จับตา!!! เนื้อหาร่าง รธน.สู่โหมดประชามติ...ผู้ชี้ขาดคือประชาชน

ติดตามข่าวสารที่ www.tnews.co.th

 

 

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลกำลังปูทางเพื่อไปสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ของหลายภาคส่วนในเรื่องหลักเกณฑ์วิธีการในการทำประชามติ นอกจากนี้ยังเป็นกังวลกันอีกว่า จะมีการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งปลายทางของผลการทำประชามติจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า อยากให้ทุกคนออกไปทำประชามติ เลือกตั้ง จะออกผลมายังไง ก็ต้องช่วยกัน อย่าให้มีการชี้นำ บิดเบือนในทางที่ผิด ต้องขจัดการซื้อเสียงให้ได้โดยเด็ดขาด จะปล่อยให้ประเทศชาติตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่หวังดี ไม่เคารพกฎหมายไม่ได้

 

ขณะที่ทางด้านของคุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี ก็ได้เคยแสดงความคิดเห็นไว้ว่าจะมีการทำประชามติ

 

สำหรับเรื่องของการทำประชามติตามที่สำนักข่าวทีนิวส์ได้เน้นย้ำมาโดยตลอด ก็คือเดดล็อคที่ระบุอยู่ในมาตรา 37/1 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวพ.ศ.2557 อันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การทำประชามติไม่ผ่าน ถ้าหากว่าประชาชนไม่ลงคะแนนให้แบบถล่มทลายจริงๆ


เพราฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนเราจะได้ย้อนไปตรวจสอบ รายละเอียดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1)มาตรา 5 วรรค 7 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่1)มาตรา 5 วรรค 7 ระบุว่า  
 


ในการออกเสียงประชามติ ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ

 

และภายใต้บังคับมาตรา 37/1 ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติโดยเสียงข้างมากเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนําร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

 

ถ้าหากย้อนกลับไปดูสถิติการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 หรือผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 สิงหาคม 2550 ตัวเลขเลขนั้นไม่สามารถที่จะทะลุไปถึง23 ล้านเสียงได้
ย้อนกลับไปวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 กับการใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง


ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 46,939,549 คน


ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 35,220,208 คน คิดเป็น

พิจารณาจากผลคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554สองพรรคใหญ่ คือ

พรรคเพื่อไทย  15,752,470 คะแนน  

พรรคประชาธิปัตย์ 11,435,640  คะแนน
หรือแม้กระทั่ง ผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 สิงหาคม 2550 พบว่าคะแนนมีดังต่อไปนี้

จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ       45,092,955 คน

จำนวนผู้มาออกเสียง                          25,978,954 คน

จำนวนผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 14,727,306คน

จำนวนผู้ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 10,747,441คน


ขณะเดียวกันต้องติดตามการประชุม  10 มี.ค.ของสนช.เพราะ สาระสำคัญเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ ขณะที่ทางด้านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นัดประชุม สนช. ในวันที่ 10 มี.ค. เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้เสนอ โดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีจำนวน 4 มาตรา มีสาระสำคัญดังนี้


1. เมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้แจ้ง ครม.และ สนช.ทราบ และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ พร้อมกับให้คณะ กรธ.จัดทำคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดยสรุปในลักษณะที่ประชาชนจะสามารถเข้าใจเนื้อหาสำคัญๆ ของร่างรัฐธรรมนูญได้โดยสะดวก และส่งให้ กกต.ภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่แจ้ง ครม.

2. คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิลงประชามติต้องใกล้เคียงกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งสุดท้ายก่อนวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับอายุ ให้ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีในวันออกเสียงประชามติเป็นผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

3. การจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ให้ออกเสียงประชามติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้นทั้งฉบับ โดยต้องกระทำในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในการนี้ สนช.จะมีมติเสนอประเด็นอื่นใดไม่เกินหนึ่งประเด็นที่สมควรให้ กกต.จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพิ่มเติมว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบพร้อมไปในคราวเดียวกันด้วยก็ได้ แต่ต้องเสนอภายใน 15 วันนับแต่วันถัดจากที่ได้รับแจ้งจากคณะ กรธ.

4.ให้ กกต.ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 90 วันแต่ไม่ช้ากว่า 120 วันนับแต่วันถัดจากวันที่คณะ กรธ.ส่งคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้ กกต.

5. ในการออกเสียงประชามติ ถ้าคะแนนเสียงข้างมากของผู้ออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ให้นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการออกเสียงประชามติ และเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ โดยให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ก่อนที่นายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ให้คณะ กรธ.ดำเนินการปรับปรุงคำปรารภของร่างรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์และสอดคล้องกับผลการลงประชามติ


เพราะฉะนั้นจากเนื้อหาที่ทางสำนักข่าวทีนิวส์ ได้เปิดประเด็นออกมานี้ ไม่ว่าท้ายที่สุดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นอย่างไร การเมืองไทยก็จะถึงทางตันอยู่ดีหากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ว่านี้