ชี้ชะตา !! "สรยุทธ" 29 ก.พ. ศาลนัดฟังคำพิพากษา ปมบ.ไร่ส้ม ยักยอกเงินโฆษณากว่า 138 ล้าน ???

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


ในวันพรุ่งนี้ ศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษา จากกรณีฟ้องร้องบริษัทไร่ส้ม จำกัด ของ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรชื่อดัง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.สรุปสำนวนชี้มูลความผิด นายสรยุทธ กรรมการผู้จัดการบริษัท และเจ้าหน้าที่ อสมท.กับพวก ร่วมกันสนับสนุนยักยอกเงินโฆษณา ทำให้บริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) เสียหายกว่า 138 ล้านบาท

 


 

และเพื่อให้คุณผู้ชมได้เกิดความเข้าใจเราจะไล่ลำดับและนำเสนอว่าเรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และนายสรยุทธ์มีพฤติกรรมเข้าข่ายการกระทำความผิดกฎหมายอย่างไร และที่ผ่านมามีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายระหว่าง อสมท.กับนายสรยุทธ์เป็นคดีเดียวกันหรือว่าคนละคดีก็ต้องมาทำความเข้าใจกันก่อน

 


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2555 นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. แถลงว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องกล่าวหาพนักงาน อสมท ช่วยเหลือ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญา หลังจากคณะอนุกรรมการที่มี ศ.ภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธาน ได้ไต่สวนนางพิชชาภา เอี่ยมสอาด เจ้าหน้าที่ธุรการระดับ 5 สำนักกลยุทธ์การตลาด บริษัท อสมท กับพวก พบว่าไม่เรียกเก็บเงินค่าโฆษณาเกินเวลาจำนวน 138,790,000 บาท และยังแก้ไขใบคิวโฆษณาเพื่อช่วยเหลือ บริษัท ไร่ส้ม โดยมี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา, น.ส.มณฑา ธีระเดช และบริษัท ไร่ส้ม จำกัด (ในฐานะนิติบุคคล) เป็นผู้ให้การสนับสนุน เป็นเหตุให้ บริษัท อสมท ได้รับความเสียหาย

 


กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวอีกว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อเดือนมิถุนายน 2546 บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ได้ทำสัญญาว่าจ้างนายสรยุทธเป็นพิธีกรแบบรายวันดำเนินรายการ "ถึงลูกถึงคน" ในอัตราค่าจ้าง 5,000 บาทต่อตอน ต่อมาปรากฏว่ารายการได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ชมรายการ หลังจากนั้น เดือนกุมภาพันธ์ 2547 นายสรยุทธได้ตั้งบริษัท ไร่ส้ม และเป็นกรรมการผู้จัดการ มี น.ส.อังคณา วัฒนมงคงศิลป์ และเข้าทำสัญญาร่วมผลิตรายการกับ อสมท โดยระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 จนถึงวันที่ 158 กรกฏาคม 2549 บริษัท ไร่ส้มได้เข้าทำสัญญากับบริษัท อสมท ร่วมผลิตรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ออกอากาศทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลาประมาณ 12.00-13.00 น. ครั้งละ 60 นาที (รวมเวลาโฆษณา)

 


"อสมท ตกลงแบ่งเวลาโฆษณาให้บริษัท ไร้ส้ม จำกัด ได้ครั้งละ 5 นาที ถ้ามีโฆษณาเกินกว่ากำหนด บริษัท ไร่ส้ม ต้องชำระค่าโฆษณาเกินเวลาให้บริษัท

 


อสมท จำกัด (มหาชน) ในอัตรานาทีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท นอกจากนี้ได้ทำสัญญาร่วมผลิตรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลาประมาณ 21.30-22.00 น. ครั้งละ 30 นาที (รวมเวลาโฆษณา) โดยบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ตกลงแบ่งเวลาโฆษณาให้ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ได้ครั้งละ 2 นาที 30 วินาที ถ้ามีโฆษณาเกินกว่าจำนวนบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ต้องชำระค่าโฆษณาเกินเวลาให้ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในอัตรานาทีละไม่ต่ำกว่า 2.4 แสนบาท" นายกล้านรงค์ชี้แจง

 


นายกล้านรงค์ กล่าวด้วยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นาชพิชชาภาเป็นผู้รับผิดชอบเพียงผู้เดียวในการจัดทำคิวโฆษณารวม และเป็นผู้รายงานโฆษณาเกินเวลาเพื่อเรียกเก็บเงินจากบริษัทไร่ส้มได้ให้ความช่วยเหลือบริษัทไร้ส้ม เพื่อเรียกเก็บเงินตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2549 ในการนี้จากการไต่สวนปรากฏว่า นายสรยุทธได้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารธนชาต สาขา พระราม 4 จ่ายเงินให้นางพิชชาภา โดยมีการทำเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้รวม 6 ครั้ง เป็นเงิน 739,770.50 บาท ต่อมาเมื่อเดือนกรกฏาคม 2549 นยางบุญฑนิก บูลย์สิน รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักการตลาด 1 ได้สังเกตพบว่า รายการข่าวเที่ยวคืนมีการออกอากาศล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด จึงทำการตรวจสอบ และเรียกนางพิชชาภามาสอบถามต่อหน้าทุกคน

 

         
"คุณพิชชาภารับสารภาพว่า บริษัทไร้ส้มมีการโฆษณาเกิน และไม่มีการรายงานเพื่อเรียกเก็บเงินจริง และได้ใช้น้ำยาลบคำผิดลบเฉพาะคิวโฆษณาเกินเวลาในส่วนของบริษัทไร่ส้ม ในใบคิวโฆษณารวมของ อสมท เพื่อปกปิดความผิดที่ได้กระทำขึ้นตามคำแนะนำของนายสรยุทธและน.ส.มณฑา พนักงานบริษัทไร่ส้ม จำกัด ก่อนที่จะเกิดการตรวจสอบเรื่องนี้ขึ้น"

 

 
กรรมการ ป.ป.ช.ชี้แจงต่อว่า หลังจากนั้นบริษัทไร่ส้มได้มีการชำระเงินค่าโฆษณาเกินให้ อสมท. ในวันที่ 31 สิงหาคม 2549 และวันที่ 15 กันยายน 2549 เป็นเงินจำนวน 103,953,710 บาท โดยขอหักส่วนลด 30% จากยอดทั้งหมดจำนวน 138,790,000 บาท แต่ อสมท ไม่ยินยอม เนื่องจากบริษัทไร่ส้มเป็นผู้ผิดสัญญา จึงคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมเป็นเงิน 152,969,497.67 บาท ซึ่งบริษัทยิมยอมจ่ายเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2549
        

 

และเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2550 อสมท ส่งเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องที่ สน.ห้วยขวางกล่าวหานางพิชชาภา และน.ส.อรัญญา อู่ไทย ว่า ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และกล่าวหา นายสรยุทธ, น.ส.มณฑา และบริษัทไร่ส้ม ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อมาในปี พ.ศ.2551 บริษัทไร่ส้ม กลับยื่นฟ้องเรื่องนี้ต่อศาลปกครอง เรียกให้

 


อสมท ชดใช้เงินจำนวนทุนทรัพย์ 253,026,691.12 บาท โดยอ้างว่าสัญญาระหว่าง อสมท กับ บริษัทไร่ส้มนั้นตกลงแบ่งโฆษณาคนละครึ่ง ซึ่ง อสมท ก็มีโฆษณาเกินเวลาในรายการคุยคุ้ยข่าวด้วยเช่นกัน ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง"

 


ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ก.ย.2556 องค์คณะตุลาการศาลปกครองกลาง ได้นั่งบัลลังก์แถลงคำพิพากษาคดี ระหว่างบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ผู้ฟ้องคดี กับบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้ถูกฟ้องคดี ในคดีหมายเลขดำที่ 1141/2551 คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง (ขอให้ชำระเงินเนื่องจากผิดสัญญาร่วมดำเนินการรายการโทรทัศน์) ที่บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ขอให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ชำระเงินค่าโฆษณาเกินเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญาพร้อมส่วนลดคืน เป็นเงินกว่า 253 ล้านบาท
         

 

โดยองค์คณะตุลาการศาล ปกครองกลาง มีมติด้วยเสียง ข้างมาก พิพากษาให้ บมจ. อสมท จ่ายเงินให้แก่ บจก.ไร่ ส้ม รวมเป็นเงินกว่า 55.7 ล้าน บาท แบ่งเป็น 1.การจ่ายเงิน กรณี บมจ.อสมท โฆษณาเกิน เวลาตามที่ทำสัญญาไว้กับ บจก. ไร่ส้ม ในการร่วมผลิตรายการ "คุยคุ้ยข่าว" ระหว่างปี 2547- 2549 และ 2.การจ่ายเงินคืน ค่าส่วนลด 30% กรณี บจก.ไร่ส้มจ่ายเงินค่าโฆษณาเกินเวลาตามที่ทำสัญญาไว้กับ บมจ. อสมท กว่า 100 ล้านบาท แล้ว บมจ.อสมท ไม่ได้หักค่าส่วนลด 30%        

 


อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาคดีดังกล่าว เป็นคนละคดีกับกรณีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยมีมติว่า บริษัท  ไร่ส้ม จำกัด มีความผิดทางอาญา ฐานร่วมกันยักยอกเงินโฆษณาที่ได้รับเกินกว่าสัญญาที่บริษัท ไร่ส้ม จำกัด ทำไว้กับบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ทำให้ อสมท ได้รับความเสียหายถึง 138,790,000 บาท

 


ขณะที่เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 55 ที่ผ่านมานายสรยุทธ สุทัศนะจินดาได้ใช้เวทีในการชี้แจงผ่านรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติส่งเรื่องให้อัยการส่งฟ้องต่อศาล ดำเนินคดีอาญา เจ้าหน้าที่บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) อย่างน้อย 6 คน ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีช่วยเหลือ บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญา โดยไม่เรียกเก็บเงินค่าโฆษณาเกินเวลา รวมเป็นจำนวนเงิน 138,790,000 บาท ว่า ตนพร้อมจะพิสูจน์และรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าเม็ดเงินจำนวน 138.79 ล้านบาท บริษัทไร่ส้มได้ชำระคืน อสมท ครบถ้วนแล้ว
         

 

ดังนั้น อสมท จึงไม่มีความเสียหายในส่วนนี้ ส่วนโฆษณาที่เกินโควตาของ อสมท ทางบริษัทไร่ส้มได้มีการตกลงกันที่จะแบ่งค่าโฆษณาสัดส่วน 50 ต่อ 50 ซึ่งทาง อสมท ได้ปฏิเสธที่จะชำระให้ และในนามของบริษัทไร่ส้ม ก็ได้ฟ้องขอพึ่งศาลปกครองแล้ว ซึ่งคดีดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา

 

         
นายสรยุทธ กล่าวต่อว่า ส่วนคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. ที่ว่าตนและบริษัทไร่ส้ม ยังมีความผิดตามหลักฐาน คำให้การของพนักงานระดับธุรการของ อสมท รายหนึ่ง ที่อ้างว่าได้ดำเนินการตามคำแนะนำของตน โดยมีหลักฐานเป็นเช็คที่ออกโดยไร่ส้ม และมีตนลงนามถึง 6 ครั้ง วงเงินรวม 700,000 บาท โดย ป.ป.ช. ชี้มูลว่าเป็นค่าตอบแทนให้กับพนักงานธุรการรายดังกล่าว เนื่องจากตนเป็นกรรมการของบริษัท เช็คทุกใบจึงมีอำนาจลงนามอยู่แล้ว และการลงนามในเช็คก็เป็นการลงนามตามขั้นตอนการเบิกจ่ายค่านายหน้าประสานงานโฆษณา ซึ่งเป็นไปตามปกติ และที่สำคัญเช็คทุกใบมีการจ่ายหักภาษี ณ ที่จ่ายครบถ้วน ยืนยันไม่มีการติดสินบน ให้พนักงานระดับธุรการเพียง 1 คน เพื่อให้ช่วยปกปิด และ อสมท ก็เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ มีระบบตรวจสอบเข้มข้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่พนักงานระดับธุรการจะปกปิดจนไม่มีการตรวจสอบพบ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรตนจะขอต่อสู้ตามสิทธิ์ และจะดำเนินการต่อไป

 


อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า นายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเป็นเพียงพิธีกรรับจ้างในลักษณะร่วมผลิตรายการของบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) แต่ลักษณะการกระทำของนายสรยุทธ์ถือเป็นการไปร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในการกระทำความผิด เพราะฉะนั้นจึงทำให้ ป.ป.ช.สามารถดำเนินการตรวจสอบนายสรยุทธ์ได้

 


ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 6 , 8 , 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

 


โดย มาตรา 6 ผู้ใดเป็นพนักงานเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำ การอย่างใดในหน้าที่ ไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึง สี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต

 


มาตรา 8 ผู้ใดเป็นพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ ใด ๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท

 


มาตรา 11 ผู้ใดเป็นพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับ ตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 


ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกในการที่ผู้อื่นกระทำความผิด ก่อนหรือขณะกระทำ ความผิด แม้ผู้กระทำความผิดจะมิได้รู้ถึงการช่วยเหลือหรือให้ความ สะดวกนั้นก็ตาม ผู้นั้นเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด ต้อง ระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่ สนับสนุนนั้น

 


และทั้งหมดนี้ก็คือข้อเท็จจริงที่สำนักข่าวทีนิวส์นำมาไล่เรียงให้คุณผู้ชมได้เกิดความเข้าใจอีกครั้ง เพราะฉะนั้นคดีนี้จะมีความผิดหรือไม่ ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาคดีของศาลเพียงเท่านั้น