"สนธิญาณ"ย้ำ! คนไทยต้องร่วมกำหนดอนาคตชาติ จะหนุน "คสช."แก้ปัญหาต่อ หรือปล่อยบ้านเมืองวนกลับไปที่เดิม โดยผลประชามติจะเป็นตัวชี้ขาด

ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th

 

 

รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 7 มีนาคม 2559  ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์  ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย)  กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

สนธิญาณ : สวัสดีครับท่านผู้ชมแฟนข่าวทีนิวส์ทุกท่าน คิดว่าประเทศไทยเรามาถึงทางที่ต้องเลือกแล้วจริง ๆ ว่าจะต้องเดินทางไหน เป็นทางที่ประชาชนคนไทยต้องเลือก ก็คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่เพียงหยิบมือเดียวที่ขึ้นมาเป็นผู้นำทางสังคมไม่ว่าจะวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นบรรดาอดีตส.ส. อดีตส.ว. อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อดีตนักเคลื่อนไหว อดีตเอ็นจีโอ ยกตัวอย่างให้เห็นและอดีตอื่น ๆ หรือปัจจุบันอะไรก็ตามแต่ที่เป็นผู้นำทางสังคม และมักจะออกมาพูดว่าประชาชนว่าอย่างนู้นนี้ อ้างประชาชนกันทั้งสิ้น ตอนนี้มีเหตุที่ผมเรียนว่าต้องถือทางเลือกที่ประชาชน ก็จากกรณีข้อเสนอข้อ16 ของคณะรัฐมนตรีที่เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คือพูดง่าย ๆ ภาษาของฝ่ายต่อต้าน สืบทอดอำนาจการต่อท่ออำนาจในการสร้างประชาธิปไตย ให้ไม่ครบถ้วนไปเพียงแค่ครึ่งใบ ถามว่าข้อเสนอนี้ของคณะรัฐมนตรียังเป็นข้อเสนอที่เป็นนามธรรม มีพล.อ.ประวิตรออกมาพูดว่า นี่แหละน่าที่จะให้มีการแต่งตั้ง ส.ว. ให้มาทำหน้าที่ 5 ปี ในขณะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบอกว่า ส.ว. ต้องมาจากการเลือกคัดสรรไขว้กันมา เป็นแนวทางที่เลือกชัดเจน พล.อ.ประยุทธ์ก็ออกมาสัมทับเพิ่มเติมว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอพล.อ.ประวิตร นี่เป็นรูปธรรมขึ้นมาบ้างจากข้อเสนอกว้าง ๆ ในข้อ 16 ความหมายคือจริง ๆ แล้วถอดรหัสออกมาเห็นชัดว่า ถ้าความหมายที่ให้ ส.ว. มีอำนาจมีอายุ 5 ปี และทำหน้าที่ในการปฏิรูป หน้าที่ในการช่วยประคับประครองบ้านเมือง นอกเหนือจากการตรวจสอบเรื่องทุจริต ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ต้องมีการเพิ่มอำนาจของ ส.ว.มากขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ซึ่งวันนี้ท่าทีของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่หลักของการเห็นด้วยก็ถ้าจะใส่ก็อย่าไปแก้ในที่กรรมการร่างฯไว้ ให้ไปใส่ในบทเฉพาะกาล เขียนขึ้นมาใหม่ในบทเฉพาะกาลว่าให้มีการแต่งตั้งให้มีวุฒิสมาชิก ให้มีหน้าที่แบบนี้ ระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้นจะไขว้หรือจะตรงก็ว่ากันไป ยังมีรหัสที่ยังไม่ถอดออกมาอย่างชัดเจนว่า ส.ว.ที่จะมาอยู่ 5 ปี จะทำหน้าที่ประคับประครอง ยุทธศาสตร์ชาติและประคับประครองไม่ให้ประเทศชาติมีปัญหาได้อย่างไร ก็มีคนมองไกลไปแล้วว่าถ้าจะถอดแบบนี้ ถอดรหัสอันนี้ออกมา สิ่งที่จะต้องดูก็คือรัฐธรรมนูญปี 2521 นั่นก็แสดงว่า ส.ว. ต้องมีอำนาจในการโหวตนายก มีอำนาจในการลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจนายกฯ เพราะถ้าส.ว. แต่งตั้งมา 5 ปี แต่ไม่มีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาล หรือไม่มีส่วนในการที่จะจัดตั้งหรือในส่วนที่จะมีน้ำหนักในการอยู่เป็นไปของรัฐบาล ก็มีความหมายว่าจะอยู่ 5 ปี เพื่อจะรักษาสถานการณ์บ้านเมืองหรือนำพาไปสู่การปฏิรูปประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ไม่เห็น ด้วยเหตุนี้วันนี้ต้องถึงข้อสรุปว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมาคัดค้านเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยดาหน้าออกมาอย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือกลุ่มนักการเมือง อดีต ส.ส. ทั้งหลายไม่แยกพรรค พรรคประชาธิปัตย์คุณอภิสิทธิ์ไม่เห็นด้วย ไม่ต้องนับองอาจ คล้ามไพบูลย์ และสมาชิกคนสำคัญที่อยู่ในสายคุณอภิสิทธิ์ สายอำนาจบริหารของพรรคประชาธิปัตย์ในตอนนี้ นี่แสดงอาการไม่เห็นด้วย พรรคเพื่อไทยชัดยิ่งกว่าชัด ไม่เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์คัดค้าน ต่อมามาดูกลุ่มม็อบต่าง ๆ แน่นอน นปช. และเครือข่ายแนวร่วมของพรรคเพื่อไทยทั้งหลาย จะเป็นกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ กลุ่มอะไรก็ตามแต่ เขาแสดงการไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่เห็นด้วยล้านเปอร์เซ็นต์ จัดเข้าไปในกลุ่ม กลุ่มถัดมา สุริยะใส กตะศิลา อดีตผู้ประสานงานพันธมิตร วันนี้เป็นรองคณะบดี เป็นผู้อำนวยการสถาบันอยู่ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญคนหนึ่งเหมือนกันก็แสดงอาการไม่เห็นด้วยเรื่อง ส.ว. ความหมายที่ผมพูดแบบนี้กลุ่มแบบนี้ ยกตัวอย่างแบบนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าเราวัดกันแต่ผู้นำทางสังคมน้ำหนักและแนวโน้มมาทางการคัดค้านแนวคิดของ คสช. แน่นอน ในการที่จะตั้ง ส.ว. ขึ้นมาทำหน้าที่ 5 ปี และหน้าที่ที่บอกว่าในการรักษาประเทศชาติ ในการที่จะทำให้เกิดการปฏิรูป ในการที่จะไม่ทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ซึ่ง ส.ว. ต้องมีอำนาจก็ชัดเจน เมื่อชัดเจนแบบนี้บ้านเมืองเราอะไรจะเป็นอย่างไรต่อไป ทั้งหมดทั้งสิ้นจะไปชี้ขาดกันตอนลงประชามติ แต่ก่อนลงประชามตินั่นหมายความว่าทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องประนีประนอมกับ คสช. ก่อน ก็คือมาเจรจาว่าที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญดีอยู่แล้ว ขอให้สิ่งที่ คสช. เสนอมาอยู่ในบทเฉพาะกาลได้ไหม แบบนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็มีทางออก ไม่ใช่เสียเหลี่ยมเสียหน้า แนวคิดและแนวผลักดันซึ่งยืนยันว่าเป็นอิสระทำโดยชอบ คสช. ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวตั้งแต่ต้นเป็นแบบนี้ ฉะนั้น คณะรัฐมนตรีหรือ คสช. ออกมาแบบนี้ แสดงว่าอยู่ในบทเฉพาะกาลซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ ที่เหลือก็เป็นผู้นำทางสังคมต่าง ๆ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นแบบนี้และกำหนดรัฐธรรมนูญออกไป ก็ไปชี้ขาดที่ประชามติ ตรงนี้ล่ะครับเสียงประชามติกี่เสียงที่ผ่านมาเป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์สู้กับเพื่อไทย เพื่อไทยอยู่ข้าง ประชาธิปัตย์อยู่ข้าง เสียงประชามติก็ดูคล้ายสู้กันแบบปริ่มน้ำมาตลอด ถ้าวัดตามสถิติเดิมประชาธิปัตย์ลงกับเพื่อไทย ประชามติ คสช. ก็เจ๊งไม่เป็นกระบวนการไม่เป็นท่าเป็นทาง คิดตามหลักสถิตินะครับ แต่ถ้าไม่เป็นตามหลักสถิติก็ต้องกลับไปดูปรากฏการณ์ของการชุมนุมของ กปปส. ปรากฏการณ์นี้สำคัญ ผู้นำมวลชน คนที่เคยชุมนุมมา  คนก็ได้แสนสอง แสนสี่ พันธมิตรซึ่งผู้คนให้การสนับสนุนในระดับโครงสร้าง คนทางสังคมออกมาชุมนุมรวมกันแล้วแสนกว่าคนนะครับ แต่ กปปส. คนออกมาชุมนุมสี่-ห้าล้านคน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเห็นสุดเหลือเชื่อ ตรงนี้เป็นประเด็นที่น่าสนใจว่ากลุ่มที่ออกมาชุมนุมหนุน กปปส. เป็นพวกพรรคประชาธิปัตย์ หรือว่าไม่เกี่ยวกับประชาธิปัตย์แต่หนุน กปปส. และกลุ่มนี้ได้เบี่ยงได้หันมาสนับสนุน คสช.หรือไม่ ถ้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ไม่หันมาสนับสนุน คสช. ผลประชามติพ่ายแพ้แน่นอน แต่ถ้ากลุ่มนี้ไม่ได้สนใจพรรคประชาธิปัตย์ เพราะแค่คุณสุเทพออกมาเป็นผู้นำ รักศรัทธาคุณสุเทพที่เดินออกมาในแนวทางนี้ ไม่ยึดติดกับพรรคประชาธิปัตย์ และวันนี้หันมาหนุน คสช. นี่ล่ะครับกระแสจะเป็นไปอีกอย่างหนึ่ง เพราะคนกลุ่มนี้ถ้าบวกด้วยลูกหลานญาติ  ก็อาจจะเป็นฐานที่พอสมควร และบวกด้วยประชาชนที่นอนหลับทัพสิทธิ์ ออกมาบ้านเมืองก็จะไปอีกอย่างหนึ่ง นั่นหมายความว่าปฏิเสธนักการเมือง นักวิชาการ เอ็นจีโอ ทุกกลุ่มที่กำลังเสนอหน้าออกมาในตอนนี้ทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามและผมจะขยับขยายให้เห็น วันนี้จะมีการประชุมแม่น้ำ 5 สาย ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็จะได้เห็นภาพอะไรที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น