอะไร และมีที่มาของคำถามนี้อย่างไรนั้น สตง.จะพยายามที่จะตรวจสอบเพื่อจะตอบคำถามนี้ และจะไปดูรายละเอียดเพื่อให้กระจ่างขึ้น แต่เท่าที่ สตง.ตรวจสอบมา โดยสภาพข้อเท็จจริงจาก พยานหลักฐานทั้งหมด ขณะนี้ยังไม่พบข้อสังเกตอะไรที่เป็นเรื่องที่ทุจริตการหักหัวคิวตามที่พูด


นายพิศิษฐ์กล่าวต่อว่า สตง.จะค้นหาว่าหลักฐาน ข้อเท็จจริงที่จะอธิบายถึงคำว่าหัวคิว ประเด็นที่เรา ตั้งโจทย์ขึ้นมาเพื่อหาคำตอบ แต่หลักฐานข้อเท็จจริงที่จะตอบคำว่าหัวคิว มันไม่มีหลักฐานอะไรที่จะไปบ่งบอกว่าจะเป็นที่ยุติได้ ดังนั้นต้องกลับไปดูประเด็นนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างว่าจะตอบคำถามนี้ให้กระจ่างได้อย่างไร


ส่วนกรณี พล.อ.ไพบูลย์สั่งให้ตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 2-3 ประเด็น จะต้องคุยรายละเอียดกับท่านก่อนว่ายังมีประเด็นอะไรคาใจ แต่สำหรับตนมีข้อเท็จจริงที่ได้ข้อยุติแล้ว สตง.เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่มีใครมาสั่งได้ แต่ที่เราผนึกกำลังเป็น ศอตช. ก็เพื่อจะทำงาน ร่วมกันเพื่อสร้างกระจ่างกับสังคมเท่านั้น


"ส่วนกรณีการจ่ายค่าที่ปรึกษาโรงหล่ออุทยานราชภักดิ์ 5 แห่ง ถือเป็นการจ่ายหัวคิวหรือไม่นั้น ในข้อเท็จจริงคนที่จะตอบปัญหานี้ได้ดีที่สุดคือ โรงหล่ออุทยานราชภักดิ์ 5 แห่ง ที่เป็นผู้จ่ายเงินให้ ในส่วนบัญชีการเงิน ค่าใช้จ่ายที่เป็นที่ปรึกษาสามารถที่จะหักค่าใช้จ่ายได้ตามสภาพข้อเท็จจริง ใครที่ได้รับค่าที่ปรึกษาไป ก็ต้องไปเสียภาษีเป็นรายได้ ใครเป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่าย ค่าที่ปรึกษา จะต้องลงหลักฐานเพื่อประกอบการเสียภาษี เป็นเรื่องที่ สตง.จะตรวจสอบได้จากหลักฐานการใช้จ่ายเงินของภาคเอกชนที่ต้องเสียภาษี เรื่องนี้มีการจ่ายเงินค่าที่ปรึกษาแน่นอน แต่เป็นการทยอยจ่ายเงิน รายละเอียดทั้งหมด"


ซึ่งนอกเหนือประเด็นของการตรวจสอบประเด็นหัวคิวในการก่อสร้าง อุทยานราชภักดิ์ยังมีอีกหนึ่งประเด็นที่สังคมกำลังจับตามอง


ซึ่งประเด็นนี้นก็คือพล.ต.สุชาติ พรมใหม่ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หรือ เสธ.โต และ พ.อ.คชาชาต บุญดี หรือ เสธ.โจ้ อดีตนายทหาร ฝ่ายประจำ เสธ.กองทัพภาคที่ 3 ซึ่งมีการแชร์ภาพของทั้งคู่นั่งอยู่ด้วยกันในโต๊ะอาหารแห่งหนึ่ง


โดยภาพอดีตนายทหารทั้งคู่ในโลกโซเชียล มีการแชร์ภาพนายสุชาติ พรมใหม่ หรือ พล.ต.สุชาติ และนายคชาชาต บุญดี หรือ พ.อ.คชาชาต เป็นภาพของทั้งคู่นั่งอยู่ด้วยกันในโต๊ะอาหารแห่งหนึ่ง มีข้อความบรรยายด้วยว่า โต สุชาติ กับโจ้ คชาชาต สุขสบายดีอยู่ที่นิวซีแลนด์ ทั้งนี้ลูกสาวของโตก็กำลังเรียนอยู่ที่นิวซีแลนด์ อยากรู้จังว่า "หนีไปทำไม" ฯลฯ


ซึ่งหลังภาพดังกล่าวถูกแชร์ไปตามช่องทางโซเชียล  พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวว่ากำลังประสานให้ตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล ช่วยตรวจสอบข้อมูล หลังปรากฏภาพถ่ายของผู้ต้องหาทั้งสองราย ที่อ้างว่าอยู่ที่นิวซีแลนด์


ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า
ภาพที่ปรากฏตามที่เป็นข่าวน่าจะเป็นภาพเก่า ซึ่ง พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ยืนยันว่าเป็นภาพของเก่าจริง ส่วนการนำตัวมาดำเนินคดีนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังเร่งติดตามตัวอยู่แล้ว ยืนยันตำรวจต้องตามตัวมาให้ได้ ส่วนจะอยู่ประเทศไหนนั้นไม่สามารถบอกได้เนื่องจากเป็นความลับ โดยส่วนตัวไม่กังวลเนื่องจากมีการสั่งฟ้องไปแล้ว ต้องดำเนินคดีไปตามกฎหมาย ส่วนการดำเนินคดีกับคนเผยแพร่ภาพดังกล่าวหรือไม่นั้น ในส่วนนี้เป็นความรับผิดชอบของ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ว่าจะดำเนินการอย่างไร


พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กล่าวถึงกรณีที่เพจเฟชบุ๊ก "กูต้องได้ 100 ล้านจากทักษิณ แน่ๆ" โพสต์ภาพและ นายคชาชาติ บุญดี และนายสุชาติ พรมใหม่ หลบหนีหมายจับไปที่ประเทศนิวซีแลนด์ว่า เพจที่ลงกันอยู่มีข้อมูลสื่อสารสังคมหลากหลาย โดยเฉพาะเพจที่มีการพูดถึงสถาบันฯ ตำรวจสอบสวนกลางเฝ้าระวังอยู่ เพจนี้ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ เพจที่เฝ้าติดตามอยู่


"ขณะนี้ตำรวจเฝ้าติดตามคนที่ผลิต ประดิษฐ์เนื้อความต่างๆ ลงในโลกออนไลน์ มีประมาณ 50 คน ขณะนี้พิสูจน์ทราบได้แล้ว โดยเฉพาะเพจที่ออกมาโพสต์เรื่องนี้ก็รู้ตัวแล้ว พิสูจน์ทราบแล้ว แต่ไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นใคร อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ เว็บนี้เคลื่อนไหวหลายมิติ เคลื่อนไหวโจมตีทั้งทหาร ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ เฝ้าระวังอยู่ ข้อมูลที่ลง ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ทราบได้ พบว่าหลายบุคคลพยายามพรางตัวเองให้ข้อมูลที่ค่อนข้างคลาดเคลื่อน อยู่อีกที่ แต่มีภาพอีกที่หนึ่งปรากฏให้คนเข้าใจผิดว่าอยู่อีกที่หนึ่งเพื่อให้เกิดความสับสนในการสืบสวนติดตามตัว"


ข้อมูลที่มีเชื่อมั่นว่าภาพที่แชร์ล่าสุดไม่ถูกต้อง ข้อมูลการสืบสวนล่าสุดก็ไม่สอดคล้องกัน สำหรับทั้ง 2 คนถูกออกหมายจับ กำลังพยายามแสวงหาข้อมูลการสืบสวนให้ชัดเจนว่าทั้ง 2 คนอยู่ที่ไหน แนวโน้มว่าทั้งคู่ออกไปอยู่ต่างประเทศแล้ว แต่ขอสงวนชื่อประเทศไว้ก่อน


ที่ผ่านมาพิสูจน์ทราบได้ว่าหลายเว็บเพจให้ข้อมูลผู้ต้องหาคดีต่างๆ ว่าอยู่ที่นั่นที่นี่ ทั้งที่ไม่ได้อยู่จริงๆ เพื่อทำให้เกิดความสับสน โดยเฉพาะเจ้าของเพจจะลงภาพว่าตัวเองอยู่สถานที่ใดสักแห่ง ทั้งที่ไม่ได้อยู่จริงเพื่อสร้างความสับสน


ทั้งนี้ศาลทหารออกหมายจับ พล.ต.สุชาติ พรมใหม่ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หรือ เสธ.โต และ คชาชาต บุญดี หรือ เสธ.โจ้ อดีตนายทหาร ฝ่ายประจำ เสธ.กองทัพภาคที่ 3 และเป็นอดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมว.กลาโหม ในความผิดร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123 ว่าด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่า มีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนมิได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย


หลังทั้งคู่ร่วมกับนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ "หมอหยอง" ผู้ต้องหาคดี ม.112 ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้า ขณะถูกคุมขังในเรือนจำชั่วคราวแขวงถนนนครไชยศรี แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์ในกิจกรรมปั่นเพื่อแม่เมื่อปีที่ผ่านมา ต่อมาทั้งคู่ได้ถูกถอดยศ


โดยส่วนของนายคชาชาต ปรากฏภาพครั้งสุดท้ายโดยกล้องวงจรปิดด่านศุลกากรแม่สอด จ.ตาก จับภาพได้ขณะหนีเข้าประเทศเมียนมา ด้วยการผ่านด่านพรมแดนไทย-เมียนมา (แม่สอด-เมียวดี) เมื่อวันที่ 31 ต.ค.58