- 03 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ติดตามกันต่อในประเด็นเกี่ยวกับการก่อตั้งสายการบินนกสกู๊ต สายการบินราคาประหยัดระหว่างประเทศ ภายใต้การร่วมทุนระหว่าง บมจ.นกแอร์ กับ Scoot Pte. Ltd. ของสิงคโปร์ ซึ่งวันนี้มีการร้องเรียนไปถึงปปช.ว่ามีอดีตผู้บริหารการบินไทยเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะผู้สนับสนุนภายใต้ผลประโยชน์เชิงทับซ้อน
สำหรับประเด็นข้อร้องเรียนของอดีตพนักงานการบินไทยที่ส่งถึงปปช. ซึ่งเจาะข่าวร้อนฯนำเสนอไปก่อนหน้านี้ก็คือข้อบ่งชี้ในพฤติกรรมของอดีตผู้บริหารและอดีตบอร์ดบมจ.การบินไทยในช่วงปลายปี 2556 ถึง ต.ค. 2557 ว่า ไม่ได้ทำหน้าที่พิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ให้กับ บมจ.การบินไทยอย่างเพียงพอ ตามข้อเท็จจริงหลักฐานว่าร่วมกันส่วนสนับสนุนให้สายการบินนกสกู๊ตเกิดขึ้น
โดยสาระสำคัญใน 2- 3 ประเด็นที่เป็นข้อร้องเรียนสามารถสรุปความได้ว่า
1.ในฐานะที่บมจ.การบินไทยถือหุ้น บมจ.นกแอร์ในสัดส่วน 39.2 % และมีตัวแทนร่วมเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์เสียง ร่วมตัดสินใจระงับยับยั้งการจัดตั้งสายการบินที่ประกอบกิจการกิจการแข่งขันกับบมจ.การบินไทยอย่างชัดแจ้ง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใด ๆ ขณะเดียวกันยังร่วมลงเสียงอนุมัติให้บมจ.นกแอร์จัดตั้งสายการบินนกสกู๊ต ซึ่งกลุ่มผู้ร้องระบุว่าเป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะกรณีดังกล่าวกับทางด้านนายพาที สารสิน ผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 4% ก็ไม่ใช้สิทธิออกเสียง
2.นอกจากที่ผู้บริหารบมจ.การบินไทยจะอนุมัติให้บมจ.นกแอร์จัดตั้ง บริษัทร่วมทุนโดยเฉพาะ หรือ NOK SPV เพื่อเข้าซื้อกิจการ บริษัท พีท แอร์ จำกัด และแปรสภาพเป็นสายการบินนกสกู๊ต ซึ่ งถือเป็นความไม่ปกติประการหนึ่งแล้ว
ยังพบว่าตัวแทนของบมจ.การบินไทยในฐานะกรรมการบมจ.นกแอร์ ได้ร่วมอนุมัติวงเงินการกู้ยืมไม่เกิน 790 ล้านบาท ให้แก่ บริษัทนกมั่งคั่ง ฐานะบริษัทร่วมทุนฯ นำเงินไปลงทุนดำเนินการจัดตั้งสายการบินนกสกู๊ตอีกด้วย
และนี่ก็เป็นข้อสรุปโดยย่อสำหรับการร้องเรียนเอาผิดกับอดีตผู้บริหารบมจ.การบินไทย ที่อดีตพนักงานการบินไทย อ้างว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อการรักษาผลประโยชน์บริษัท เนื่องจากท้ายสุดของการก่อเกิดสายการบินนกสกู๊ต ก็คือการที่การบินไทยในฐานะสายการบินแห่งชาติจะต้องเผชิญภาวะการแข่งขันอย่างรุนแรงกับสายการบินร่วมทุนต่างชาติอย่างนกสกู๊ต
โดยจากการตรวจค้นข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารบมจ.การบินไทยในช่วงปี 2556 พบว่ามีรายชื่อบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการบมจ.การบินไทย ประกอบด้วย
1.นายอำพน กิติอำพน
2.นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม
3.นายคณิศ แสงสุพรรณ
4.นายจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี
5.นายธีระศักดิ์ สุวรรณยศ
6.พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง
7.นายพงศ์ภาณุ เศวตรุนทร์
8.นายวีระวงศ์ จิตต์มิตรภาพ
9.พล.อ.อ.สถิตพงษ์ สุขวิมล
10.นายสมชัย ศิริวัฒนโชค
11.นายสุธรรม ศิริทิพย์สาคร
12.พล.อ.อ.หม่อมหลวงสุปรีชา กมลาศน์
13.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว
14.นายสรจักร เกษมสุวรรณ
ส่วนรายชื่อคณะกรรมการบมจ.การบินไทย ในปี 2557 ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับช่วงเวลาที่ บมจ.นกแอร์ เดินหน้าจัดตั้งสายการบินนกสกู๊ต ประกอบด้วย
1.นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม
2.พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง
3.นายคณิศ แสงสุพรรณ
4.พล.ท.ชาตอุดม ติตถะศิริ
5.นายพงศ์ภาณุ เศรวตรุนทร์
6.พล.อ.ท.ภักดี แสง-ชูโต
7.นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์
8.นายรัฐภูมิ ภักดีภูมิ
9.นายวีรไท สันติประภพ
10.นายวีระวงศ์ จิตต์มิตรภาพ
11.พล.อ.อ.ศิวเกียรติ ชเยมะ
12.นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย
13.นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์
14.นายจรัมพร โชติกเสถียร
อย่างไรก็ตามกับกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารบมจ.การบินไทย ในส่วนของคณะกรรมการซึ่งถูกนำร้องเรียนต่อปปช. ถือเป็นภาพรวมเชิงนโยบายที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าถ้าคำร้องเรียนมีมูลผิด คณะกรรมการชุดใดจะถูกพิจารณาความผิดด้วยหรือไม่ อย่างไร แต่ที่น่าสนใจก็คือชื่อบุคคล ที่ถูกระบุถึงพฤติกรรมอันควรสงสัยในข้อขัดแย้งเรื่องประโยชน์ระหว่างบมจ.การบินไทย กับ บมจ.นกแอร์ อย่างชัดเจนตามคำร้องที่ปรากฎต่อสาธารณะก็คือ นายโชคชัย ปัญญายงค์
โดยกรณีของนายโชคชัย ถูกตั้งข้อสังเกตจากคณะผู้ร้องเรียนว่ามีชื่อเข้าไปเกี่ยวข้อง ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ด้วยพฤติการณ์ร่วมกับ นายพาที สารสิน จัดตั้งบริษัทนกมั่งคั่ง จำกัด รวมถึงในฐานะที่นายโชคชัยมีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท ตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย. 2557 หรือก่อนวันที่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อ บริษัทพีทแอร์ จำกัด เป็น สายการบินนกสกู๊ต เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2557จึงย่อมอาจถือได้ว่านายโชคชัยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้เกิดการประกอบกิจการแข่งขันอันขัดต่อผลประโยชน์ของบมจ.การบินไทย ตามความเห็นของผู้ร้องเรียน
และอีกประเด็นหนึ่งที่มีการตั้งเป็นข้อสังเกตประกอบคำร้องเรียน ก็คือ การพบว่าในวันที่ 12 ก.ย. 2557 หรือ ภายหลังที่ดีลธุรกิจการจัดตั้งสายการบินนกสกู๊ตเป็นผลสำเร็จทางด้าน บมจ.นกแอร์มีมติแต่งตั้งให้
นายโชคชัย เป็นกรรมการบริษัท บมจ.นกแอร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2557 เป็นต้นไป ซึ่งคณะผู้ร้องเรียนเห็นว่ามีความไม่ปกติ เพราะมีการพิจารณาแต่งตั้งให้นายโชคชัยเข้าดำรงตำแหน่งดังกล่าว ก่อนที่นายโชคชัยจะเกษียณอายุการทำงานจากบมจ.การบินไทย ในวันที่ 30 ก.ย. 2557 และ บริษัทสายการบินนกสกู๊ต ยังเห็นชอบให้แต่งตั้งนายโชคชัย เป็นประธานกรรมบริษัท ภายหลังเกษียณอายุการทำงานได้เพียง 6 สัปดาห์เท่านั้น
ขณะที่จากการตรวจสอบเพิ่มเติมกับรายงานประจำปี 2557ของบมจ.นกแอร์ มีการระบุข้อมูลของ นายโชคชัย ปัญญายงค์ ว่า มีสถานะเป็นกรรมการบมจ.นกแอร์ ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งในปี 2553 มีการแจ้งข้อมูลว่านายโชคชัย ซึ่งสถานะหนึ่งเป็นกรรมการบมจ.นกแอร์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ บมจ.การบินไทย ส่วนในปี 2557 มีตำแหน่งเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายการพาณิชย์ และรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.การบินไทย
จากข้อมูลส่วนหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในคำร้องเรียนต่อปปช. โดยข้อเท็จริงต้องถือว่ายังเป็นเพียงข้อสังเกตุ เป็นข้อกล่าวหาที่ต้องนำสืบความถูกต้องต่อไปในชั้นการพิจารณาของปปช. แต่จากการพิจารณาเชื่อได้ว่ากลุ่มอดีตพนักงานการบินไทย ต้องการบ่งชี้ว่าการก่อตั้งสายการบินนกสกู๊ต มีผู้บริหารของบมจ.การบินไทยหลายระดับเข้าไปเกี่ยวข้องอันเป็นความผิดในเชิงผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งสนข.ทีนิวส์จะได้นำเสนอข้อมูลในมุมอื่น ๆ เพิ่มเติมต่อไป
