"ปชช." แนะนายกฯ รอความขัดแย้งคลี่คลาย ก่อนตั้งพระสังฆราช !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


กลับเข้ามาในช่วงนี้มาตามกันที่ประเด็นเรื่องของวงการสงฆ์ไทย โดยเฉพาะเรื่องของการแต่งตั้งสังฆราชองค์ใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าที่ผ่านมาเป็นที่ชัดเจนสำหรับการเสนอชื่อพระราชาคณะขึ้นเป็นพระสังฆราชนั้น ได้มีการยืนยันมาจากทางด้านผู้ที่จะนำขึ้นทูลเกล้านั่นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ระบุว่า ถ้าหากยังมีเกิดความขัดแย้งในประเด็นดังกล่าว จะยังไม่มีการนำชื่อขึ้นทูลเกล้าอย่างแน่นอน

 

 


ซึ่งก็สอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่เห็นตรงกันว่า ควรรอให้ความขัดแย้งในวงการสงฆ์คลี่คลายก่อน จึงค่อยขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่

 


ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง "การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และสมณศักดิ์ของพระสงฆ์" จากประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธทั่วประเทศ กระจายทุกระดับการศึกษาและอาชีพ เกี่ยวกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ โดยจากผลการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช พบว่า


ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.80 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีควรรอให้ความขัดแย้งในวงการสงฆ์คลี่คลายก่อน จึงค่อยขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ใหม่


รองลงมา ร้อยละ 28.30 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีควรดำเนินการตามมติของมหาเถรสมาคมเสนอชื่อสมเด็จช่วง วัดปากน้ำ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช


ร้อยละ 18.31 ระบุว่า นายกรัฐมนตรีควรใช้อำนาจตามมาตรา 44 แก้ไข พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ให้มหาเถรสมาคมเสนอรายชื่อสมเด็จพระราชาคณะ 2 - 3 รูป ให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย


ร้อยละ 0.56 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ควรเสนอชื่อใหม่ แต่ไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย ต้องการให้คณะสงฆ์เลือกกันเองตามความเหมาะสม ขณะที่บางส่วนระบุว่าไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช


และร้อยละ 7.03 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการมีสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ เช่น พระครู พระธรรม พระเทพ พระราช สมเด็จ พบว่า
ประชาชน ร้อยละ 62.11 ระบุว่า พระสงฆ์สมควรมีสมณศักดิ์ต่อไปเหมือนเดิม เพื่อยกย่องพระสงฆ์ผู้ประพฤติดี และมอบหมายภาระหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์


รองลงมา ร้อยละ 19.82 ระบุว่า พระสงฆ์สมควรมีสมณศักดิ์เฉพาะสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น เพื่อแสดงถึงตำแหน่งหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์


ร้อยละ 12.87 ระบุว่า พระสงฆ์ไม่สมควรมีสมณศักดิ์อีกต่อไป เพื่อจะได้ตัดขาดจากการหลงใน ลาภ ยศ สรรเสริญและความพยายามในการมีตำแหน่งทางสงฆ์


และร้อยละ 5.20 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อเกณฑ์การพิจารณาแต่งตั้งสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ ข้อหนึ่งที่ระบุว่าต้องมีผลงานสาธารณูปการ ได้แก่ การก่อสร้างและบูรณะ ปฏิสังขรณ์ ศาสนสถาน หรือถาวรวัตถุ พบว่า

ประชาชน ร้อยละ 54.44 ระบุว่า เห็นด้วยกับเกณฑ์การพิจารณาด้านผลงานสาธารณูปการ เพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงแรงศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระสงฆ์รูปนั้น

ขณะที่ ร้อยละ 41.41 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับเกณฑ์การพิจารณาด้านผลงานสาธารณูปการ เพราะจะทำให้พระสงฆ์มุ่งแต่การเรี่ยไรเงินบริจาคเพื่อสร้างถาวรวัตถุ

ร้อยละ 0.07 ระบุอื่นๆ ได้แก่ ควรเป็นผลงานด้านการปฏิบัติธรรมหรือบรรยายธรรมมากกว่า

และร้อยละ 4.08 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

 


ขณะเดียวกันก็มีการวิพากษณ์วิจารณ์และก็มีผู้ที่ออกมาต้านรวมถึงสนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ ช่วง วรปุญฺโญ เจ้าอาวาส วัดปากน้ำภาษีเจริญ

 


ในโลกออนไลน์ได้รณรงค์เปลี่ยนรูปประจำตัวเป็นรูปที่ระบุข้อความ "คัดค้านตัวแทนธรรมกายขึ้นเป็นสังฆราช" เป็นเวลา 1 อาทิตย์ โดยระบุว่า เพื่อคัดค้าน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคมโดยสมณศักดิ์ และเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) เป็นพระสังฆราช

 

 


ทั้งนี้ ผู้ที่ออกมาคัดค้าน เนื่องจาก สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ถูกวิพากษ์วิจารย์ถึงความเหมาะสม กับแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช หรือไม่ เนื่องจากมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ หลวงพ่อธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย รวมถึงกรณีการครอบครองรถยนต์หรู ซึ่งมองว่าไม่มีความเหมาะสม

 


ขณะที่ พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "เหรียญทอง แน่นหนา" ถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชว่า การกดดันแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชเป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทอย่างชัดเจน ขอบอกว่าพสกนิกรจำนวนมากไม่เกรงใจแน่ ไม่ว่าบุคคลเหล่านี้จะนุ่งจีวรหรือมีสมณศักดิ์สูงขนาดไหนก็ตาม ตนจะมองเป็นเพียงคนแต่งกายเหมือนพระเท่านั้น"

 


การไม่มีสมเด็จพระสังฆราชแล้วศาสนาพุทธจะล่มสลายได้อย่างไร พระพุทธเจ้าปรินิพพานเป็นพันปีแล้ว ผมขอฝากถึงมหาเถรสมาคมด้วยว่า จงอย่าทำลายพระภิกษุสงฆ์ให้ต้องกลายเป็นคนแต่งกายเหมือนพระอาศัยพระพุทธศาสนานะครับ ผมเห็นการแสดงความคิดของผู้ช่วยเจ้าอาวาสบางวัดแล้วบอกตรงๆ ว่าหมดศรัทธา

 


ขณะที่ในวันนี้ พล.ต.นพ.เหรียญทอง ได้มีการโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวอีกครั้งโดยระบุว่า ผมไม่ได้มีอคติต่อพระสงฆ์ ผมเคารพกราบไหว้เฉพาะพระสงฆ์ที่น่าเคารพศรัทธาต่างหากครับ แล้วผมก็กำลังปกป้องพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์จากขบวนการอลัชชี "คนแต่งกายเหมือนพระ" ที่กำลังพยายามนำพาไปสู่การบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์ด้วย 'ยุทธศาสตร์การยึดพุทธศาสนจักร' ต่างหากเล่าครับ ...ผมกำลังร่วมกับพุทธศาสนิกชนแยก "ตัวเหลือบ หรือคนแต่งกายเหมือนพระ" ออกจากพระสงฆ์

 


ด้าน นายสมศักดิ์ โตรักษา ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำภาษีเจริญ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมส่งเอกสารนัดสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ หลังจากที่ตรวจสอบพบว่ารถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่อยู่ในครอบครอง นำเข้าอะไหล่และจดประกอบ ผิดกฎหมายว่า วัดปากน้ำฯ ยังไม่ได้รับหนังสือนัดสอบปากคำจากดีเอสไอ แต่เบื้องต้น ดีเอสไอประสานมาแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ แต่ทางวัดยินดีให้ความร่วมมือทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของวัดรวบรวมเอกสารหลักฐานค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์และพระมหาศาสนมุนี ทั้งนี้ คาดว่าภายในวันที่ 1 มี.ค. วัดปากน้ำฯ จะออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนในทุกข้อสงสัย ส่วนวัน เวลาและสถานที่จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

 


ด้านนายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีเอกสารระบุเป็นของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพุทธฯ ส่งมาให้สำนักพุทธฯ ตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านการเสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วไม่ใช่เอกสารของสำนักพุทธฯ และในวันที่ 29 ก.พ.     ตนจะประสานไปยังคณะทำงานทุกคนเพื่อสืบหาที่มาที่ไปของเอกสารดังกล่าว ส่วนเอกสารฉบับจริงนั้นตนยังไม่เห็นและยังไม่ได้ส่งไปให้นายสุวพันธุ์แต่อย่างใด

 


ดูจากข้อมูลที่นำเสนอมาก็น่าจะสามารถบ่งบอกได้เลยว่าการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้นจะยังไม่เสร็จสิ้น ตราบใดที่คดีรถหรูของสมเด็จช่วงยังไม่มีข้อสรุป