"รบ." เล็งเป้า!! ส่งออกไทยพลิกเป็นบวก หลังติดลบหนัก 13 เดือนติด จากปัญหา "เศรษฐกิจโลก" ชะลอตัว !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

การส่งออกของไทย ยังคงติดลบหนักอย่างต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน จากปัญหาการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก แต่ถึงอย่างไรก็ตามรัฐบาลยังคงวางเป้าการส่งออกในปีนี้ จะพลิกกลับมาเป็นบวกได้ โดยจะโตอยู่ที่ 5% ซึ่งรัฐบาลจะมีการปรับปรุงตัวเลข ในการคำนวณการส่งออกของไทยใหม่ ติดตามได้จากรายงานพิเศษชิ้นนี้

 

 

 


การส่งออกของไทยซึ่งเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด ยังคงออกมาย่ำแย่อย่างหนัก เมื่อล่าสุด

 


ทำสถิติติดลบอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน


โดยคุณสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า จากกระทรวงพาณิชย์ แถลงภาวะการค้าระหว่างประเทศ ประจำเดือนม.ค.2559 ว่า

 


การส่งออกมีมูลค่า 15,711 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 8.91% ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 15,474 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 12.37% ส่งผลให้ดุลการค้าในเดือนม.ค.2559 เกินดุล 238 ล้านเหรียญสหรัฐ

 


แต่ทั้งนี้ การส่งออกประจำเดือนมกราคม 2559 หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันและทองคำออกไปก็จะหดตัวอยู่ที่เพียงแค่ 5.4% โดยมีแนวโน้มหดตัวในอัตราที่ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

 


ซึ่งทั้งนี้ คุณสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวด้วยว่าตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา สถานการณ์การค้าโลก ได้เผชิญกับความท้าทายมากมาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยภายนอก ที่ส่งผ่านผลกระทบมาสู่มูลค่าการส่งออกของไทย ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว และราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และกำลังซื้อของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงราคาสินค้าเกษตรโลกก็ยังอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งการส่งออกของไทย ยังได้รับผลกระทบจากการที่หลายประเทศ ใช้มาตรการลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้น จึงทำให้ค่าเงินในประเทศคู่ค้าและคู่แข่งของไทย มีความผันผวนสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าเงินของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่ล้วนมีทิศทางที่อ่อนค่าและส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับภาพรวมมูลค่าการส่งออกของไทยประจำเดือนมกราคมปี 2559 ยังคงเผชิญแรงฉุดรั้งสำคัญ ที่กดดันมูลค่าส่งออกจากปัจจัยต่อเนื่องจากปี 2558 โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่ลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 11 ปี ในขณะที่ราคาสินค้าเกษตรก็ยังไม่ฟื้นตัว จึงมีผลทำให้หลายสินค้าสำคัญ มีมูลค่าส่งออกหดตัวแรงกว่าปริมาณการส่งออกที่ลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การส่งออกของไทย ยังมีสถานการณ์ที่ดีกว่าประเทศอื่นๆมาก โดยหากเทียบประเทศผู้ส่งออกสำคัญในภูมิภาคอาเซียน

 


ไทยยังมีสถานการณ์ส่งออกที่ดีกว่าฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนิเซีย อีกทั้ง ข้อมูลการนำเข้าของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ก็ยังแสดงว่า ไทยยังคงรักษาส่วนแบ่งตลาด หรือ Market Share ในตลาดและสินค้าส่งออกสำคัญไว้ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความสามารถทางการแข่งขันของไทย ไม่ได้ลดลงตามมูลค่าส่งออก

 


นอกจากนี้ รายได้จากการส่งออกของไทยในรูปเงินบาท ก็กลับมาขยายตัวอีกครั้ง จากผลของการอ่อนค่าของเงินบาทอีกด้วย ซึ่งทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ ยังได้เปิดเผยด้วยว่า ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวตามราคาสินค้าเกษตรโลกในเดือนม.ค. 2559

 


โดยมูลค่าส่งออกลดลง 4.1% ตามทิศทางของราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่ยังคงชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

โดยยางพาราหดตัวถึง 25.7%
เช่นเดียวกับทูน่ากระป๋อง ที่หดตัวถึง 15.1%
ในขณะที่กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป หดตัว 19.2%
ส่วนผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัว 19.6%
ด้านไก่สดแช่แข็งและแปรรูป หดตัวสูงถึง 2.3% ซึ่งเป็นผลมาจากการหดตัวด้านราคาเป็นสำคัญ
แต่หากพิจารณาในด้านปริมาณการส่งออก พบว่า หดตัวเล็กน้อย
โดยเฉพาะไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ที่ปริมาณในการส่งออกสินค้า ยังคงขยายตัว แต่ราคาอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้มูลค่าการส่งออกหดตัวลง
ขณะที่ข้าว มูลค่าการส่งออกกลับมาขยายตัวสูงถึง 30%
ในขณะที่น้ำตาลทราย มูลค่าส่งออกก็กลับมาขยายตัวสูงถึง 25.8%
โดยข้าวมีปริมาณการส่งออกขยายตัวสูงถึง 68.5%
ในขณะที่น้ำตาลทราย มีปริมาณการส่งออกขยายตัวสูงถึง 43.8%

 


ขณะที่ในส่วนของ การส่งออกลำไยสดและแห้งไปจีน และอาเซียน กับสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดไปตลาดสหรัฐอเมริกา ยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง

 


ขณะที่ภาพรวมการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหดตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมัน ที่ลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 11 ปี

 


โดยเดือน ม.ค.2559 มูลค่าการส่งออกลดลงถึง 8.5% ซึ่งปัจจัยหลักก็ยังคงมาจาก การหดตัวของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบ หรืออุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างการใช้วัตถุดิบ ซึ่งมาจากการกลั่นปิโตรเลียม

 


ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป เคมีภัณฑ์ และเม็ดพลาสติก ซึ่งมีสัดส่วนรวมกัน 9.1% ของมูลค่าการส่งออกที่หดตัวสูงต่อเนื่องถึง 25.2% จากปีก่อนหน้า ตามภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดมาอยู่ที่ระดับ 27.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 11 ปี

 


รวมทั้งการส่งออกสินค้าทองคำก็หดตัวสูงถึง 51.2% จากปัจจัยด้านราคาทองคำในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง

 

นอกจากนี้ มูลค่าส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าสำคัญ อย่างเครื่องรับโทรทัศน์ก็หดตัวสูงขึ้น จากปัจจัยการย้ายฐานการผลิต

 


แต่ว่าอย่างไรก็ดี กลุ่มรถยนต์และส่วนประกอบซึ่งเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทย กลับมาขยายตัวที่ 4.1% โดยเป็นการเติบโตตามการขยายตัวของการส่งออกประเภทรถยนต์นั่ง ที่ขยายตัวสูงในตลาดออสเตรเลีย อาเซียน และตะวันออกกลาง

 


ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ มูลค่าส่งออกของไทยยังชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ทั้งนี้ ส่วนใหญ่พบว่า ไทยยังมีสถานการณ์ส่งออกที่ดีกว่าภาพรวมการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมของโลกในเกือบทุกสินค้า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม แม้การส่งออกของไทยจะหดตัวแรงตามภาวะเศรษฐกิจโลก

 

 

แต่ทางด้านของ คุณ สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ ก็ยังคงประกาศคงเป้าหมายในการผลักดันการส่งออกในปีนี้ ให้เติบโตประมาณ 5% โดย รมช.พาณิชย์ นั้นบอกว่า ไทยจะยังคงเน้นการรักษาส่วนแบ่งตลาดส่งออกเอาไว้ให้ได้ ซึ่งก็หวังว่าจะทำให้การส่งออกพลิกกลับมาเป็นบวกได้ โดยรมช.พาณิชย์นั้นกล่าวว่าแม้การขยายตัวของการส่งออกในเดือนม.ค.2559 จะยังคงติดลบต่อเนื่อง แต่อย่ามองเพียงตัวเลขส่งออกอย่างเดียว ซึ่งไทยก็ต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนให้แข่งขันในตลาดโลกได้ เพราะเมื่อเทียบกับการส่งออกของประเทศอื่นทั่วโลกที่ติดลบแล้ว ประเทศไทย ก็ยังมีการขยายตัวอยู่ในอันดับ 4 รองจากฮ่องกง จีน และเม็กซิโก เพราะฉะนั้นจึงมีความเชื่อว่า ไทยจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นในทุกๆตลาด

 


รมช.พาณิชย์นั้นกล่าวด้วยว่า มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งออกแต่รูปแบบการค้านั้นเปลี่ยนแปลงไป เพราะโลกพึ่งพาการส่งออกและนำเข้าน้อยลง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มลดลง แต่การส่งออกด้านบริการกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้กำหนดโรดแมพและยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนของไทยในเวทีโลก ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการค้าการลงทุน จากที่แต่เดิม มีการส่งออกด้านสินค้าเพียงอย่างเดียว ก็จะปรับเปลี่ยนให้มีการส่งออกด้านบริการมากขึ้น ซึ่งไทยมีแนวโน้มการส่งออกด้านบริการที่ดี พร้อมทั้งได้สั่งการให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการรวบรวมตัวเลขการส่งออกด้านบริการ เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแถลงตัวเลขภาวะการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจจะเห็นได้ในช่วงเดือนเมษายนนี้ ส่วนเรื่องการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ  จากเดิมต้องการเห็นนักลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนในไทย ก็จะมีการปรับเปลี่ยน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทย ไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายของการลงทุนของไทย ในต่างประเทศกว่า 30% ก็จะไปอยู่ในอาเซียน ด้านโครงสร้างภายในของภาคอุตสาหกรรม ก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยลดการพึ่งพารายได้จากการส่งออกลง แต่ไปเพิ่มการพึ่งพารายได้ จากการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยทุกกลุ่มอุตสาหกรรม มีสัดส่วนรายได้จากส่วนงานในต่างประเทศต่อรายได้รวมสูงขึ้น และนอกจากนี้ ก็ยังจะให้มีการปรับเปลี่ยน จากการส่งออกเชิงปริมาณ มาเป็นการส่งออกที่เน้นคุณภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น
รมช.พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า

 


ในอนาคตจะต้องดู GNP หรือมูลค่าสินค้าและบริการ ควบคู่ไปกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ GDP ควบคู่กันไป โดยหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว GNP จะมากกว่า GDP

 


นอกจากนี้ การค้ากำลังเผชิญกับภาวะ New Normal ดังนั้นจะมีการดำเนินการแบบ Business As Usual ไม่ได้ โดยนอกเหนือจากการแสวงหาโอกาสจากการค้าโลกแล้ว ก็ต้องมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศด้วย

 


โดยแนวทางการขับเคลื่อนการส่งออกที่สำคัญ ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1.ขยายการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน 2.เร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก 3.ส่งเสริมการค้าบริการ 4.ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ และ5.ผลักดันและแก้ปัญหาทางการค้าระร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน

 


ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแผนที่ทางรัฐบาล จะมีการเดินหน้ากันต่อไป เพื่อผลักดันการส่งออกในปีนี้ ให้กลับมาเป็นบวกให้จงได้ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ 5% แต่จะไปถึงเป้า อย่างที่ได้ตั้งเป้าไว้หรือไม่ เราคงต้องเอาใจช่วย กันต่อไป