- 06 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ชัดเจนขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งแล้ว สำหรับข้อเสนอแก้ไขร่างรธน.ข้อ16ของคณะรัฐมนตรีหลังจากที่พล.อ.ประวิตร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์หลายวันติดต่อกันว่า รูปแบบของกลไกพิเศษน่าจะหมายความการเขียนบทบัญญัติเอาไว้ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญให้ส.ว.มาจากการแต่งตั้ง และบังคับใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านประมาณ 5 ปี
แต่คำถามที่ต้องค้นหาคำตอบกันจ่อไปก็คือ จะสรรหาหรือแต่งตั้งส.ว.อย่างไร และอำหน้าหน้าที่ของส.ว.จสอดคล้องกับบทบาทการทำหน้าที่เปลี่ยนผ่านประเทศอย่างไร
ล่าสุดกรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “มุมมองร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ในสายตาประชาชน” ผลออกมาว่า ประชาชน 51.8 % ค้านตั้งส.ว.ดูแลยุทธศาสตร์ชาติ ส่วน 45.1 % เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “มุมมองร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ในสายตาประชาชน” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,159 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.7 ทราบข้อมูลร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ค่อนข้างน้อย มีเพียงร้อยละ 11.3 ที่ทราบค่อนข้างมาก
เมื่อถามว่ารัฐบาล คสช. ให้สิทธิเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด ร้อยละ 44.9 เห็นว่าให้สิทธิเสรีภาพค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ซึ่งมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับร้อยละ 44.7 ที่เห็นว่าให้สิทธิเสรีภาพค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ที่เหลือร้อยละ 10.4 ไม่แน่ใจ
ทั้งนี้เมื่อถามว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ร้อยละ 45.8 เห็นว่ามีความเป็นประชาธิปไตย ขณะที่ร้อยละ 36.1 เห็นว่าไม่ค่อยมีความเป็นประชาธิปไตย และร้อยละ 18.1 ไม่แน่ใจ
ส่วนความเห็นในประเด็น รัฐบาลควรแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ว่าจะทำอย่างไร หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ส่วนใหญ่ร้อยละ 88.8 เห็นว่าควรแจ้งล่วงหน้า เพราะประชาชนจะได้รู้ทางออกว่าเป็นอย่างไร มีเพียงร้อยละ 6.8 ที่เห็นว่าไม่ควรแจ้งล่วงหน้า เพราะจะทำให้ประชาชนไขว้เขวและขาดการไตร่ตรองในร่างฯที่จะลงประชามติ ที่เหลือร้อยละ 4.4 ไม่แน่ใจ
ด้านแนวคิดเกี่ยวกับ การกำหนดหน้าที่เพิ่มเติมให้สมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. ทำหน้าที่ดูแลยุทธศาสตร์ชาติ แทนคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 51.8 ไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 32.5 เห็นด้วย และร้อยละ 15.7 ไม่แน่ใจ
นอกจากนี้ เมื่อถามว่าหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว ควรมี คสช. ปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่อไปหรือไม่ ร้อยละ 48.4 เห็นว่าควรมี คสช. เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น ซึ่ง
มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับร้อยละ 47.6 ที่เห็นว่า ไม่ควรมี คสช. เพราะควรให้รัฐบาลชุดใหม่ทำงานได้อย่างเต็มที่ ส่วนที่เหลือร้อยละ 4.0 ไม่แน่ใจ
สุดท้ายเมื่อถามว่าหากวันนี้เป็นวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 45.1 ระบุว่า “เห็นชอบ” ขณะที่ร้อยละ 16.0 ระบุว่า “ไม่เห็นชอบ” และมีถึงร้อยละ 27.9 ระบุว่า “งดออกเสียง” ส่วนที่เหลือร้อยละ 11.0 ไม่แน่ใจ
อย่างไรก็ตามในแง่ของจำนวนและอำนาจของส.ว.แต่งตั้งนั้น กำลังถูกจับตามองว่าจะเดินไปตามแนวทางของรัฐธรรมนูญปี 2521 ที่ก่อนหน้านายวิษณุ เคยออกมาพูดถึงหรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักไทย พ.ศ.2521
มาตรา ๗๔ รัฐสภาประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรรัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา ๗๕ ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็น
รองประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภามีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของรัฐสภาในกรณีประชุมร่วมกันให้ เป็นไปตามระเบียบ และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ประธานรัฐสภาไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ให้รองประธาน รัฐสภาทำหน้าที่แทน
มาตรา ๘๔ วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจาก
ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ความชำนาญในวิชาการหรือกิจการต่างๆอันจะยังประโยชน์ให้เกิดแก่การ ปกครองแผ่นดิน มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ และไม่เป็นสมาชิก พรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด
สมาชิกวุฒิสภาให้มีจำนวนไม่เกินสามในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร
มาตรา ๘๕ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภามีกำหนดเวลาคราวละหกปีนับแต่
วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ในวาระเริ่มแรกเมื่อครบสองปีให้สมาชิกออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดโดยวิธีจับสลาก และเมื่อครบสี่ปีนับแต่วันที่ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ให้สมาชิกวุฒิสภาในจำนวนที่เหลือจากการจับสลากออกเมื่อครบสอง ปีแรก ออกจากตำแหน่งเป็นจำนวนหนึ่งในสองของจำนวนดังกล่าวโดยวิธีจับสลาก หากจำนวนที่ คำนวณได้มีเศษให้ปัดเศษทิ้ง และให้ถือว่าการสิ้นสุดแห่งสมาชิกภาพโดยการจับสลากเป็นการออกพิจารณาจากเนื้อหาดังกล่าวทำให้เกิดการคาดคะเนว่าส.ว.แต่งตั้งจะมีลักษณะดังต่อไปนี้ใช่หรือไม่
1.จำนวน 3 ใน 4 ของ จำนวนส.ส. ก็คือ 500 ส.ว.แต่งตั้งจะมีจำนวนมากถึง 375 คน ทำให้รัฐสภาจะมีสมาชิกรวมอยู่ที่ 875 คน
2.ถ้าหากให้อำนาจส.ว.แบบเดียวกับส.ส. หรือมีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยนั้น คะแนนระหว่าง ส.ส.กับส.ว.ก็จะมีการถ่วงดุลกันทันที
การออกแบบรัฐธรรมนูญของไทยในแต่ละฉบับ นับแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ย่อมแยกไม่ออกจากสถานการณ์การเมืองในช่วงนั้น ดังเช่นการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดอาจารย์มีชัย ที่เน้นย้ำถึงประชาธิปไตยแบบไทย การศึกษาอดีตเพื่อมองถึงวันข้างหน้า เคยมีนักวิชาการบางคนวิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างกันอยู่ในเวลานี้ อาจมีความใกล้เคียงกับ “รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521” นักรัฐศาสตร์ชื่อดังชี้ว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 คือการประนีประนอมระหว่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 (ประชาธิปไตยเต็มใบ) กับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2519 (คณาธิปไตย)
สถานการณ์รอบบ้านเราในช่วงนั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบ พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินใน กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ประกอบกับความขัดแย้งในบ้านเมือง ส่งผลให้ปัญญาชนนักศึกษานับพันคน หนีภัยเผด็จการไปเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธในป่าเขา คณะทหารกลุ่มหนึ่งเห็นว่า การปกครองบ้านเมืองด้วยแนวคิดขวาจัด เสี่ยงต่อการเพลี่ยงพล้ำแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ จึงแสวงหาหนทางประนีประนอม โดยการแบ่งสรรอำนาจและการใช้อำนาจร่วมกันระหว่าง ฝ่ายข้าราชการประจำ กับ ฝ่ายนักการเมือง เวลา 18.00น. ของวันที่ 20 ตุลาคม 2520
พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะทหารยึดอำนาจการปกครองประเทศ และประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2520 จากนั้นได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมี พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในเวลานั้น พล.อ.เกรียงศักดิ์ ยังดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด และเลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
ด้วยเหตุผลของการรัฐประหารที่ระบุว่า มิอาจรอแผนพัฒนาประชาธิปไตย 12 ปีของรัฐบาลธานินทร์ได้ จึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแล้วเสร็จและประกาศใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2521 หลังจากนั้นรัฐบาลได้ประกาศให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 22 เมษายน 2522
ว่ากันตามตรง รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 ก็เป็นการร่างบนพื้นฐานที่ต้องการสืบทอดอำนาจของทหาร เพราะบทเฉพาะกาลยังให้อำนาจวุฒิสภาเหนือกว่าสภาผู้แทนราษฎร ดังมีสาระสำคัญดังนี้
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521
บทเฉพาะกาลยังให้อำนาจวุฒิสภาเหนือกว่าสภาผู้แทนราษฎร
1.รัฐสภา ประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นรองประธานรัฐสภา
2.วุฒิสมาชิก มาจากพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาผู้แทนราษฎร มีวาระคราวละ 6 ปี เมื่อครบ 2 ปี ให้สมาชิกออกจากตำแหน่งเป็นจำนวน 1 ใน 3 โดยวิธีจับสลาก และทำดังนี้จนครบ 6 ปี
3.สภาผู้แทนราษฎร จำนวนสมาชิกให้คำนวณเกณฑ์จำนวนราษฎรหนึ่งแสนห้าหมื่นคนต่อสมาชิกผู้แทนราษฎรหนึ่งคน
4.คณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 44 คน รัฐมนตรีเป็นข้าราชการประจำได้
5.คณะรัฐมนตรี ที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติไว้วางใจ
การวางโรดแม็พสู่การเลือกตั้ง ส.ส.ภายใน 1 ปี ด้วยการออกแบบให้วุฒิสภามีอำนาจเหนือสภาผู้แทนนั้น ก็เพื่อปูทางให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี
หลังการเลือกตั้ง 22 เมษายน 2522 ภาพรวมทั้งประเทศ กลุ่มกิจสังคมได้รับเลือกมาเป็นอันดับหนึ่ง คือ 82 ที่นั่ง ขณะที่ผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดกลุ่มการเมืองใดได้ทั้งสิ้น 63 ที่นั่ง จากทั้งเสียงหมดในสภา 301 ที่นั่ง จึงไม่มีกลุ่มการเมืองใดได้เสียงเกินครึ่ง ทุกกลุ่มจึงมีมติสนับสนุนให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
แม้ทุกกลุ่มการเมืองจะไม่พร้อมใจกันหนุนพล.อ.เกรียงศักดิ์ เสียงจากวุฒิสภาที่เป็นข้าราชการทหารและพลเรือน ก็พร้อมหนุนให้เป็นนายกฯ เพราะมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้สองสภาโหวตเลือกนายกฯ
คณะรัฐมนตรีรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ได้มีข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหลายคน อาทิ พล.อ.เสริม ณ นคร เป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพล.อ.เปรม ติณสูนานนท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก
นี่คือลักษณะพิเศษของรัฐบาลที่ถูกออกแบบไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2521 หรือที่เรียกกันว่า ประชาธิปไตยครึ่งใบ และถ้าหากย้อนกลับไปตรวจสอบรัฐธรรมนูญฉบับปีพ.ศ.2521 ก็จะพบว่าในหลายๆมาตราของบทเฉพาะกาลมีการกำหนดเนื้อหา เอาไว้เป็นลักษณะเฉพาะกิจ เพื่อให้เหมาะแก่ความจำเป็นของสถานการณ์ในขณะนั้น
รัฐธรรมนูญพ.ศ.2521
บทเฉพาะกาล
มาตรา200
นับแต่วันใช้รัฐธรรมนูญนี้จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกัน ระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือการกระทำอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันใช้รัฐธรรมนูญนี้ และไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีและสภานโยบายแห่งชาติมีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใดๆได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำของนายกรัฐมนตรีรวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชองด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้
เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้รัฐสภาทราบ
เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว บรรดาคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามมาตรานี้ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ ให้คงมีผลใช้บังคับต่อไป และการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งดังกล่าว ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
มาตรา201
ในวาระเริ่มแรก พระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้งสมาชิกวุฒิตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๒o๒
