ถอดรหัส!! สูตรส.ว.แต่งตั้ง กลไกพิเศษช่วงเปลี่ยนผ่านสถานการณ์ประเทศ !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

ชัดเจนขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งแล้ว สำหรับข้อเสนอแก้ไขร่างรธน.ข้อ16ของคณะรัฐมนตรีหลังจากที่พล.อ.ประวิตร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลายวันติดต่อกันว่า รูปแบบของกลไกพิเศษน่าจะหมายความการเขียนบทบัญญัติเอาไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง และบังคับใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 5 ปี

 

 


แต่คำถามที่ต้องค้นหาคำตอบกันจ่อไปก็คือ จะสรรหาหรือแต่งตั้งส.ว.อย่างไร และอำหน้าหน้าที่ของส.ว.จสอดคล้องกับบทบาทการทำหน้าที่เปลี่ยนผ่านประเทศอย่างไร

 


พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ระบุว่า ส.ว. ช่วงเปลี่ยนผ่าน จะมาจากการสรรหาทั้งหมด เป็น ส.ว. ปกติ แต่มีเรื่องปฏิรูปเกี่ยวข้องด้วย

 


แต่ถ้าจะว่ากันที่ขั้นตอนตามปกแล้ว ผู้ที่มีอำนาจในการปรับแก้ไขร่างรธน.ว่าจะเป็นไปตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ก็คือ กรธ.

 

 

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ต่อกรณีที่มีผู้เสนอให้ปรับกลไกการได้มาซึ่ง ส.ว. จากเดิมที่ กรธ.กำหนดให้มาจากการเลือกกันเอง ไปเป็นมาจากการสรรหาว่า ยอมรับว่ามีผู้เสนอให้ปรับที่มา ทั้งในส่วนของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยให้เป็นกลไกที่บังคับใช้เป็นการถาวร ไม่ใช่การวางไว้ในบทเฉพาะกาล แต่ขณะนี้ กรธ.ยังไม่ได้พิจารณาในส่วนดังกล่าว จึงไม่สามารถให้คำตอบต่อสื่อมวลชนได้ว่าจะปรับให้เป็นไปในรูปแบบใดหรือไม่ เบื้องต้นคาดว่าในประเด็นดังกล่าว กรธ.จะพิจารณาและอาจให้คำตอบได้ใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า        

 


"การปรับที่มาของ ส.ว.ต่อการจัดวางโครงสร้างทางการเมืองนั้น เราคิดว่าของเรานั้นดีแล้ว แต่คนที่ยังเสนอรูปแบบอื่น คงคิดว่าเป็นรูปแบบที่ดี ดังนั้นต้องไปพิจารณาอีกครั้ง ส่วนการพิจารณาปรับหรือไม่ปรับ แล้วจะตอบโจทย์กับสภาพสังคมไทยหรือไม่นั้น ผมขอให้คุณช่วยคิดหน่อย"

 


นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ.  บอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งข้อเสนอที่ กรธ. ต้องขอดูในรายละเอียดก่อนว่าจะมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรก่อน ณ เวลานี้ ยังตอบไม่ได้ว่าจะปรับตามความเห็นของพล.อ.ประวิตรได้หรือไม่

 

         
อย่างไรก็ตาม เรื่อง ส.ว. แต่งตั้ง หรือจะใช้วิธีตั้งคณะกรรมการสรรหาขึ้นมาแม้ว่าจะมีข้อดี ที่ว่า ส.ว. จะคอยถ่วงดุล กับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งและช่วยประคับประคองสถานการณ์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
         

 

 

แต่ก็มีข้อน่าเป็นห่วงที่ว่า ส.ว. แต่งตั้ง จะใหญ่ถึงขนาด เข้าไปก้าวก่ายการทำงานฝ่ายบริหารและคุมรัฐบาลได้ ซึ่งผิดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย

 


ขณะเดียวกันก็เริ่มมีบุคคลออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวมากยิ่งขึ้นแล้ว

 


นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวว่า ไม่ขัดข้อง หากจะมีส.ว.สรรหาทั้ง หมดในช่วงการเปลี่ยนผ่าน เมื่อไม่อยากให้ตั้งองค์กรใหม่มาควบคุมก็ควรใช้องค์กรที่มีอยู่

 


เช่น ส.ว.มาดูแลในช่วงเฉพาะกิจ เพื่อทำหน้าที่ถ่วงดุลกับส.ส.จากการเลือกตั้ง กำกับดูแลการทำงานของส.ส.ให้อยู่ในกรอบกฎ หมาย แต่อยากให้กระบวนการสรรหาส.ว.ชุดเฉพาะกิจนี้กระจายไปให้ทั่วถึงทุกกลุ่ม โดยเฉพาะควรให้มีสัดส่วนส.ว.จากภาคต่างจังหวัดมากขึ้น และบทบาทของส.ว.ชุดนี้ควรทำหน้าที่ถ่วงดุลฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียว ไม่ควรมีอำนาจก้าวก่ายการทำงานฝ่ายบริหาร

 


นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน สมาชิกสนช. ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาพิจารณาข้อเสนอแนะและจัดทำความเห็นประกอบการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เป็นความเห็นที่คล้ายกับสนช.ที่เสนอให้ ส.ว. มาจากการสรรหาทั้งหมด แต่เป็นเรื่องต่างคนต่างคิด ส่วนตัวมองว่าหากเราไปดูจะพบว่า ส.ว.จะคอยทำหน้าที่เป็นสภาถ่วงดุลกับสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีการประชุมรัฐสภา ทำให้เห็นว่าส.ว.ที่มาจากการสรรหาจะช่วยทำหน้าที่ สำคัญต่อสถานการณ์อะไรก็ตามที่ยังไม่มีเสถียรภาพ จำเป็นต้องใช้ความร่วมมือสูง

 


จึงเชื่อว่าส.ว.สรรหาทั้งหมด จะช่วยประคับประคองช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 5 ปีได้ แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กรธ.ว่า จะปรับเปลี่ยนที่มาและอำนาจหน้าที่ของส.ว. ตามข้อเสนอของสนช.หรือไม่

 


นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. กล่าวว่า ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ คนที่จะมาช่วยกันคือส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 350 คน และส.ว.สรรหา ที่มาจากทุกสาขาอาชีพ 200 คน ทั้งยังต้องกำหนดอำนาจหน้าที่เฉพาะกิจ ให้ช่วยกันทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศสำหรับช่วงเปลี่ยนผ่าน

 


ดังนั้นศักดิ์และสิทธิของสมาชิกทั้ง 2 สภาจะต้องเท่ากัน ด้วยการกำหนดให้ ส.ส.และส.ว. มีอำนาจเสนอและลงมติเลือกนายกฯ ซึ่งแนวทางนี้ ไม่ได้ให้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับสภาใดสภาหนึ่ง แต่มอบอำนาจให้ทั้ง 2 สภา ร่วมกันพิจารณาถ่ายโอนอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านให้ราบรื่น เป็นชะตาร่วมกันของประเทศ ไม่ปล่อยให้เป็นประชาธิปไตยแบบสากล แต่ก็ไม่ให้เป็นเผด็จการอย่างเต็มที่

 


ส่วนระยะเวลาก็ให้ ส.ส.และส.ว. ทั้ง 550 คน ร่วมกันประเมินทุก 2 ปีว่า เรียบร้อยแล้วหรือไม่ ถ้าคิดว่าเรียบร้อยก็เปิดให้มีการเลือกตั้งตามแบบประชาธิปไตยทั่วไป

 


อย่างไรก็ตามในแง่ของจำนวนและอำนาจของส.ว.แต่งตั้งนั้น กำลังถูกจับตามองว่าจะเดินไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่ก่อนหน้านายวิษณุ เคยออกมาพูดถึงหรือไม่

 


รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.2521


มาตรา ๗๔ รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรรัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้

 


มาตรา ๗๕ ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นรองประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของรัฐสภาในกรณีประชุมร่วมกันให้ เป็นไปตามระเบียบ และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ประธานรัฐสภาไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธาน รัฐสภาทำหน้าที่แทน

 


มาตรา ๘๔ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความชำนาญในวิชาการหรือกิจการต่างๆอันจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่การ ปกครองแผ่นดิน มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ และไม่เป็นสมาชิก พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด สมาชิกวุฒิสภาให้มีจำนวนไม่เกินสามในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร

 


มาตรา ๘๕ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภามีกำหนดเวลาคราวละหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบสองปีให้สมาชิกออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดโดยวิธีจับสลาก และเมื่อครบสี่ปีนับแต่วันที่ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้สมาชิกวุฒิสภาในจำนวนที่เหลือจากการจับสลากออกเมื่อครบสอง ปีแรก ออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสองของจำนวนดังกล่าวโดยวิธีจับสลาก หากจำนวนที่ คำนวณได้มีเศษให้ปัดเศษทิ้ง และให้ถือว่าการสิ้นสุดแห่งสมาชิกภาพโดยการจับสลากเป็นการออก

 


พิจารณาจากเนื้อหาดังกล่าวทำให้เกิดการคาดคะเนว่าส.ว.แต่งตั้งจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ใช่หรือไม่

1.จำนวน 3 ใน 4 ของ จำนวนส.ส. ก็คือ 500 ส.ว.แต่งตั้งจะมีจำนวนมากถึง 375 คน ทำให้รัฐสภาจะมีสมาชิกรวมอยู่ที่ 875 คน

2.ถ้าหากให้อำนาจส.ว.แบบเดียวกับส.ส. หรือมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น คะแนนระหว่าง ส.ส.กับส.ว.ก็จะมีการถ่วงดุลกันทันที

 


เพราะฉะนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลประการตัดสินใจที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้นเราจะย้อนกลับไปติดตามสถานการณ์เมื่อครั้งมีการบังคับใช้รธน.ปี2521 และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น