เหตุใด ?? "พรรคเพื่อไทย" ถึงออกแถลงการณ์ให้ตั้ง "สังฆราช"

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

 


ที่ผ่านมาทางสำนักข่าวทีนิวส์ได้เน้นย้ำมาโดยตลอดว่าประเด็นความขัดแย้งในสังฆมณฑลอันเกี่ยวเนื่องกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนั้นเป็นเรื่องเดียวกับความขัดแย้งทางการเมืองและเป็นเรื่องที่ผ่ายตรงข้าม คสช.พยายามจะหยิบยกเพื่อใช้โจมตี คสช.

 

 

 

 

โดยล่าสุดพรรคเพื่อไทยถึงขนาดออกแถลงการในเรื่องการแต่งตั้งสมเก็จพระสังฆราชโดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
 

พรรคเพื่อไทย ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การปฏิบัติของรัฐบาล และ คสช. ต่อพระสงฆ์ มีใจความบางตอนระบุว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนนับวันจะรุนแรงขึ้น ไม่เฉพาะแค่เพียงกับประชาชนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังก้าวล่วงไปดำเนินการกับพระสงฆ์ ซึ่งเป็นตัวแทนในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2559 ที่พระสงฆ์จำนวนหนึ่งจะเดินทางเข้าไปยังพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐมเพื่อทำกิจกรรมของสงฆ์แต่ถูกทหารเข้าขัดขวาง นำรถฮัมวี่ซึ่งใช้ในราชการทหารมาขวางกั้นปิดไม่ให้พระสงฆ์ได้เข้าในเขตพื้นที่ทั้งที่เป็นพื้นที่ของสงฆ์ จนเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งกันระหว่างทหารกับพระสงฆ์

 

และเมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ที่มีพระสงฆ์และประชาชนในนามเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ ได้นัดประชุมเพื่อแถลงท่าทีของเครือข่ายต่อความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่เห็นว่ามติของมหาเถรสมาคม (มส.) ทำผิดขั้นตอนการเสนอการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยสถานที่ประชุมก็เป็นศูนย์ประชุมของวัดไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใด แต่กลับปรากฏว่าทั้งทหารและตำรวจได้เข้าขัดขวางการดำเนินการดังกล่าวจนการประชุมไม่อาจดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ทั้งที่ประเด็นความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดินยังมีความเคลือบแคลงสงสัยถึงอำนาจหน้าที่และความถูกต้องในข้อกฎหมาย ซึ่งพระสงฆ์ และประชาชนสมควรที่จะได้รับสิทธิในการแสดงออกซึ่งข้อท้วงติงได้


แถลงการณ์ระบุอีกว่าพรรค เพื่อไทย เห็นว่าการนำปฏิบัติการทางทหารมาใช้กับพระสงฆ์ดังกล่าวนอกจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังถือเป็นการไม่ให้ความเคารพในกิจกรรมของพระสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนาที่ต้องการแสดงออกในเรื่องที่อยู่ในกิจของสงฆ์ ซึ่งไม่ได้เคลื่อนไหวในทางการเมืองแต่อย่างใด ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติของคนไทย และสถาบันทางศาสนาเป็นที่เคารพรักและศรัทธาของประชาชนไทยทุกส่วน ซึ่งนอกจากจะต้องให้การอุปถัมภ์และคุ้มครองแล้ว รัฐบาลและ คสช. ไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินกิจกรรมใดๆของพระสงฆ์ตราบใดที่การแสดงออกดังกล่าวไม่ได้เป็นการผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง


สิ่งใดที่รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ก็ควรรีบดำเนินการ เช่น การเสนอสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ไม่ควรปล่อยให้เกิดความขัดแย้งในสังคมต่อไป พรรคเพื่อไทยตระหนักว่า ในสังคมเผด็จการดังที่เป็นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้นั้น แม้ผู้มีอำนาจจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่การใช้อำนาจก็ควรคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนด้วย การปฏิเสธไม่ยอมรับสิทธิเสรีภาพของฆราวาส ซึ่งได้เกิดขึ้นหลายครั้งหลายหน และปัจจุบันได้มีการใช้อำนาจดังกล่าวก้าวล่วงไปถึงพระสงฆ์อันเป็นตัวแทนความเคารพนับถือและความศรัทธาของพี่น้องประชาชน นับได้ว่าประเทศนี้กำลังตกอยู่ในความเสื่อมถอยอย่างถึงที่สุด

 

ขณะที่ทางด้านของนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้ความเห็นเป็นการส่วนตัวในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ง กรณี ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่า มหาเถรสมาคมเสนอแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชผิดขั้นตอน นั้น ความเข้าใจเดิม ตนเข้าใจว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาล จึงเป็นความรู้ใหม่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินสามารถทำหน้าที่วินิจฉัยกฎหมายและตีความกฎหมายได้ด้วย ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะรับฟังหรือไม่

 

นายชวลิต ฯ กล่าวต่อว่าหากรัฐบาลไม่ฟัง ไม่เชื่อมั่นในมติมหาเถรสมาคม ซึ่งประกอบด้วยพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองนิกายดังกล่าวข้างต้น แต่ไปฟัง นายไพบูลย์ นิติตะวัน และพวก ซึ่งผ่านเวทีทางโลกมาหลายเวทีอย่างโชกโชน ตนก็คาดการณ์ไม่ถูกว่า บ้านเมืองข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชนี้ยุติลงด้วยดี โดยยึดหลักกฎหมายและประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านานเป็นสำคัญ


เพราะเหตุใดพรรคเพื่อไทยถึงได้มีการออกแถลงการณ์หลังจากที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเปิดเผยว่าจะยังไม่ตั้งสมเด็จพระสังฆราชถ้าความวุ่นวายยังไม่จบสิ้นหรือพรรคเพื่อไทยนั้นจะมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้กันแน่

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 8 มีนาคมที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำวินิจฉัยมติของ มส. เรื่องเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชผิดขั้นตอนมายังรัฐบาลว่า  ก็ส่งความเห็นเข้ามา ผิดถูกอย่างไรตนไม่ทราบ เรื่องดังกล่าวเป็นการตีความด้านกฎหมาย จึงจะต้องศึกษาดูก่อน ทั้งนี้ตนยังไม่เห็นหนังสือจากผู้ตรวจฯ รวมทั้งยังไม่เห็นหนังสือเสนอชื่อสมเด็จพระสงฆราชองค์ใหม่จากมหาเถรสมาคม (มส.) หรือสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)

 


เพราะขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งต้องคำนึงถึงกฎหมายของประเทศ ไม่ใช่นำกฎหมายฉบับต่างๆ มาตีกันไปมา คนในประเทศไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือพระสงฆ์ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

 

วันนี้ความขัดแย้งค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อใครส่งความเห็นมา เราก็พิจารณาแล้วส่งฝ่ายกฎหมายเข้าไปตรวจสอบ ทุกอย่างไม่อยากให้มองว่าเป็นธรรมหรือไม่ แต่ต้องมองว่าทำถูกกฎหมายหรือไม่ ในเมื่อมีคนร้องเรียนก็ต้องมีการตรวจสอบ ซึ่งต้องดูเป็นคดีไป อย่ากล่าวอ้างว่าทำคดีหนึ่งเพื่อให้คดีหนึ่งถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เพราะถือเป็นคนละเรื่อง   

 

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ก็เหมือนกับการตั้ง ทหาร ตำรวจ ถ้าตั้งคนที่ไม่ได้รับความเห็นชอบร่วมกัน มีคดีความก็ตั้งไม่ได้ ยังไงก็ตั้งไม่ได้ ไม่ใช่ว่าคนนี้จะถูกปลดอยู่แล้วเลยต้องตั้งตามนั้น เพราะต้องตรวจสอบว่ามันใช่หรือไม่ใช่


วันนี้ทุกกระทรวงเสนอคนเข้ามา ผมยังตรวจสอบเลย ถ้าผมเช็กแล้วคนนี้เป็นอย่างนี้ก็ส่งกลับไป มันตั้งให้ไม่ได้ เขาต้องไปเคลียร์ตัวเขามาสิ ตนยังไม่ได้ว่าใครผิดใครถูกทั้งสิ้น เป็นเรื่องของกฎหมาย กฎหมายเป็นกลไกการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง


ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวถึงกรณีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชว่า เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ได้ตอบไปหมดแล้ว โดยไม่ได้ฟังเสียงข้างหนึ่งข้างใดเป็นพิเศษ อะไรที่ยังไม่เรียบร้อย ท่านตั้งไม่ได้ ทุกอย่าง เช่น เรื่องกฎหมายต้อกระจ่างเสียก่อน ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยท่านก็จะตั้ง หากยังไม่เรียบร้อยตั้งไม่ได้

 


เป็นที่น่าสังเกตว่าคำแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยซึ่งสอดประสานกับการเคลื่อนไหวของพระสงฆ์จำนวนหนึ่งที่นำโดยพระเมธีธรรมาจารย์หรือประสาร จนฺทสาโรรองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย


ซึ่งถ้าหากทบทวนความเชื่อมโยงในอดีตนั้นก็จะพบว่าพระเมธีธรรมาจารย์กับกลุ่มก้อนของพรรคเพื่อไทยนั้นมีการสนับสนุนและเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

 

บทบาทของ พระเมธีธรรมาจารย์ ในการเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองนั้นเกิดขึ้นทั้งในยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร และยุครัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่มีบทบาทชัดเจนมากที่สุดในหมู่พระสงฆ์ “ระดับเจ้าคุณ” และถือว่าเป็นพระที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวและถ่ายภาพคู่กับอดีตนายกฯ และแกนนำคนสำคัญของกลุ่มนปช.หลายต่อหลายคน

 

นอกจากการปรากฏตัวบนเวทีเสื้อแดงแล้ว ทุกครั้งที่ทักษิณเดินทางมาในประเทศเพื่อนบ้าน มักจะปรากฏภาพของเจ้าคุณประสารอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2556 พระเมธีธรรมาจารย์ประสานงานกับพระสงฆ์ในสหรัฐอเมริกาเดินทางไปพบกับทักษิณ ที่โรงแรมแฟร์มอนต์ วอชิงตัน ดีซี ทำให้ภาพชัดเจนยิ่งขึ้น


แม้ว่าการเคลื่อนไหวของ “พระเมธีธรรมาจารย์” จะเป็นการเคลื่อนไหวในนามของ “เลขาธิการของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” แต่ตำแหน่งหนึ่งที่ทำให้ คสช.ต้องจับตาและติดตามความเคลื่อนไหวของท่านอย่างใกล้ชิด คือ “รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” ซึ่งตำแหน่งนี้แม้คนวงนอกจะดูเหมือนว่าไม่มีอะไร แต่แท้ที่จริงแล้ว "เมื่อคราวใดมีประกาศหรือเชิญชวนให้พระสงฆ์มาเจริญพุทธมนต์ทั่วประเทศ" จะทำให้สะดวกในการชักชวนคนมาร่วมชุมนุมและเมื่อยิ่งได้รับแรงหนุนจากกลุ่มธรรมกาย ว่ากันว่า ไม่ถึง 6 ชม. ก็สามารถระดมพระได้ทั่วประเทศ

 

หากย้อนดูประวัติการทำงานของ “พระเมธีธรรมาจารย์” ถือว่าไม่ธรรมดางานด้านการศึกษา ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รักษาการผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.2558 เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

 


อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาทางสำนักข่าวทีนิวส์ก็ได้ส่งผู้สื่อข่าวไปสอบถามขอเท็จจริงในเรื่องนี้กับพระเมธีธรรมาจารย์โดยพระเมธีธรรมาจารย์ก็ได้ชี้แจงว่าเป็นเพียงการทำบุญตามปกติเท่านั้น