"ประวิตร"  VS "พะจุณณ์"  หยิกเล็บเจ็บเนื้อปมซื้อขายเก้าอี้ "ตร."  !?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 

กลายเป็นอีกหนึ่งปมร้อนทางการเมือง สำหรับการที่สำนักงานตรวจแห่งชาติ  โดย  กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)  ดำเนินการออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สปท. เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา   หลังจากตรวจสอบพบว่ามีเผยแพร่ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งตำรวจผ่านแชทไลน์ 

 

 

 


ขณะที่ล่าสุดพล.ร.อ.พะจุณณ์ พร้อมด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จากกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งความดำเนินคดี และ  ปอท.ออกหมายเรียกในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯ ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

 


ทั้งนี้พล.ร.อ.พะจุณณ์ยืนยัน ไม่มีความขัดแย้งกับใครในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ     ขณะเดียวกันจากการที่เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจ   ที่ต้องการปฏิรูปตำรวจเพื่อให้ตำรวจมีศักดิ์ศรีขึ้นจึงไม่มีประเด็นใดที่จะเป็นเหตุจูงใจให้นำไปสู่การสร้างปัญหาด่างพร้อยกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 


และกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมเองก็ไม่ได้มีปัญหาใดระหว่างกันแต่สนิทสนมกันเหมือนพี่น้องจึงอยากให้มีการดำเนินการในเรื่องข้อกล่าวนี้อย่างตรงไปตรงมา  ส่วนจะมีการฟ้องกลับผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไรต้องรอการพิจารณาถึงรูปคดีสักระยะซึ่งในวันที่  10 มี.ค.  ตนจะเดินทางไปตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นนอน

 


ขณะที่นาย นิติธร  ทนายความ  ระบุว่า เหตุผลที่มีการนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  เพราะเห็นว่ามีการตั้งข้อกล่าวไม่เป็นธรรมต่อพล.ร.อ.พะจุณณ์    เนื่องจาก   การนำเสนอข้อความเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่ง ที่แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ   นายทหารยศพลเอก/ การซื้อขายตำแหน่ง/ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   เป็นข้อความที่ยังไม่มีการระบุยืนยันตัวบุคคล   และไม่มีข้อความปรากฎทำให้เข้าใจได้ว่ามีการซื้อขายตำแหน่งหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลเอกคนใด รวมถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฎเป็นข่าวยังไม่ปรากฎว่ามีใครเป็นผู้เสียหายโดยตรง   ในทางตรงข้ามข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเป็นการส่งผลกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างชัดเจน  

 


สอดคล้องกับแนวทางการต่อสู้คดีของ  พล.ร.อ.พะจุณณ์  ก่อนหน้าที่ชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากได้รับไลน์มาจากเพื่อนโดยเป็นไลน์ที่มีการพูดถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายวงการสีกากี   ซึ่งไม่มีการระบุชื่อว่า เป็นใคร หรือมียศ พล.อ.  จึงส่งไลน์ดังกล่าวต่อไปยังเพื่อนใน 2 กลุ่มคือคณะอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจที่ตนเป็นประธานอยู่ และเพื่อน ตท. 12  ให้ช่วยหาข้อมูล  เพื่อจะได้นำข้อมูลไปนำเสนอนายกรัฐมนตรี   เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาต่อไป  ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการกับตนมีเจตนาแอบแฝงในการออกหมายเรียกครั้งนี้หรือไม่  อย่างไรเพราะแทนที่จะนำประเด็นนี้ไปพิจารณาแต่กลับมาดำเนินคดีกับคนที่มีความเห็นชัดเจนต่อแนวทางการปฏิรูปตำรวจ

 


และแม้ว่าพล.ต.อ.ศรีวราห์   รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร.  จะยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง  รวมถึงไม่ได้มีการกำชับสั่งการจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แต่เป็นการสั่งการโดยตรงจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ให้ดำเนินการจนถึงที่สุด เนื่องจากกรณีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อ สตช.อย่างร้ายแรง เป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของหน่วยงานความมั่นคงของประเทศ  แต่ก็เลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินการกับพล.ร.อ.พะจุณณ์ครั้งนี้  ต้องได้รับไฟเขียวจากพล.อ.ประวิตร 

 


ถึงแม้อีกไม่นาน  พล.ร.อ.พะจุณณ์ กำลังจะกลายผู้ต้องหาตาม 2 ข้อกล่าวหาสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ตามกำหนดหมายเรียกในวันที่ 10 มี.ค.นี้   แต่อีกมุมหนึ่งก็ถูกจับตาว่า พล.ร.อ.พะจุณณ์   ก็ใม่ใช่นายทหารนอกราชการธรรมดา ๆ    จึงทำให้ถูกจับตาว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่กับคสช.  

 


โดยประวัติของ   พล.ร.อ.พะจุณณ์    พบว่าจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 (ตท.12)    หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี   และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 


การศึกษา    รวมถึงจบโรงเรียนนายเรือรุ่นที่ 69     วิทยาศาสตรบัณฑิต ,  จบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 46 (วปอ.46)  ,  นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช   และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 


ที่สำคัญ  พล.ร.อ.พะจุณณ์     ถือเป็นอดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์   ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ   มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี    ก่อนจะพ้นจากหน้าที่หัวหน้าสำนักงานสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ  และนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม  หลังจากเกษียณอายุราชการ  เมื่อปี  2555  ที่ผ่านมา

 


ส่วนบทบาทในฐานะการทำงานในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ    พล.ร.อ.พะจุณณ์  ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง  หรือภายหลั การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549  โดยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในอัตราข้าราชการทหารกองทัพเรือ

 


และภายหลัง การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ พล.ร.อ.พะจุณณ์    ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก  สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)   และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฎิรูปโครงสร้าง  อำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชนของ สปช. ชุดดังกล่าวด้วย

 


ขณะที่ผลงานสำคัญในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม  ของพล.ร.อ.พะจุณณ์   แม้ว่าท้ายสุดจะไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ เนื่องเพราะมีการยุบสปช.และเปลี่ยนโครงสร้างเป็นสปท.   แต่แนวคิดเรื่องการปฏิรูปตำรวจยังคงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ 

 


โดยข้อสรุปการปฏิรูปตำรวจที่มีการเสนอในคณะอนุกรรมการธิการฯ ชุดของพล.ร.อ.พะจุณณ์    มีสาระสำคัญดังนี้

1.กระจายอำนาจการบริหารราชการไปสู่ระดับจังหวัด

2.สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตำรวจ ทั้งในระดับส่วนกลาง  ส่วนท้องถิ่น  และ สถานีตำรวจทุกแห่ง

3.สร้างกลไกการตรวจสอบ  ถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  โดยเฉพาะอำนาจการถ่วงดุลการสอบสวน  โดยให้พนักงานอัยการ  ผู้ว่าราชการจังหวัด   นายอำเภอ  มีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลการสอบสวนได้  ในกรณีประชาชนร้องขอความเป็นธรรม

4.การปฏิรูปงานสอบสวน

5.การจัดระบบด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นแท่ง  ให้ขึ้นตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

 


อย่างไรก็ตามจะด้วยเจตนาอย่างไร และเกี่ยวข้องกับความต้องการเห็นการปฏิรูปตำรวจหรือไม่  แต่ปรากฎการณ์ความขัดแย้งจากไลน์ของพล.ร.อ.พะจุณณ์ที่มีการระบุถึงปัญหาการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ  ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจจากพล.อ.ประวิตร   ซึ่งประกาศชัดเจนว่าไม่มีระบบการซื้อขายตำแหน่งในสตช.  ส่วนปมขัดแย้งจะบานปลายหรือคลี่คลายไปในที่สุดก็ต้องจับตามองกันต่อไป