- 07 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
กลายเป็นอีกหนึ่งปมร้อนทางการเมือง สำหรับการที่สำนักงานตรวจแห่งชาติ โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ดำเนินการออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สปท. เพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลังจากตรวจสอบพบว่ามีเผยแพร่ข้อมูลการซื้อขายตำแหน่งตำรวจผ่านแชทไลน์
ขณะที่ล่าสุดพล.ร.อ.พะจุณณ์ พร้อมด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จากกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจ้งความดำเนินคดี และ ปอท.ออกหมายเรียกในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จฯ ว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
ทั้งนี้พล.ร.อ.พะจุณณ์ยืนยัน ไม่มีความขัดแย้งกับใครในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะเดียวกันจากการที่เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจ ที่ต้องการปฏิรูปตำรวจเพื่อให้ตำรวจมีศักดิ์ศรีขึ้นจึงไม่มีประเด็นใดที่จะเป็นเหตุจูงใจให้นำไปสู่การสร้างปัญหาด่างพร้อยกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
และกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมเองก็ไม่ได้มีปัญหาใดระหว่างกันแต่สนิทสนมกันเหมือนพี่น้องจึงอยากให้มีการดำเนินการในเรื่องข้อกล่าวนี้อย่างตรงไปตรงมา ส่วนจะมีการฟ้องกลับผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างไรต้องรอการพิจารณาถึงรูปคดีสักระยะซึ่งในวันที่ 10 มี.ค. ตนจะเดินทางไปตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างแน่นนอน
ขณะที่นาย นิติธร ทนายความ ระบุว่า เหตุผลที่มีการนำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะเห็นว่ามีการตั้งข้อกล่าวไม่เป็นธรรมต่อพล.ร.อ.พะจุณณ์ เนื่องจาก การนำเสนอข้อความเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่ง ที่แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ นายทหารยศพลเอก/ การซื้อขายตำแหน่ง/ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นข้อความที่ยังไม่มีการระบุยืนยันตัวบุคคล และไม่มีข้อความปรากฎทำให้เข้าใจได้ว่ามีการซื้อขายตำแหน่งหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลเอกคนใด รวมถึงข้อเท็จจริงที่ปรากฎเป็นข่าวยังไม่ปรากฎว่ามีใครเป็นผู้เสียหายโดยตรง ในทางตรงข้ามข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับเป็นการส่งผลกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างชัดเจน
สอดคล้องกับแนวทางการต่อสู้คดีของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ก่อนหน้าที่ชี้แจงผ่านสื่อมวลชนว่ากรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากได้รับไลน์มาจากเพื่อนโดยเป็นไลน์ที่มีการพูดถึงปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายวงการสีกากี ซึ่งไม่มีการระบุชื่อว่า เป็นใคร หรือมียศ พล.อ. จึงส่งไลน์ดังกล่าวต่อไปยังเพื่อนใน 2 กลุ่มคือคณะอนุกรรมการปฏิรูปโครงสร้างตำรวจที่ตนเป็นประธานอยู่ และเพื่อน ตท. 12 ให้ช่วยหาข้อมูล เพื่อจะได้นำข้อมูลไปนำเสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาต่อไป ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าสิ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการกับตนมีเจตนาแอบแฝงในการออกหมายเรียกครั้งนี้หรือไม่ อย่างไรเพราะแทนที่จะนำประเด็นนี้ไปพิจารณาแต่กลับมาดำเนินคดีกับคนที่มีความเห็นชัดเจนต่อแนวทางการปฏิรูปตำรวจ
และแม้ว่าพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผบ.ตร. จะยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมือง รวมถึงไม่ได้มีการกำชับสั่งการจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม แต่เป็นการสั่งการโดยตรงจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ให้ดำเนินการจนถึงที่สุด เนื่องจากกรณีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อ สตช.อย่างร้ายแรง เป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของหน่วยงานความมั่นคงของประเทศ แต่ก็เลี่ยงปฏิเสธไม่ได้ว่าการดำเนินการกับพล.ร.อ.พะจุณณ์ครั้งนี้ ต้องได้รับไฟเขียวจากพล.อ.ประวิตร
ถึงแม้อีกไม่นาน พล.ร.อ.พะจุณณ์ กำลังจะกลายผู้ต้องหาตาม 2 ข้อกล่าวหาสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามกำหนดหมายเรียกในวันที่ 10 มี.ค.นี้ แต่อีกมุมหนึ่งก็ถูกจับตาว่า พล.ร.อ.พะจุณณ์ ก็ใม่ใช่นายทหารนอกราชการธรรมดา ๆ จึงทำให้ถูกจับตาว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่กับคสช.
โดยประวัติของ พล.ร.อ.พะจุณณ์ พบว่าจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 (ตท.12) หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
การศึกษา รวมถึงจบโรงเรียนนายเรือรุ่นที่ 69 วิทยาศาสตรบัณฑิต , จบวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 46 (วปอ.46) , นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ที่สำคัญ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ถือเป็นอดีตนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ก่อนจะพ้นจากหน้าที่หัวหน้าสำนักงานสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษ และนายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม หลังจากเกษียณอายุราชการ เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา
ส่วนบทบาทในฐานะการทำงานในฐานะสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง หรือภายหลั การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในอัตราข้าราชการทหารกองทัพเรือ
และภายหลัง การรัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการปฎิรูปโครงสร้าง อำนาจหน้าที่และกระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชนของ สปช. ชุดดังกล่าวด้วย
ขณะที่ผลงานสำคัญในฐานะประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ของพล.ร.อ.พะจุณณ์ แม้ว่าท้ายสุดจะไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ เนื่องเพราะมีการยุบสปช.และเปลี่ยนโครงสร้างเป็นสปท. แต่แนวคิดเรื่องการปฏิรูปตำรวจยังคงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ
โดยข้อสรุปการปฏิรูปตำรวจที่มีการเสนอในคณะอนุกรรมการธิการฯ ชุดของพล.ร.อ.พะจุณณ์ มีสาระสำคัญดังนี้
1.กระจายอำนาจการบริหารราชการไปสู่ระดับจังหวัด
2.สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการของตำรวจ ทั้งในระดับส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น และ สถานีตำรวจทุกแห่ง
3.สร้างกลไกการตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะอำนาจการถ่วงดุลการสอบสวน โดยให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ มีอำนาจตรวจสอบและถ่วงดุลการสอบสวนได้ ในกรณีประชาชนร้องขอความเป็นธรรม
4.การปฏิรูปงานสอบสวน
5.การจัดระบบด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นแท่ง ให้ขึ้นตรงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
อย่างไรก็ตามจะด้วยเจตนาอย่างไร และเกี่ยวข้องกับความต้องการเห็นการปฏิรูปตำรวจหรือไม่ แต่ปรากฎการณ์ความขัดแย้งจากไลน์ของพล.ร.อ.พะจุณณ์ที่มีการระบุถึงปัญหาการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ ได้ก่อให้เกิดความไม่พอใจจากพล.อ.ประวิตร ซึ่งประกาศชัดเจนว่าไม่มีระบบการซื้อขายตำแหน่งในสตช. ส่วนปมขัดแย้งจะบานปลายหรือคลี่คลายไปในที่สุดก็ต้องจับตามองกันต่อไป
