- 28 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ส่วนความคืบหน้ากรณี นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด นำเช็คของสหกรณ์ไปบริจาคให้แก่วัดพระธรรมกาย และวัดเครือข่าย ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดลักทรัพย์ ฟอกเงินและรับของโจร ตามที่พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เตรียมแจ้งข้อหากลุ่มบุคคลเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวนั้น
ล่าสุดทางด้าน ดีเอสไอเตรียมเข้าแจ้งข้อหาเพิ่มเติมกับอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น พร้อมทำผังแยกรายชื่อผู้รับเช็คเพื่อแจ้งข้อหาฟอกเงิน- รับของโจร
พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ถึงความคืบหน้าการแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด สั่งจ่ายเช็คไปถึงทั้งวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพระเครือข่าย ว่าการสอบสวนในส่วนของผู้รับเช็คทั้งหมดยังไม่เสร็จ เพราะว่าพนักงานอัยการทำหนังสือแจ้งกลับมาทางดีเอสไอ เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา ให้ดีเอสไอดำเนินการเพิ่มเติมในประเด็นนี้ด้วย และอัยการสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหากับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานบริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และพวก ในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง
ซึ่งดีเอสไอได้สอบสวนสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นฯ เพิ่มเติมแล้ว โดยในวันที่ 2 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ดีเอสไอจะไปแจ้งข้อกล่าวหากับนายศุภชัยในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ จะเรียกผู้ต้องหาอีก 3 คนมาแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมที่ดีเอสไอด้วย
พ.ต.ท.สมบูรณ์กล่าวว่า ในส่วนของวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยนั้น ทางพนักงานอัยการแนะนำอีกว่าให้ดีเอสไอสามารถดำเนินการพิจารณาในเรื่องของฐานความผิดฟอกเงินหรือรับของโจร ในกรณีผู้ที่รับเช็ค 887 ฉบับ รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทจากนายศุภชัย หากเห็นว่าเป็นความผิดให้แจ้งข้อกล่าวได้เลย
ทั้งนี้ จากการสอบสวนเส้นทางการเงินมีข้อเท็จจริงชัดเจนแล้วว่า วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย มีการรับเช็คจากนายศุภชัยไปจริง ซึ่งตรงนี้ไม่มีข้อสงสัยอีก เพียงแต่ว่าการรับเช็คของพระธัมมชโยเป็นการรับโดยอาศัยมูลหนี้อะไร ตรงนี้อยู่ระหว่างสอบสวน แล้วจึงจะมาพิจารณาว่าการรับเช็คน่าจะมีความผิดหรือไม่ และถ้าเข้าข่ายความผิดจะผิดฐานใด ระหว่างเป็นการฟอกเงินหรือรับของโจร ดีเอสไอจะต้องสอบสวนต่ออีกสักระยะ
ส่วนที่มีกระแสข่าวระบุว่าดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหากับพระธัมมชโยกรณีฟอกเงินหรือรับของโจรแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง ตอนนี้ดีเอสไอยังไม่ได้พิจารณาที่จะแจ้งข้อกล่าวหากับใคร เพราะมันจะต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีก แล้วจึงจะมาพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา นอกจากนี้ ในการสอบสวนคดีดังกล่าว ดีเอสไอรายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตลอด
ทำผังโกงเงิน
พ.ต.ท.สมบูรณ์กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ให้ฝ่ายการเงินทำแผนผังเส้นทางการเงินทั้งหมด และแยกออกว่าใครรับเช็คไปบ้าง และรับไปกี่ฉบับ รับเช็คหมายเลขอะไร วงเงินเท่าไหร่ โดยคดีดังกล่าวทำเหมือนกับคดีทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จากนั้นดีเอสไอก็จะเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำว่ารับเช็คโดยมีมูลหนี้หรือไม่ ขณะนี้ดีเอสไอทำเสร็จทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงดูว่า พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร ดีเอสไอ ได้สอบปากคำไปแล้วกี่ปาก และหลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการพิจารณาว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่
เพื่อให้เกิดความชัดเจนเราจะย้อนกลับไปดูกลุ่มรายชื่อที่นายศุภชัย ได้มีการโอนเงินจำนวนมหาศาลให้กันอีกครั้งหนึ่ง
กลุ่มผู้รับเช็คจากนายศุภชัย มีทั้งหมด 7 กลุ่ม ประกอบด้วย
1.กลุ่มบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้
2.กลุ่มนิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้
3.กลุ่มวัดพระธรรมกาย
4.กลุ่มสหกรณ์อื่นๆ
5.กลุ่มผู้ต้องหาและเครือข่าย
6.กลุ่มบุคคลธรรมดาที่รับเช็ค
7.กลุ่มนายหน้าค้าที่ดิน
หมายความว่าต่อจากนี้ก็ต้องมาลุ้นกันว่า 7 กลุ่มที่ได้กล่าวไปข้างต้นจะถูกดำเนินคดีฐานฟอกเงินด้วยหรือไม่ ซึ่งในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. 2542
ซึ่งได้ระบุถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและ โทษเอาไว้ในมาตรา 5- 9 ดังนี้
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินพ.ศ. 2542 มาตรา 5 ระบุว่า ผู้ใด
(1) โอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าก่อน ขณะหรือหลังการกระทำความผิด มิให้ต้องรับโทษหรือรับโทษน้อยลงในความผิดมูลฐาน หรือ
(2) กระทำด้วยประการใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
มาตรา 6 ผู้ใดกระทำความผิดฐานฟอกเงิน แม้จะกระทำนอกราชอาณาจักรผู้นั้นจะต้องรับโทษในราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ถ้าปรากฏว่า
(1) ผู้กระทำความผิดหรือผู้ร่วมกระทำความผิดคนใดคนหนึ่งเป็นคนไทยหรือมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
(2) ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และได้กระทำโดยประสงค์ให้ความผิดเกิดขึ้นในราชอาณาจักร หรือรัฐบาลไทยเป็นผู้เสียหาย หรือ
(3) ผู้กระทำความผิดเป็นคนต่างด้าว และการกระทำนั้นเป็นความผิดตามกฎหมายของรัฐที่การกระทำเกิดขึ้นในเขตอำนาจของรัฐนั้น หากผู้นั้นได้ปรากฏตัวอยู่ในราชอาณาจักรและมิได้มีการส่งตัวผู้นั้นออกไปตามกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ทั้งนี้ ให้นำมาตรา 10 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 7 ในความผิดฐานฟอกเงิน ผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในความผิดนั้น
(1) สนับสนุนการกระทำความผิดหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก่อนหรือขณะกระทำความผิด
(2) จัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ยานพาหนะ สถานที่ หรือวัตถุใด ๆ หรือกระทำการใด ๆ เพื่อช่วยให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีหรือเพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดถูกลงโทษ หรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์ในการกระทำความผิด
ผู้ใดจัดหาหรือให้เงินหรือทรัพย์สิน ที่พำนัก หรือที่ซ่อนเร้น เพื่อช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของตนให้พ้นจากการถูกจับกุม ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
มาตรา 8 ผู้ใดพยายามกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ
มาตรา 9 ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ถ้าได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น
ในกรณีที่ความผิดได้กระทำถึงขั้นลงมือกระทำความผิด แต่เนื่องจากการเข้าขัดขวางของผู้สมคบทำให้การกระทำนั้นกระทำไปไม่ตลอดหรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้สมคบที่กระทำการขัดขวางนั้น คงรับโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งเท่านั้น
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งกลับใจให้ความจริงแห่งการสมคบต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะมีการกระทำความผิดตามที่ได้สมคบกัน ศาลจะไม่ลงโทษผู้นั้นหรือลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใดก็ได้
และถ้าหากว่าในภาพภาคหน้าดีเอสไอ ในฐานะพนักงานสอบสวน หรืออัยการมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหากลุ่มใด ก็จะเดินไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในมาตราที่ 140-147
ซึ่งมีสาระสำคัญก็คือการควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสั่งฟ้องที่ศาลและมีโอกาสติดคุกทันทีหากศาลไม่ให้ประกันตัว เหมือนกับกรณีของนายศุภชัย
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ลักษณะ 2 การสอบสวน หมวด 1 การสอบสวนสามัญ
มาตรา 140 เมื่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน เห็นว่าการสอบเสร็จแล้ว ให้จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งต่อไปนี้
(2) ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิด ให้ใช้บทบัญญัติในสี่ มาตรา ต่อไปนี้
มาตรา 141 ถ้ารู้ตัวผู้กระทำความผิด แต่เรียกหรือจับตัวยังไม่ได้ เมื่อได้ความตามทางสอบสวนอย่างใด ให้ทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนยังพนักงานอัยการ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นชอบด้วยว่าควรสั่งไม่ฟ้อง ให้ยุติการ สอบสวนโดยสั่งไม่ฟ้อง และให้แจ้งคำสั่งนี้ให้พนักงานสอบสวนทราบ
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสอบสวนต่อไป ก็ให้สั่งพนักงาน สอบสวนปฏิบัติเช่นนั้น
ถ้าพนักงานอัยการเห็นว่าควรสั่งฟ้อง ก็ให้จัดการอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวผู้ต้องหามา ถ้าผู้ต้องหาอยู่ต่างประเทศให้ พนักงานอัยการจัดการเพื่อขอให้ส่งตัวข้ามแดนมา
มาตรา 143 เมื่อได้รับความเห็นและสำนวนจากพนักงานสอบสวน ดั่งกล่าวใน มาตราก่อน ให้พนักงานอัยการปฏิบัติดั่งต่อไปนี้
(2) ในกรณีมีความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้ออกคำสั่งฟ้องและฟ้อง ผู้ต้องหาต่อศาล ถ้าไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้สั่งไม่ฟ้อง
ในกรณีหนึ่งกรณีใดข้างต้น พนักงานอัยการมีอำนาจ
(ก) สั่งตามที่เห็นควร ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวน เพิ่มเติม หรือส่งพยานคนใดมาให้ซักถามเพื่อสั่งต่อไป
(ข) วินิจฉัยว่าควรปล่อยผู้ต้องหา ปล่อยชั่วคราว ควบคุมไว้ หรือขอให้ศาลขัง แล้วแต่กรณี และจัดการหรือสั่งการให้เป็นไปตามนั้น
เพราะฉะนั้นในวันที่ 2 มีนาคมนี้ ก็ต้องจับตาดูกันว่าผู้ที่รับเช็คจากนายศุภชัย ที่มีพระธัมมชโยปรากฏนั้น จะถูกแจ้งข้อกล่าวหาด้วยหรือไม่อย่างไร
