ชำแหละ!! "รายงานสำนักฯพุทธ" เอื้อประโยชน์ธรรมกาย - สมเด็จวัดปากน้ำ สะท้อนจุดยืนไม่โปร่งใส !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

 

จากกรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้จัดทำรายงานเพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางด้านพระพุทธศาสนา ซึ่งรวมไปถึงประเด็นการต่อต้านและสนับสนุนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และวัดพระธรรมกาย

 

 

 


สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนของสำนักฯพุทธ ที่ดูจะไม่โปร่งใส่และเลือกข้างที่จะยืนอยู่เคียงข้างผลประโยชน์ในด้านหนึ่งด้านใด ประกอบกับข้อเสนอนั้นยังเป็นการกดดันรัฐบาลอย่างชัดเจน

 


ด้วยเหตุนี้ ทางสำนักข่าวทีนิวส์จึงจะได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสำนักพุทธเพื่อนำไปสู่การพิจารณาและทบทวนว่าองค์กรแห่งนี้สมควรที่จะได้รับการสังคายนาแล้วหรือไม่

 


เริ่มจากในรายงานหัวข้อแรกความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการเสนอนามพระนามสมเด็จพระสังฆราช

 


สำนักฯพุทธระบุว่าฝ่ายสนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประกอบด้วย


กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ทั้งหมด โดยเฉพาะผู้นำเสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ต่อที่ประชุม มส.คือ สมเด็จพระวันรัต เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต วัดบวรนิเวศวิหาร

 


คณะสงฆ์โดยภาพรวมทั้งประเทศ ทั้งฝ่ายธรรมยุต และมหานิกาย ซึ่งมีข้อสังเกตคือ ในที่ประชุมการอบรมพระอุปัชฌาย์ ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่จากทั่วประเทศประมาณ 280 รูป ที่วัดสามพระยา มีผู้เสนอขอพักการอบรมชั่วคราวเพื่อไปร่วมชุมนุม แต่ผู้แทน มส.ไม่อนุญาต และขอร้องว่าเมื่อท่านรัฐมนตรีมาบรรยายพิเศษ ขออย่าถามประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านี้

 


เครือข่ายองค์กรชาวพุทธเกือบทั้งหมด โดยมีศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนาเป็นแกนนำ

 


มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) โดย มจร. นำโดยพระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร. ได้นัดรวมตัวคณะสงฆ์ และพุทธบริษัท เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ที่พุทธมณฑล และการให้สัมภาษณ์สื่อ ส่วน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เริ่มออกมาเคลื่อนไหวครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 โดยจัดเสวนาเชิงวิชาการ เฉพาะพระสงฆ์สายธรรมยุตนิกายล้วนๆ ที่ อ.ศาลายา จ.นครปฐม มีพระราชญาณกวี (เจ้าคุณสุวิทย์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้า ออกมาวิพากษ์สร้างความกระจ่างต่อสังคมในหลากหลายมุมมอง

 


ส่วนฝ่ายคัดค้านสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประกอบด้วย


พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพระพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม


นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)


เครือข่ายสตรีปกป้องพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นกลุ่มลูกศิษย์ของพระพุทธะอิสระ


 

กล่าวโดยสรุปก็คือในรายงานของสำนักพุทธพยายามจะชี้นำว่าฝ่ายสนับสนุนนั้นมีปริมาณที่มากกว่าฝ่ายคัดค้าน อันเป็นการชี้นำให้รัฐบาลต้องดำเนินการแต่งตั้งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 


แต่ทว่าจะการสำรวจความคิดเห็นในประเด็นเดียวกันนี้จากนิด้าโพลกลับให้ผลมาในทิศทางที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

 


ถามว่าท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช


พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.80 ระบุนายกรัฐมนตรีควรรอให้ความขัดแย้งในวงการสงฆ์คลี่คลายก่อนจึงค่อยขึ้นทูล เกล้าฯ ถวายเพื่อสถาปนาสมเด็จพระสังฆ ราชพระองค์ใหม่
         

 

ขณะที่ร้อยละ 28.30 ระบุว่านายกรัฐมนตรีควรดำเนินการตามมติของมหาเถรสมาคมเสนอชื่อสมเด็จช่วง วัดปากน้ำฯ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

 


เพียงแค่ตัวอย่างเดียวก็จะเห็นได้ว่าคำตอบที่ได้รับนั้นสวนทางกับสำนักฯพุทธอย่างชัดเจน จึงทำให้เกิดข้อคำถามว่า กลุ่มองค์กรและบุคคลที่สำนักพุทธนำมาอ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนนั้น ข้อเท็จจริงเป็นแบบนั้น หรือเป็นกลุ่มจัดตั้งขึ้นมากันแน่

 


จากข้อมูลข้างต้นจึงถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่องค์กรอย่างสำนักฯพุทธจะต้องถูกตรวจสอบและสังคายนา

 


ในเวปไซต์ของสำนักฯพุทธ ได้ระบุถึงที่มาที่ไปขององค์กรเอาไว้ดังนี้


พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย ด้วยคนไทยส่วนใหญ่ได้เคารพนับถือพระพุทธศาสนาเป็นสรณะแห่งชีวิต สืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน นับแต่โบราณกาลจวบจนปัจจุบันที่ชาติไทยเรามีความมั่นคง ดำรงเอกราช มีอธิปไตยเป็นอิสระเสรีอยู่ได้ตราบเท่าทุกวันนี้ ก็ด้วยคนในชาติยึดมั่นอยู่ในสามัคคีตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีอันดีงาม ซึ่งเป็นปัจจัยเสริมสร้างสามัคคีธรรมระหว่างคนในชาติ ส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากพระพุทธศาสนา ดังนั้น หลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศชาติ

 


การบริหารกิจการพระศาสนานั้น เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ตามพุทธบัญญัติ แต่เนื่องจากอาณาจักรและศาสนจักร ต้องประสานกัน เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ รัฐบาลในฐานะผู้รับสนองพระราชภาระของพระมหากษัตริย์ จึงเข้าไปมีส่วนร่วม ในการดำเนินงานกิจการทางศาสนา ตามประวัติและพัฒนาการโดยลำดับ ดังนี้


- สมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา มีราชบัณฑิต และ หมื่นราชสังฆการี รับมอบหมายภารกิจด้านการศาสนา
 
- ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีหน่วยงานรับผิดชอบ 3 หน่วยงานคือ กรมธรรมการ กรมสังฆการี และกรมราชบัณฑิต

 


พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้ง กรมศึกษาธิการ ขึ้นดูแลโรงเรียนต่าง ๆ ในขณะนั้น

 


 พ.ศ. 2435 รวมกรมธรรมการ กรมสังฆการี กรมพยาบาล กรมพิพิธภัณฑ์สถาน และกรมศึกษาธิการ เป็นกระทรวงธรรมการ

 


 พ.ศ. 2441 “ ประกาศจัดการเล่าเรียนในหัวเมือง “ ให้ราษฎรมีความรับผิดชอบ และให้รู้จักการประกอบอาชีพ ในทางสุจริต โดยให้พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สั่งสอนอบรม (พ.ศ. 2442 กระทรวงมหาดไทย ได้โอนหน้าที่การอุดหนุนการศึกษา ให้กระทรวงธรรมการตามเดิม)

 


พ.ศ. 2445 ประกาศใช้ “ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ซึ่งมีบัญญัติให้พระสงฆ์ทุกระดับ มีหน้าที่บำรุงการศึกษาในวัดอีกด้วย

 

 

 พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีการปรับปรุงตำแหน่งหน้าที่ ในกระทรวงธรรมการ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีกองบัญชาการและแบ่งกรมใหญ่มีหัวหน้าเป็นอธิบดี 2 กรม คือ กรมธรรมการ และ กรมศึกษาธิการ และใน 2 กรมดังกล่าว ก็มีกรมเล็ก ๆ ซึ่งหัวหน้ามีตำแหน่งเป็นเจ้ากรมอยู่ในสังกัด คือ กรมสังฆการี กรมพระอาราม กองอธิกรณ์ ขึ้นอยู่กับกรมธรรมการ ส่วนกรมราชบัณฑิต กรมวิสามัญศึกษา กรมสามัญศึกษา ขึ้นกับกรมศึกษาธิการ

 


พ.ศ. 2462 ได้มีการเปลี่ยนชื่อ กระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และโปรดให้ย้ายกรมธรรมการ ไปรวมอยู่ในพระราชสำนักตามประเพณีเดิม

 


ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกันไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”

 


 พ.ศ. 2469 เปลี่ยนชื่อเป็น กระทรวงธรรมการ อีกครั้งหนึ่ง และย้ายกรมธรรมการ ซึ่งรวมกรมสังฆการีอยู่ด้วยกัน ไปสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการ ทั้งนี้ “โดยที่ทรงพระราชดำริว่า การศึกษาไม่ควรจะแยกจากวัด”

 


พ.ศ. 2474 มีการเปลี่ยนแปลงราชการในกระทรวงธรรมการและกรมสังฆการีเข้าด้วยเช่นเดิม กรมธรรมการยังคงสังกัดอยู่ในกระทรวงธรรมการเรื่อยมา แม้ภายหลังสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง

 


 พ.ศ. 2484 ได้มีประกาศพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เปลี่ยนชื่อ กระทรวงธรรมการ เป็น กระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อ กรมธรรมการ เป็น กรมการศาสนา

 


พ.ศ. 2545 ในวันที่ 3 ตุลาคม 2545 ได้มีการแบ่งส่วนราชการกรมการศาสนาเดิม ออกเป็น 2 หน่วยงาน คือ กรมการศาสนา สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ดังปรากฎอยู่ทุกวันนี้

 


ทำเนียบผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

ผู้บริหารสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

นายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ 

ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ ๑

พลตำรวจโทอุดม เจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ ๒

นายจักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ ๓

นายถวิล สมัครรัฐกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ ๔

นางจุฬารัตน์ บุณยากร ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ ๕

นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ ๖

นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คนที่ ๗

 


ทั้งหมดนี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ที่สำนักข่าวทีนิวส์จะได้เริ่มชำแหละและตรวจสอบสำนักพุทธฯ ซึ่งในตอนต่อๆไปเราจะได้นำเสนอในแง่มุมต่างๆให้คุณผู้ชมได้รับทราบต่อไป