- 28 ก.พ. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
การที่ประเทศไทยในยุคคสช.ไดทำหน้าที่ประธานกลุ่มประเทศจี 77 ในวาระปี 2559 ซึ่งถือเป็นครั้งแรก หลังจากไทยเป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งเมื่อ 51 ปีก่อน นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของนานาชาติที่มีต่อประเทศไทยแล้ว
ภารกิจสำคัญของพล.อ.ประยุทธ์ อันน่าภคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศก็คือ การเชิดชูแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่อประเทศสมาชิกว่านี่คือ โอกาสรอดในวิกฤติการณ์ของโลกในยุคปัจจุบัน
ที่โรงแรม สยาม เคมปินสกี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม "G-77 Bangkok Roundtable on Sufficiency Economy: an Approach to Implementing the Sustainable Development Goals"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในนามของประชาชนชาวไทย ขอยินดีต้อนรับผู้แทนประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 และแขกผู้มีเกียรติสู่ประเทศไทย นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ประธานกลุ่ม 77 ในปี 2559 นี้ ซึ่งเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าให้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 มาปฏิบัติ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ตนได้มีโอกาสร่วมกับผู้นำของนานาประเทศรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน เราต่างมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นโลกพัฒนาไปอย่างสมดุลและยั่งยืน ในอีก 15 ปีข้างหน้า
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกให้เราผลิตหรือบริโภคแบบจำกัด แต่เน้นว่า การจะทำอะไรก็ตามในชีวิต ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจ ต้องสมเหตุ สมผล เป็นความพอดีและพอประมาณบนพื้นฐานของเหตุและผลของแต่ละบุคคลซึ่งแตกต่างกันไปตามสถานะ ต้องทำอย่างรู้เท่าทันและต้องมีคุณธรรม ไม่ทำให้ตัวเองได้ดีแต่ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน หรือสิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบ การพัฒนาจะยั่งยืนได้ต้องมาจากรากฐานของความคิดเช่นนี้
ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้อง ซึ่งจะ นำไปสู่พฤติกรรมที่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ในระดับบุคคล ทั้งในเรื่องการบริโภค การผลิต การดำเนินธุรกิจ การพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงความยั่งยืน การพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกัน คำนึงว่าเราทุกคน ทุกชีวิต และสิ่งแวดล้อม อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน และสามารถส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อกันได้
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ประเทศไทยเชื่อว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความเป็นสากล สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกบริบทและทุกระดับ ไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคการเกษตร พื้นที่ชนบท หรือประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้กับประเทศในทุกระดับการพัฒนา ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน ชุมชนทั้งในชนบทและในเมือง จนถึงในการบริหารประเทศเป็นสิ่งที่ประชาชน นักการเมือง ข้าราชการ เกษตรกร นักธุรกิจ และทุกๆ คน สามารถนำไปใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การนำการเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ในภาคเกษตรกรรมโดยให้ความสำคัญกับการวางแผนการผลิตให้สามารถรับมือกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน และความผันผวนจากกลไกตลาด การบริหารจัดการความเสี่ยงในภาคธุรกิจและการประกอบธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ธุรกิจน้ำตาลที่นำของเสียจากการผลิตมาทำแก๊ซชีวภาพ ธุรกิจรีไซเคิล และธุรกิจการทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น การเตรียมความพร้อมและรับมือต่อภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นฐาน การสร้างสถาบันทางการเมืองและระบบราชการที่มีจริยธรรมและคุณธรรม การกำหนดนโยบายบริหารประเทศที่คำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน มีความสมดุล และครอบคลุม การดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังโดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มิใช่ของใคร หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ทุกประเทศทั้งประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา เหนือ-ใต้ ต้องร่วมมือกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นอู่ข้าวอู่น้ำและธนาคารอาหารของกันและกันและของโลกแล้ว ประเทศพัฒนาแล้วก็สามารถสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาของประเทศกำลังพัฒนาได้ โดยการเสริมสร้างขีดความสามารถ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้วยไทยตระหนักดีว่า หลายประเทศมีแนวทางและหลักปรัชญาในการสนับสนุนการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นของตนเอง ซึ่งไทยพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศสมาชิกกลุ่ม77เพื่อแสวงหา“ความเหมือนในความต่าง”ซึ่งจะเป็นพื้นฐานและโอกาสที่สำคัญในการสนับสนุนกันและกันในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และมุ่งสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนมีความสุขร่วมกัน
เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสแก่ชาวไทยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2517 เป็นต้นมาและถูกพูดถึงอย่างชัดเจนในวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 เพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในกระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
นักวิชาการไทยหลายคนร่วมแสดงความคิดเห็น อย่างเช่น ศ.นพ.ประเวศ วะสี, ศ.เสน่ห์ จามริก, ศ.อภิชัย พันธเสน, และศ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา เชื่อมโยงแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ด้านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่น ๆ มาร่วมกันประมวลเพื่อบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ได้รับการเชิดชูจากองค์การสหประชาชาติ ว่าเป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศและสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนโดยมีนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในขณะเดียวกัน บางสื่อตั้งคำถามถึงการยกย่องขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งความน่าเชื่อถือของรายงานศึกษาและท่าทีขององค์การ
การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นอันพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด...
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาที่ยึดหลักทางสายกลาง ที่ชี้แนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนในทุกระดับให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีความพอเพียง และมีความพร้อมที่จะจัดการต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน ทั้งนี้ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน เพื่อให้สามารถอยู่ได้แม้ในโลกโลกาภิวัตน์ที่มีการแข่งขันสูง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ทรงปรับปรุงพระราชทานเป็นที่มาของนิยาม "3 ห่วง 2 เงื่อนไข" ที่คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำมาใช้ในการรณรงค์เผยแพร่ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งประกอบด้วยความ "พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน" บนเงื่อนไข "ความรู้" และ "คุณธรรม"
นักคิดระดับโลกเห็นด้วยกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และมีการนำเสนอบทความ บทสัมภาษณ์ต่าง ๆ เช่น
ศ.ดร. วูล์ฟกัง ซัคส์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของเยอรมนี สนใจการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างมาก และมองว่าน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับทุกชาติในเวลานี้ ทั้งมีแนวคิดผลักดันเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นที่รู้จักในเยอรมนี
ศ.ดร. อมาตยา เซน ศาสตราจารย์ชาวอินเดีย เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ปี ค.ศ. 1998 มองว่า ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการใช้สิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และใช้โอกาสให้พอเพียงกับชีวิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายถึงความไม่ต้องการ แต่ต้องรู้จักใช้ชีวิตให้ดีพอ อย่าให้ความสำคัญกับเรื่องของรายได้และความร่ำรวย แต่ให้มองที่คุณค่าของชีวิตมนุษย์
จิกมี ทินเลย์ นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศภูฏาน ให้ทรรศนะว่า หากประเทศไทยกำหนดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวาระระดับชาติ และดำเนินตามแนวทางนี้อย่างจริงจัง "ผมว่าประเทศไทยสามารถสร้างโลกใบใหม่จากหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างชีวิตที่ยั่งยืน และสุดท้ายจะไม่หยุดเพียงแค่ในประเทศ แต่จะเป็นหลักการและแนวปฏิบัติของโลก ซึ่งหากทำได้สำเร็จ ไทยก็คือผู้นำ
นายโคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ เคยได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 และได้มีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า เป็นปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อประเทศไทยและนานาประเทศ และสามารถเริ่มได้จากการสร้างภูมิคุ้มกันในตนเอง สู่หมู่บ้าน และสู่เศรษฐกิจในวงกว้างขึ้นในที่สุด
และนาย H?kan Bj?rkman รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติในประเทศไทย กล่าวเชิดชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยังได้ตระหนักถึงวิสัยทัศน์และแนวคิดในการพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและองค์การสหประชาชาติยังได้สนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิก 166 ประเทศให้ยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน
บทบาทของประเทศไทยภายใต้การขับเคลื่อนของรัฐบาลคสช.และพล.อ.ประยุทธ์ที่ได้รับเกียรติ เป็นประธานกลุ่มจี 77 ที่เรียกว่าไม่ธรรมดาแล้ว การเชิดชูปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในกลุ่มประเทศที่ใหญ่ที่สุดของโลก จึงถือเป็นการประกาศศักดาของไทยในยุคคสช.ที่กำลังพิสูจน์ตัวเองในประชาคมโลก ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
G77 คือกลุ่ม 77 ที่สหประชาชาติกำหนดกลุ่มเป็นพันธมิตรของประเทศกำลังพัฒนาได้รับการออกแบบเพื่อส่งเสริมสมาชิก 'รวมเศรษฐกิจผลประโยชน์และสร้างขีดความสามารถในการเจรจาต่อรองร่วมที่เพิ่มขึ้นในสหประชาชาติ.โดยเริ่มต้น มี 77 สมาชิกก่อตั้งขององค์กรที่มี แต่ โดยพฤศจิกายน 2013 องค์กรได้ขยายตั้งแต่ 134 ประเทศสมาชิก.
ในปี 2015 กลุ่มประกอบด้วยทั้งหมดของสมาชิกสหประชาชาติ แต่ไม่รวมประเทศต่อไปนี้:
1 สมาชิกทั้งหมดของสภายุโรป ยกเว้นของบอสเนียและเฮอร์เซ
2 สมาชิกทุกคนขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (ยกเว้นชิลี);
3 ประเทศที่อยู่ในกลุ่ม "Commonwealth of Independent States"
กลุ่มจี 77สร้างความร่วมมือการค้าและการพัฒนาระหว่างประเทศพัฒนาด้วยกัน สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และสังคม
1 กลุ่มประเทศกำลังพัฒนากำลังเป็นกลุ่มสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจโลกโดย ในการปะเมินโดย UN ในปี 1990-2008 เศรษฐกิจการค้าของกลุ่มกำลังพัฒนาโตสูงถึง 20 เท่านั้นมากกว่าการค้าโลกที่เพียง 4 เท่า เป็นเหตุว่าทำไหมกลุ่มจี77จึงสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของโลก
2 กลุ่มจี77อาจช่วยในการช่วยให้ไทยรับเลือกเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติแบบชั่วคราว ได้อีกทางหนึ่ง
