- 09 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ http://www.tnews.co.th
รายการ "สถาพรถามตรง สนธิญาณฟันธงตอบ" ประจำวันที่ 9 มีนาคม 2559 ออกอากาศทางช่อง ทีนิวส์ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร เกื้อสกุล (ถา) ได้สัมภาษณ์คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม (ต้อย) กรรมการผู้อำนวยการ บริษัททีนิวส์ทีวี โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
สนธิญาณ : สวัสดีครับแฟนข่าวทีนิวส์ทุกท่าน วันนี้ยังอยากจะมาตอกย้ำถึงการให้สัมภาษณ์ของท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ เมื่อวานเราต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษ พิเศษขนาดที่ผู้สื่อข่าวจับเวลาการให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ไว้เลยนะครับ ทำไมถึงต้องมีการจับเวลาก็ต้องเรียนแบบนี้ว่า ช่วงหลังมาท่านนายกประกาศชัดว่าจะไม่มีการพูดมาก พูดแล้วเดี๋ยวจะคุมอารมณ์ไม่ได้ ฉะนั้นจะต้องพูดอยู่ในกรอบ วางกฎเกณฑ์และจัดระเบียบการพูดที่ทำเนียบ เช่น ครั้งหนึ่งในการที่จะพูดจะให้มีการตั้งคำถาม 4 คำถาม มีการแจ้งคำถามไว้หรืออาจจะพิเศษสักหนึ่งคำถามและพูดตามประเด็นชัดเจน แต่เมื่อวานนี้แม้ก่อนจะมาแถลงข่าว ท่านได้ปฏิบัติตามกระบวนการแบบนี้แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลาพูดจริง ๆ นายกพูดไปถึง 42 นาที ผมกำลังเกริ่นประเด็นนี้หรือพยายามกำลังพูดเรื่องการให้สัมภาษณ์ของท่านนายกเพื่อจะบอกว่าเป็นการพูดด้วยความตั้งใจ ตั้งใจมาพูดครับ ไม่ได้หมายความว่าทำไปตามหน้าที่ เรื่องที่ท่านพูดเมื่อวานมีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกก็คือเรื่อง ส.ว.สรรหา เรื่องที่สองคือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเมื่อวานตามเสียงที่เราได้เปิดให้ท่านผู้ชมได้รับชม ท่านนายกได้พูดชัดเจนถึงเรื่องยุทธศาสตร์ชาติที่อยู่ภายใต้ความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา นั่นก็คือยุทธศาสตร์ชาติที่จะเดินไปภายใต้หลักเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เป็นถ้อยคำของใครทราบไหมครับ เป็นพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เพียงแต่ท่านนายกไม่ได้หยิบยกเอาเรื่องนี้มาพูดมาแอบมาอ้าง ผมใช้คำว่าแบบนี้ เพียงแต่ต้องการสื่อสารให้เห็นว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์ คสช. และท่านนายกกำลังคิดในขณะนี้ ในการวางจังหวะของประเทศไปอีก 20 ปี คืออยู่บนหลักเกณฑ์นี้ แต่สาระสำคัญที่เหลือนั่นก็เป็นเรื่องที่รายละเอียดของยุทธศาสตร์จะต้องเปิดเผยให้ประชาชนได้เห็น ตอนนี้ก็ดูกรอบใหญ่ ๆ ฟังแต่กรอบใหญ่ ๆ ก็ต้องติดตามต่อไปว่าถ้าจะให้ประชาชนยอมรับให้การสนับสนุน การสื่อสารเรื่องยุทธศาสตร์ชาติถึงประชาชน ต้องเรียนว่ารัฐบาลและท่านนายกจะต้องทำอย่างเป็นระบบ และเป็นกระบวนการ ผมคิดว่าทำให้รายละเอียดข้อมูลให้ความสำคัญเท่าๆ กับร่างรัฐธรรมนูญหรือเท่ากันด้วยซ้ำ เพราะเป็นรายละเอียดของวิถีชีวิตที่จะเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนคนไทย ส่วนเรื่องที่สองก็ชัดเจนนั่นก็คือเรื่องของ ส.ว.สรรหา วันนี้ผมคิดว่าทิศทางชัดเจนแล้วว่าต้องมี ส.ว.สรรหาเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ในการที่จะมาตามอุดมการณ์ของ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์นะครับ ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร อันนี้เป็นประเด็นที่ต้องมาคิดพิจารณาต่อไป การพูดอย่างยืดยาวของพล.อ.ประยุทธ์เมื่อวาน ได้ขยายความด้วยนะครับว่าการเลือกตั้ง ส.ว. ที่ผ่านมา เรียกแล้วเป็นอย่างไรมาทำให้เกิดปัญหากับบ้านเมืองหรือไม่เป็นการตั้งคำถามเบรคกลับไปยังสังคม ประการที่สองในการที่จะต้องดูแลบ้านเมือง ในการที่จะสร้างระยะเวลาในการเชื่อมต่อส่งต่อกัน พล.อ.ประยุทธ์ก็ย้ำเลยว่าในขณะนี้ที่ผมยังมีอำนาจอยู่พยายามให้จบยังไม่จบกันเลย หมายความว่าจะมีเรื่องกัน เพราะฉะนั้นเรื่องราวที่จะเกิดใครจะมีหลักประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น ตอกย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่คาดหวังและห่วงว่าจะเกิดเหมือนกันพฤษภา57 เป็นสิ่งที่พล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลหยิบยกมาเป็นเหตุผลในการที่จะต้องมี ส.ว.สรรหา ในการเชื่อมต่อการรักษาอำนาจต่อไป แต่ก็ได้พูดชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องที่จะมาสืบทอดอำนาจแล้ว จะสืบทอดไปทำไมเพื่ออะไรอันนี้ก็แล้วแต่ประชาชนคนไทย ฟากฝั่งพรรคเพื่อไทย คุณทักษิณ หรือฟากฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าไม่เชื่อ ก็ว่ากันไปแต่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเป็นเสียงชี้ขาดว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะฉะนั้นมาถึงนาทีนี้ ส.ว.สรรหาชัดเจน ส่วนการเลือกตั้งจะมีอำนาจในการเลือกนายกใหม่ เพราะเวลาพูดเรื่องนี้ อ.วิษณุหยิบยกมาพูดว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 2521 ทำให้มีการหยิบยกของประเด็น ส.ว.จะมีสิทธิ์โหวตนายก เลือกนายก หรือทำหน้าที่อื่น ๆ ด้วยหรือไม่ ผมย้ำนะครับ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่าความเห็นส่วนตัวผมอะไรเป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปแบบนั้น นั่นอาจจะแปลความว่าไม่มี แต่ท่านก็พูดว่าเป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่รู้ว่ามีความเห็นอื่น ๆ หรือไม่ จะต้องติดตามและต้องดูกันต่อครับ แต่ละวันสิ่งเหล่านี้จะปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดทุกอย่างชัดเจนในวันที่ 29 มีนาคม ซึ่งคิดว่าเป็นจุดพีคหรือจุดสูงสุดในทางการเมืองที่จะเห็นว่าจะไปในทางไหน จะไปอย่างไรอันนี้ชัดเจน
