ชี้ชะตา !! "ยิ่งลักษณ์" คดีปล่อยปละละเลย โครงการจำนำข้าว ไต่สวนพยานนัดสุดท้าย 3 ก.พ. 60 !!

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


ในช่วงนี้มาติดตามคดีการกระทำความผิดอาญาในโครงการรับจำนำข้าวซึ่งล่าสุด (4 มี.ค.59) นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาเพื่อฟังการไต่สวนพยานโจทก์ ครั้งที่ 4โดยในครั้งนี้มีพยานที่น่าสนใจคือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และนายวิชา มหาคุณอดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

 

 

 


การนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์เป็นครั้งที่ 4 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีปล่อยปละละเลยโครงการจำนำข้าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมทนายความเดินทางมาเพื่อร่วมรับฟังโดยมีบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตส.ส. และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เช่นนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล นายวิชาญ มีนชัยนันท์ เข้าให้กำลังใจ สำหรับพยานฝ่ายโจทก์ครั้งนี้ประกอบด้วยนายวิชา มหาคุณ อดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์

 


ภายหลังการนัดสืบพยานฝ่ายโจทก์เป็นเวลากว่า 6 ชั่วโมง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางออกมารับดอกไม้จากมวลชน โดยไม่ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใดตามคำสั่งของศาล โดยประชาชนที่มาคอยให้กำลังใจได้ตะโกนว่า นายกสู้ๆ ก่อนน.ส.ยิ่งลักษณ์จะขึ้นรถเดินทางกลับ

 


จากนั้นนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ไต่สวนพยานฝ่ายโจทก์ไปได้ 2 ปาก และศาลได้เลื่อนไปเป็นวันที่ 23 มี.ค. ฉะนั้นพยานฝ่ายโจทก์จะเหลืออีก 6 ปาก ศาลเลยเอาไปลงในวันนัดของจำเลยไว้อีก 3 นัด นัดละ2 ปาก และขยับเพิ่มวันนัดของจำเลยไปอีก 4 นัด เพราะกินนัดของจำเลยไปแล้วถึง 3 นัด ศาลเลยเพิ่มให้จำเลย เป็น 4 นัด จะสิ้นสุดนัดสุดท้ายคือ 3 ก.พ. 60.

 


ซึ่งจากกรณีดังกล่าวนี้ถ้าเราย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าวของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ซึ่งในขณะนั้นเป็นส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์

 


โดยออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการทุจริตจำนำข้าวในหลายขั้นตอน แบบเป็นฉากๆ และมีใครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างจนนำมาสู่การยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ หรือ กขช. ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน

 


อย่างไรก็ตามจากความพยายามเปิดเผยข้อมูลทุจริตจำนำข้าวของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของ นพ.วรงค์ ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ได้มีการสรุปการทุจริตจำนำข้าวใน 4 ขั้นตอนด้วยกัน

1. การขึ้นทะเบียนชาวนา อาทิ การขึ้นทะเบียนพื้นที่ปลูกข้าวเกินความเป็นจริง รวมถึงการแจ้งผลผลิตข้าว และเขียนใบประทวนเกินความเป็นจริง สู่ช่องทางนำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์จำนำข้าว

2. การนำข้าวเปลือกเข้าโรงสี โดยการทำให้ข้าวผิดรูป โกงความชื้นและระบบตาชั่ง รวมถึงโกงใบประทวน เป็นต้น

3. การนำข้าวสารที่สีแล้วเข้าโกดัง ซึ่งมีการเก็บค่าใต้โต๊ะ ค่าต๋ง เปิดช่องให้โรงสีส่งข้าวคุณภาพต่ำ เป็นต้น ทำให้ข้าวในสต๊อกขายไม่ออกจนล้นโกดัง หรือถูกกดราคา เพราะข้าวคุณภาพต่ำ

4. การระบายข้าว ซึ่งมีหลักฐานอย่างชัดเจน

 


รวมถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ จากหนังสือเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว ทั้ง 4 ฉบับ ตามที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีการทักท้วงการดำเนินงานโครงการนี้ มาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปี 2557 ว่ามีความผิดปกติ และส่อทุจริตอย่างชัดเจนทุกขั้นตอน

 


อาทิ ข้าวในโครงการเสื่อมคุณภาพเร็ว และมีข้าวสารสูญหาย มีการปิดบังข้อมูลจำนวนข้าวคงเหลือในคลังสินค้ากลางแต่ละแห่ง รัฐบาลมีการระบายข้าวเปลือกจากการรับจำนำออกเป็นจำนวนน้อยและล่าช้ามาก ส่งผลให้ข้าวสารเสื่อมคุณภาพ และรัฐบาลมีผลขาดทุนจากการจำหน่ายข้าวเปลือกจากโครงการรับจำนำ โดยราคาจำหน่ายข้าวแต่ละครั้งมีแนวโน้มต่ำลงทุกครั้ง เป็นต้น

 


ขณะที่อีกหนึ่งบุคคลที่สำคัญนั้นก็คือนายวิชา มหาคุณอดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ก็ได้เคยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

 


ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2557 นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยกรณีการไต่สวนข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าว

 


โดยนายวิชากล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกฯ อยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่กำหนดนโยบายจำนำข้าวมาตั้งแต่ต้น และในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ(กขช.) ที่มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและมีส่วนร่วมในการบริหารโครงการโดยทาง ป.ป.ช.

 


ทั้งจะก่อให้เกิดการทุจริตในทุกขั้นตอนของกระบวนการรับจำนำข้าวและผู้ถูกกล่าวหายังรับทราบปัญหาในการดำเนินโครงการจากการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้งรายงานผลการดำเนินโครงการที่ผ่านมาว่ามีผลขาดทุนสะสมมากถึง3 แสนกว่าล้านบาท อีกทั้งยังมีหนังสือของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแจ้งผลการตรวจสอบโครงการที่สรุปได้ว่าโครงการมีจุดอ่อนและมีความเสี่ยงในทุกขั้นตอน

 


นายวิชากล่าวอีกว่าแม้ในชั้นนี้พยานหลักฐานยังไม่ปรากฏชัดเจนว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนร่วมในการทุจริตหรือสมยอมให้เกิดการทุจริตหรือไม่ก็ตามแต่การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภาฯว่าจะปกป้องและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจังโดยยึดหลักความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีทั้งไม่พิจารณาระงับยับยั้งโครงการตั้งแต่เริ่มรับทราบถึงความเสียหายอันรายแรงที่สุดของประเทศจากการดำเนินโครงการดังกล่าว

 


ซึ่งถ้าเราดูจากการตั้งข้อสังเกตที่ผ่านมาของนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรมและนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะโครงการรับจำนำข้าวในสมัยของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้สร้างความเสียหายต่องบประมาณของแผ่นดินจำนวนมหาศาล

 


ในฐานะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯที่ดูแลโครงการดังกล่าว ก็ถือว่ามีเหตุผลรองรับที่จะนำไปสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์และคณะ ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการนี้

 


ทั้งนี้ตัวเลขความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวถูกตอกย้ำ และถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญผ่านการเปิดเผยตัวเลขปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีกระทรวงการคลัง

 


การปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว 15 โครงการ ตั้งปี 2547 ถึง 2556 ซึ่งเป็นการปิดบัญชีถึงวันที่ 22 พ.ค.2557 โดยที่ผ่านมามีการรับซื้อข้าวเปลือกเข้าโครงการทั้งสิ้น 85 ล้านตัน ใช้เงินดำเนินการทั้งสิ้น 1.1 ล้านล้านบาท และมีผลขาดทุนอยู่ที่ 6.82 แสนล้านบาท โดยในส่วนนี้เป็นผลขาดทุนใน 11 โครงการแรก ช่วงก่อนรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จำนวน 1.63 แสนล้านบาท

 


ทั้งนี้ โครงการรับจำนำข้าวเป็นของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  4 โครงการ มีผลขาดทุน 510,000 ล้านบาท  จากการปิดบัญชีดังกล่าว พบว่าการจำนำข้าวทั้ง 15 โครงการ มีรายได้ 3.7 แสนล้านบาท มีรายจ่าย 1.05 ล้านล้านบาท โดยการปิดบัญชีในครั้งนี้ใช้การตีราคาตามราคาตลาด เช่น ข้าวขาว 5% ที่ราคา 1.17 หมื่นบาทต่อตัน โดยปัจจุบันยังมีข้าวเหลือตามบัญชี จำนวน 19.2 ล้านตัน โดยหากคิดตามราคาตลาด ข้าวที่เหลือดังกล่าวจะมีมูลค่าอยู่ที่ 2.25 แสนล้านบาท

 


สำหรับผลขาดทุนจำนำข้าวที่เกิดขึ้น ได้รวมค่าบริหารจัดการ ค่าดอกเบี้ย และค่าเสื่อม ซึ่งมีการคิดในปีแรกที่ 10% ปีที่สอง 20% ปีที่สาม 30% และปีที่สี่ 40% โดยจะคิดค่าเสื่อมแค่ 4 ปีเท่านั้น