- 06 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ในวันพรุ่งนี้นายกฯ มีการนัดหมายแม่น้ำทั้ง 5 สาย เพื่อหารือถึงภารกิจแต่ละฝ่ายมีความคืบหน้าอย่างไรเป็นไปตามโรดแม็พหรือไม่ โดยเฉพาะ กรธ.ที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการนำข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆ มาปรับแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนสถานการณ์การเมืองในช่วงก่อนถึงการทำประชามติ ซึ่งคสช.และฝ่ายมั่นคงได้วางแผนรับมือสถานการณ์ป้องกันฝ่ายตรงข้ามปลุกปั่นสร้างสถานการณ์วุ่นวายขึ้นมาได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำหนังสือเชิญหน่วยงานแม่น้ำ 5 สาย ประกอบด้วย คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประชุมร่วมกันที่ห้องประชุมสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือใน 3 ประเด็น 1.คสช.ติดตามความคืบหน้างานของทุกส่วนว่ามีความคืบหน้าไปถึงไหน มีอุปสรรคและปัญหาอะไร และเป็นไปตามโรดแม็พที่วางไว้หรือไม่ 2.เป็นการรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างมาก ที่มองว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่วางไว้ในช่วงเปลี่ยนผ่านของยุค คสช. ซึ่งนายกฯ อยากฟังมุมมองที่หลากหลายเพราะยุทธศาสตร์ชาติมีความคาบเกี่ยวกับแม่น้ำทุกสาย
อย่างไรก็ตาม การรับฟังไม่ได้หมายความว่าจะเลิกหรือไม่ทำยุทธศาสตร์ชาติ เพียงแต่จะทำอย่างไรไม่ให้เป็นประเด็นที่กลับมากดดัน รัฐบาลและคสช.ว่าต้องการต่อท่ออำนาจ และ 3.คือการติดตามร่างรัฐธรรมนูญที่มีหลายภาคส่วนมีข้อเสนอขอให้แก้ไขในหลายมาตรา แม้นายกฯ ไม่ได้ต้องการแทรกแซง แต่อยากทราบถึง ความคืบหน้าที่หมายรวมถึงการกำหนดปฏิทินที่จะชัดเจนในการที่จะเตรียมความพร้อมในการ ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิด ขึ้นด้วย
ทั้งนี้การเชิญแม่น้ำ 5 สาย ไม่ได้เชิญทุกคนในแต่ละสาย แต่เป็นการเชิญระดับหัวหน้า อาทิ คสช.ระดับหัวหน้ากลุ่มงาน ครม.ระดับรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวง ส่วน สนช.และสปท.เป็นระดับประธานและรองประธาน และประธานอนุกรรมาธิการ และกรธ.เป็นระดับประธานและรองประธาน ทั้งนี้ภายหลังการประชุมยังไม่แน่ชัดว่าจะแถลงผลการประชุมหรือไม่ เพราะนายกฯ ไม่ต้องการให้สัมภาษณ์ เพราะเกรงจะมองว่านายกฯแทรกแซงการร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศ
วัตถุประสงค์ของการประชุมนั้น นายกฯ จะเน้นย้ำเรื่องการทำงาน โดยหลักๆ น่าจะเป็นในส่วนของ กรธ.ที่จะต้องนำข้อเสนอของทุกกลุ่มมาปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการสานต่องานปฏิรูปประเทศ ส่วนจะมีการหารือในประเด็นแนวคิดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่เสนอให้มี ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมดทำงาน 5 ปีช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่นั้น ถือเป็นการหารือในทุกๆเรื่อง ทุกประเด็น ที่มองว่าจะมีผลต่อการปฏิรูปประเทศ
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ กรธ.ที่จะต้องพิจารณา เพราะไม่เพียงแต่ข้อเสนอของ พล.อ.ประวิตรเท่านั้น ยังมีข้อเสนอหลายฝ่ายที่จะต้องนำไปพิจารณาปรับแก้ เพื่อให้ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สมบูรณ์และมีความเป็นสากล เหมาะกับประเทศไทยมากที่สุด เพราะหัวหน้า คสช.พูดชัดเจนอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบนี้ผ่านประชามติ" แหล่งข่าวจาก คสช.ระบุ
นอกจากนี้ในส่วนของงานฝ่ายความมั่นคง ที่จะต้องดูแลสถานการณ์ต่อจากนี้ให้มีความสงบเรียบร้อย โดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช. ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ได้วางแนวทางการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการบริหารงานของรัฐบาลและคสช.ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อไว้ 2 ห้วง คือ 1.ควบคุมสถานการณ์ในขณะนี้จนไปถึงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเดือนกรกฎาคม จะต้องมีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นของแกนนำอดีตนักการเมือง กลุ่มการเมือง ที่จะต้องอยู่ในกรอบ ไม่บิดเบือนข้อมูล สร้างความสับสนให้แก่สังคม ตลอดถึงการชี้นำประชาชนให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน คือ เจ้าหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวการแสดงความคิดเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก และการติดตามความเคลื่อนไหวของ แกนนำในการลงพื้นที่ที่มีนัยการเมืองแอบแฝงผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง
2.ดูแลสถานการณ์หลังมีการประกาศผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยมองว่าไม่ว่าผลการลงประชามติจะออกมาในแนวทางใด รัฐบาลและคสช.ก็จะถูกโจมตี ดิสเครดิต จากกลุ่มอดีตนักการเมือง กลุ่มเดิมๆ ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการก่อความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งขณะนี้ คสช.ยังคงติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่กระทำความผิดทางการเมืองในช่วงก่อนมี คสช.ที่หลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
