- 09 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารได้ที่ www.tnews.co.th
โดยวสิษฐ เดชกุญชร
ตำรวจตกเป็นข่าวอื้อฉาวอีกครั้งหนึ่งเมื่อต้นเดือนมีนาคมนี้ เมื่อ สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายเรียก พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ในกรณีส่ง ข้อความทางแอพพลิเคชันไลน์ว่านายทหารยศพลเอกมีส่วนเกี่ยวข้องกับ การซื้อขายตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และต่อมาผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติได้สั่งให้เพิ่มข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณากับ พล.ร.อ. พะจุณณ์ อีกข้อหาหนึ่ง เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ
พล.ร.อ.พะจุณณ์เคยเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเป็นประธาน คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจของสภานั้น เป็นที่ทราบกันว่าขณะดำรง ตำแหน่งดังกล่าว ในการประชุม พล.ร. อ.พะจุณณ์ได้วิพากษ์วิจารณ์ความ ประพฤติมิชอบของตำรวจอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเสมอ ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาของตำรวจนั้น พล.ร.อ.พะจุณณ์อธิบาย ว่าตนมิได้เป็นต้นตอของข่าวการซื้อขายตำแหน่ง แต่ทราบข่าวนั้นจาก เพื่อนในกลุ่มไลน์ จึงอยากรู้และได้สอบถามต่อไปยังเพื่อนในกลุ่มเดียวกัน ว่าใครคือพลเอกผู้นั้น พล.ร.อ.พะจุณณ์กล่าวด้วยว่าแทนที่จะกล่าวหาตน ตำรวจควรจะไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวว่าเป็นความจริงหรือไม่
เรื่องการซื้อขายตำแหน่งตำรวจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น นานแสนนานแล้ว สมัยเมื่อผมยังอยู่ในราชการตำรวจ ผมก็เคยได้รับมอบ หมายให้สอบสวนเรื่องเช่นนี้ และเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2553 นายกรัฐ มนตรี (คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ก็ได้แต่งตั้งให้ผมเป็นประธานคณะกรรม การตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีมีการร้องเรียนกล่าวหาเกี่ยวกับการแต่งตั้ง โยกย้ายข้า ราชการตำรวจที่ส่อไปในทางทุจริตและไม่เป็นธรรมในหลาย ภาคตำรวจภูธร
แม้ผลการสอบสวนจะปรากฏว่าในหลายกรณีมีการทุจริตและไม่เป็นธรรมจริงตามที่มีผู้ร้องเรียน แต่ลงท้ายผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่ก็หาได้ รับโทษอันควรแก่การกระทำความผิดไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าตามระเบียบของ ทางราชการนั้น การพิจารณา โทษกระทำโดยคณะกรรมการสอบสวนที่ เป็นตำรวจด้วยกัน แม้ในคณะกรรมการจะมีข้าราชการสังกัดอื่นร่วมอยู่ ด้วยแต่ก็เป็นส่วนน้อย ผู้กระทำความผิดจึงมักจะถูกลงโทษในสถานเบา หรือเพียงแต่ถูกภาคทัณฑ์ การซื้อขายตำแหน่งในวงการตำรวจจึงเป็นแผล เรื้อรังที่ยังรักษาไม่หายมาจนทุกวันนี้
การซื้อขายตำแหน่งจะยุติได้โดยเด็ดขาดก็ต่อเมื่อการสอบสวนกระทำโดยบุคคลหรือคณะบุคคลภายนอกที่เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อสำนักงานตำรวจ แห่งชาติหรือหน่วยราชการใดๆ ในต่างประเทศหลายประเทศมีคณะกรรม การอิสระสำหรับพิจารณาการกระทำความผิดของตำรวจโดยเฉพาะ คล้าย ศาลทหาร คณะกรรมการน้ีไม่่ทำงานแบบประชุมเป็นคราวๆ แต่ทำเต็ม เวลา และมีคณะเจ้าหน้าที่ประจำช่วยสืบสวนหาข้อมูล ไม่ต่างอะไรกับ หน่วยราชการที่มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาทั่วไป
ในพ.ศ.2549 คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจที่ตั้งขึ้นในสมัย ของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งผมเป็นประธาน ได้เคยเสนอให้ตั้ง คณะกรรม การอิสระสำหรับรับและพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ที่เกี่ยวกับ ตำรวจ และได้ถึงกับร่างเป็นกฎหมายให้ด้วย แต่ก็ปรากฏว่าถูกดึงเรื่องเอา ไว้จนกระทั่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติสิ้นอายุ
หากจะตั้งคณะกรรมการเช่นว่านี้ขึ้นโดยออกกฎหมายในขณะนี้ การ ดำเนินการทางนิติบัญญัติก็คงจะล่าช้าไม่ทันการณ์ และก็คงไม่แคล้วมีผู้คัด ค้านขัดขวางหรือดึงเรื่องเช่นเดิม แต่ถ้านายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจตาม มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งคณะกรรมการนี้ขึ้น การชำระสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติให้ปลอดพ้นจากโรคซื้อขายตำแหน่งก็คงจะเป็นไปได้โดย เร็ว
การตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อรับและพิจารณาเรื่องราวร้องทุกข์ที่ เกี่ยวกับตำรวจอาจจะแก้ปัญหาบุคลากรของตำรวจทั้งระบบไม่ได้ แต่อย่าง น้อยก็จะเป็นหลักประกันว่าผู้มีเงินหรืออิทธิพลจะไม่สามารถซื้อตำแหน่ง ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้โดยสะดวกอย่างที่แล้วมา.
