อนาคต "เมียนมาร์" ภายใต้เงื้อมมือ "อองซาน ซูจี" - เหตุใดเสนอชื่อคนขับรถวัย 69 ปี ชิงประธานาธิบดี

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

รายการทีนิวส์ สด.ลึก.จริง ประจำวันที่ 10 มีนาคม 2559 ดำเนินรายการโดยวันเฉลิม จันทรากุล , นาตยา เอนกธนะเศรษฐ์ ออกอากาศทุกวันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 13.00น. - 15.00น.

 

 

โดยวันนี้ 10 มี.ค. 59 ทางรายการได้เชิญ นายนิรันดร แสงดี นักวิชาการด้านชาติพันธุ์ในเมียนมาร์ เข้ามาแสดงความเห็นในประเด็นการที่ อองซาน ซูจี ได้มีการเสนอชื่อนายติน คยอว์ คนขับรถวัย 69 ปี เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาร์ เหตุผลอะไรที่ตัดสินใจอย่างนั้น การเมืองพม่าจะมีความเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ติดตามได้จากรายงานชิ้นนี้

 

 

 

 

วันเฉลิม: ทำไม "อองซานซูจี" ถึงเลือกคนนี้ และคนนี้จะเข้าไปมีบทบาทได้มากน้อยอย่างไร อองซานจะสามารถชักใยอยู่เบื้องหลังได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร และปัญหาความไม่ลงรอยกันกับทหารพม่า ตรงนี้จะนำไปสู่ปัญหาภายในพม่าหรือไม่ เราจะไปพูดคุยกับผู้รู้ ผู้ที่มีการศึกษามาอย่างยาวนาน เรื่องของชาติพันธุ์ในพม่า เรื่องของการเมืองในพม่า เดี๋ยวเราจะไปพูดคุยกับคุณ "นิรันดร แสงดี"

 


นาตยา: คุณนิรันดร แสงดี อยู่ในสายที่จะพูดคุยกับเราแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ      

 


อ.นิรันดร: ครับ สวัสดีครับผม  

 


วันเฉลิม: อาจารนิรันดรครับ ล่าสุดมีข่าวออกมาว่า ซูจี จะเลือก "ติน คยอว์" คนขับรถวัย 69 ปี ซึ่งเป็นคนสนิทของอองซานนะครับ ดูแล้วพอจะทราบไหมครับว่าทำไม อองซานจึงเลือกคนนี้นะครับ  


 

อ.นิรันดร: ผมคิดว่าตำแหน่งประธานาธิบดีของพม่าจริงๆ แล้วเนี่ยอำนาจจะไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าจะเอาทหารมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งนึงเนี่ย ผมคิดว่าภาพลักษณ์ในเรื่องของประเทศ เมียนมาเองดูไม่สวย อันที่สองอย่างที่นางอองซานซูจีเนี่ย ได้แถลงจดหมายส่วนตัววันนี้ ที่บอกว่าจะทำตามฉันทามติ จากผลการเลือกตั้ง ที่เลือกกันมา 80 กว่าเปอร์เซ็น เนี่ยนะครับ เพราะฉะนั้นผมว่านางดู สองภาพลักษณ์อ่ะนะครับ ก็คือภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ กับภาพลักษณ์สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่เลือกพรรคของนาง 80 กว่าเปอร์เซ็นเนี่ย ผมว่ายิงปืนนัดเดียวอาจจะได้นกสองตัว ในขณะที่กองทัพเองก็ไม่สูญเสียอำนาจในการดูแลประเทศ        

 


วันเฉลิม: คือสรุปว่าอาจารย์นิรันดร มองว่ายังไงก็ต้องยังเลือกทั้งสองข้าง เอาภาพลักษณ์ระหว่างประเทศด้วย เอาความสัมพันธ์กับทางทหารพม่าด้วยอย่างนั้นใช่มั้ยครับ

 


อ.นิรันดร: ผมบอกแบบนี้ครับ คือภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ กับภาพลักษณ์สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง คือนางจะต้องตอบแทนผลการเลือกตั้ง โดยใช้ประธานาธิบดีที่มาจากพรรคของนาง ทีนี้ในส่วนของกองทัพเนี่ย อย่างที่ผมบอกเมื่อกี้ก็คือ ประธานาธิบดีเอง ไม่ว่าจะเป็นท่าน "เต็ง เส่ง" ที่ผ่านมาเนี่ย ในนิตินัยคือเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด แต่ว่าทางพฤตินัยเนี่ยประธานาธิบดีไม่ค่อยมีอำนาจเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นการเลือกแบบนี้เนี่ยผมว่าเน้นภาพลักษณ์มากกว่า    

 


นาตยา: ก็คือเน้นในส่วนของภาพลักษณ์ที่จะคงเอาไว้ แล้วก็เหมือนกับประนีประนอมกับทางด้านของรัฐบาลเดิมด้วยอย่างนั้นหรือคะ  

 


อ.นิรันดร: ผมว่าไม่ได้ประนีประนอมครับ คือทางกองทัพเองเนี่ยเห็นด้วย ตอนนี้ ณ นาทีนี้ ใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีก็ได้ เพียงแต่ว่ายกเว้นทหารไปซักพักนึง เพื่อให้ภาพลักษณ์มันสวย ไม่ควรจะเอาทหารนอกเครื่องแบบมาเป็นประธานาธิบดี

 


วันเฉลิม: แสดงว่าทหารเค้าจะเห็นพ้องต้องด้วยรึเปล่าครับถ้าเป็นอย่างนี้

 


อ.นิรันดร: แต่ว่าชื่อของทางทหารที่จะเสนอ ผมยังไม่รู้ว่าจะเสนอท่านใดขึ้นมา อย่างที่ผมบอกก็คือ ทหารก็ไม่ได้ตะขิดตะขวง ที่จะให้พรรค NLD ในฐานะที่ชนะเลือกตั้งเสียงข้างมากเนี่ย ทั้งสองสภา สภาล่าง สภาบนเนี่ย ผมคิดว่าก็ไม่น่าจะมีปัญหากับทหาร เพราะว่าอย่างน้อยเสีย กระทรวงหลักๆ ก็ยังมาจากกองทัพอยู่ดี   

 


วันเฉลิม: ก็คือทหารเค้าถือว่าเค้าคุมกระทรวงหลักๆ อยู่ พวกคุณจะบริหาร ก็บริหารไป ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว อะไรทำนองนั้นใช่มั้ยครับอาจารย์ 

 


อ.นิรันดร: ใช่ครับ คือรัฐบาลจะบริหาร อย่างเช่นรัฐบาลอาจจะบริหารเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอะไรก็ว่าไป แต่ว่ากระทรวงหลักๆ ที่เกี่ยวกับความมั่นคงอะไรอย่างนี้ ก็ยังต้องใช้ทหารอยู่ การลงหลักปักฐานของกองทัพเนี่ย ผมคิดว่ายังแน่นหนาอยู่ เพราะฉะนั้นใครจะขึ้นมาก็ได้ครับ ไม่ได้มีปัญหาตรงนั้น    


 

วันเฉลิม: อาจารย์นิรันดรครับ แล้วมีอะไรที่จะทำให้ ฝ่ายทหารเนี่ยเค้าจะไม่ยอม อะไรที่ซูจีทำแล้วอาจจะทำให้ทหารเค้าไม่ยอม จะต้องออกมาหึ้มๆ อาจจะทำให้เกิดการไม่ลงรอยกัน คิดว่าจะมีประเด็นอะไรจากนี้ครับ    

 


อ.นิรันดร: ผมคิดว่าอย่างเดียวนะครับ นโยบายเกี่ยวกับชาติพันธุ์ ซึ่งผมก็คิดว่ายังไม่เปลี่ยนจากนโยบายคราวที่แล้ว แต่ตรงนี้เนี่ย นางหรือว่าพรรคของนางเนี่ยไม่สามารถที่จะทำเอกเทศ โดยที่ไม่มีทหาร หรือว่ากองทัพเข้ามาเอี่ยว แล้วผมก็คิดว่าพรรค NLD เอง ก็ไม่มีความชำนาญในด้านความมั่นคงของประเทศ เพราะฉะนั้นมีทางเดียวถ้าจะเกิดปัญหาได้ก็คือ ถ้านางไปแตะต้องนโยบายกลุ่มชาติพันธุ์    

 


วันเฉลิม: อาจารย์ครับ แต่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้ง 6-7 กลุ่มเนี่ย เค้ามีความคาดหวังว่านางจะเข้ามาช่วยในการแก้ไขปัญหานี้นะครับ จนถึงขั้นที่บางกลุ่มบางชาติพันธุ์เสนอรูปแบบเลย อย่างเช่นสหพันธรัฐอะไรต่างๆ เนี่ยนะครับ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นเนี่ยนางจะไม่ทำหรอครับ จะเกิดกระแสการกดดันอะไรตามมารึเปล่าครับ   

 


อ.นิรันดร: นางคงจะทำอะไรไมได้นะผมว่า ไม่ใช่แค่นางนะครับ ใครก็ช่างก็ทำไม่ได้ เพราะว่าถ้าทำแล้วพม่าจะแตกเป็น 7 ประเทศ เพราะฉะนั้นมันมีสัญญาปางหลวง ที่ยังติดค้างอยู่ตรงนั้นอยู่ คือกลุ่มชาติพันธุ์ถึงจะเรียกร้องตรงนั้นเนี่ย แต่ผมคิดว่าหลักๆแล้ว นโยบายหลักเลยของพม่าเลยไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือว่าอนาคตอันไม่ใกล้ อาจจะยาว พม่าต้องเป็นหนึ่งเดียว โดยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าต้องไปแตะต้องนโยบายของชาติพันธุ์เนี่ย หรือต้องเรียกร้องให้เป็นสหพันธรัฐจริงๆ แล้วเนี่ย ผมคิดว่าพม่ายังไม่พร้อมครับ 
 


วันเฉลิม: แล้วถ้าซูจีเพิกเฉย อันนี้จะทำให้เกิดแรงกดดันจากประชาคมโลกรึเปล่าครับ 

 


อ.นิรันดร: ประชาคมโลก ผมคิดว่าจะต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ล่ะครับ เพราะว่าอเมริกาเอง โดยเฉพาะอเมริกากับตะวันตกที่เชียร์ๆ นางอยู่เนี่ย บางครั้งเขาก็จะเลี่ยงๆ เพื่อไม่ให้พม่ากลับไปซบอกจีนอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นตะวันตกหรือร่วมกับอเมริกาเองเนี่ย ค่อนข้างดำเนินนโยบายค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปกับพม่าเหมือนกัน โดยเฉพาะนิมิตรหมายของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเนี่ย ที่มีจากพลเรือน อันนี้เป็นเหตุผลนึงที่ผมบอกเมื่อกี้นะครับ ที่เลือกคุณ...    

 


วันเฉลิม: ติน คยอว์ ครับ

 


อ.นิรันดร: เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ เพื่อเอาใจ EU ( European Union สหภาพยุโรป) กับอเมริกา ฉะนั้นถ้าเป็นการเมืองภายในประเทศเนี่ย ผมคิดว่า EU กับอเมริกาก็ยังปล่อยให้พม่าจัดการเรื่องภายในของพม่าอีกซักระยะนึงแหล่ะ 

 


วันเฉลิม: แล้วถ้าเป็นอย่างนี้ในที่สุดเนี่ย กลุ่มชาติพันธุ์จะกลายเป็นศัตรูกับอองซานรึเปล่าครับ เพราะว่านางเคยประกาศเรื่องของสิทธิมนุษยชนอะไรต่างๆ ที่ได้รางวัลโนเบลอะไรด้วยเนี่ยนะครับ ตรงนี้มันจะกลายเป็นอย่างนั้นรึเปล่าครับอาจารย์  

 


อ.นิรันดร: อาจจะเป็นไปได้ แต่ผมคิดว่าดูจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาเนี่ย ในพรรคของนางมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่เข้าร่วมกับนางเยอะนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่านางมีศิลปะในการ รอมชอมกับกลุ่มชาติพันธุ์ค่อนข้างจะสูง โรฮิงญา เนี่ยนะครับ อย่างเรื่องของสิทธิมนุษยชนเนี่ย นางเองก็ไม่กล้าแตะคราวที่แล้ว เห็นมั้ยครับ นางก็อาจจะบอกว่าฉันไม่ใช่นักสิทธิมนุษยชน แต่ฉันเป็นนักการเมือง       

 


วันเฉลิม: ไปอย่างนั้นเลยหรอครับ

 


อ.นิรันดร: ผมคิดว่านางมีประสบการณ์พอที่จะรอมชอมได้อ่ะครับ เพราะฉะนั้นอาจจะเป็นไปได้ที่จะเอารองประธานาธิบดีพรรคหัวเสือขึ้นมา หรืออาจจะเลือกคนใดคนหนึ่งจากพรรคหัวเสือเนี่ยขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคของนางเนี่ยนะครับ

 


วันเฉลิม: อาจารย์นิรันดรครับ อีกประเด็นคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหลายส่วนด้วยกัน โดยเฉพาะในส่วนที่จะให้นางซูจีเป็นประธานาธิบดีได้เนี่ยนะครับ ตรงนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไรครับ       

 


อ.นิรันดร: ผมคิดว่าเป็นไปได้สูงในมาตราวงเล็บ ผมจำไม่ได้นะครับ เอ่อ... ในมาตราที่เท่าไหร่และวงเล็บที่เท่าไหร่ รู้สึกจะ 6 หรือยังไงเนี่ยแหล่ะครับ ผมไม่ชัดเจนในมาตรา แต่ว่าที่แน่ๆ ก็คือ รัฐบาลคราวที่แล้ว โดยเฉพาะอดีตประธานาธิบดีเต็งเส่ง หลายฝ่ายบอกว่า มาตราที่จะทำให้ผู้ที่มีสามี หรือว่ามีลูกหลานที่เป็นชาวต่างชาติ ตรงนี้เนี่ยอาจจะละเว้นมาตราตรงนี้ออกไป ถ้าละเว้นตรงนี้ก็จะทำให้เป็นประธานาธิบดีได้โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องขอเสียงจากสภา ในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ไม่อย่างนั้นเนี่ย ในการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญแต่ละมาตราต้องใช้เสียง 3 ใน 4 เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องใช้ระดับถึงขนาดนั้นเนี่ย ถ้าทางกองทัพไม่เห็นด้วย ผมคิดว่า 1 ใน 4 นั้น ก็เป็นเสียงของกองทัพอยู่แล้วเนี่ย อย่างน้อยจะต้องได้เสียงจากกองทัพ 1 เสียง ฉะนั้นการจะแก้ตรงนี้ไม่ใช่จะแก้ง่ายๆ แต่ว่ามาตราตรงนั้นหลายท่านระบุว่า ระงับได้สำหรับคนที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี สำหรับคนที่มีประวัติรายงานชาวต่างชาติ หรือว่ามีลูกมีหลานของตัวเองที่เปลี่ยนสัญชาติ เป็นต่างชาติอ่ะนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเว้นมาตราตรงนี้นางก็จะได้เป็นโดยอัตโนมัติ ซึ่งถึงตอนนั้นอาจจะต้องฟอร์มรัฐบาลใหม่ ถ้าสถานการณ์มันเปลี่ยน หมายถึงว่าสถานการณ์ภายนอกตอนนี้เนี่ยดูดีอยู่แล้ว แต่ว่าถ้ามีการปะทุหรือว่ามีการเดินขบวน เพื่อให้นางขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เป็นไปได้ตามเจตนารมณ์ของคนพม่าทั้งมวลเนี่ย ก็แค่ละเว้นมาตราตรงนี้นางก็ขึ้นมาได้              

 


วันเฉลิม: ดูแล้วทางฝ่ายทหารเนี่ยเค้ามีท่าทีต่อเรื่องนี้ยังไงครับ เค้ายอมได้มั้ยครับ 

 


อ.นิรันดร: ผมคิดว่านางมีความสัมพันธ์กับกองทัพค่อนข้างดีนะครับ หมายถึงว่าไม่ได้แนบแน่นนะ แต่ก็คุยกันรู้เรื่อง แล้วทางกองทัพเองเนี่ยได้ทดลองรัฐบาลของตนเองมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสมัยที่แล้ว หลังการเลือกตั้ง 2510 เนี่ย ลองแล้ว ก็คล้ายๆ กับลองงานทดสอบงาน ก็ราบรื่นดี แต่ทีนี้ถ้านางจะขึ้นมาเนี่ย อย่างที่ผมบอกก็คือ รัฐมนตรีกระทรวงหลักๆ ที่ดูแลความมั่นคงก็มาจากกองทัพ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับประธานาธิบดี เพราะฉะนั้นนางจะขึ้นหรือไม่ขึ้น หรือใครก็ช่างที่ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเนี่ย ผมว่ามันไม่มีปัญหากับกองทัพล่ะ    

 


วันเฉลิม: เพราะว่าอำนาจจริงๆ มันอยู่ในมือกองทัพอย่างที่อาจารย์บอกใช่มั้ยครับ ทีนี้ในส่วนของรัฐธรรมนูญปี 2008 นะครับ หรือเฉพาะมาตรา ซึ่งมีรายละเอียดถึง 23 มาตรา นะครับ ที่กำหนดให้สภาความมั่นคง ที่จะมีบทบาทโดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินใดนะครับ ทหารสามารถที่จะออกมาควบคุมได้ทุกเมื่อ ตรงนี้มันจะนำไปสู่ความวุ่นวายอะไรขึ้นมารึเปล่าครับ   

 


อ.นิรันดร: คือตรงนี้เนี่ยถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็คือ Intake เฉยๆ ครับ ถ้ามีการประท้วงขึ้นมาหรือไม่ก็ถ้ามีการตีรวนในคณะรัฐบาล ในอนาคตเนี่ยนะครับ อย่างเช่นถ้าดึงรัฐมนตรีมาแล้ว อาจจะมีการตีรวนหรือตีกันเองในพรรคร่วม หรือว่าในสมาชิกของพรรค NLD เองเนี่ย สมมุติถ้ามันเกิด อันนี้กรณีที่หนึ่ง กรณีที่สองถ้ามีการเดินขบวนประท้วงขึ้้นมาเนี่ย ประธานาธิบดีสามารถที่จะโอนอำนาจให้กับสภาความมั่นคง โดยมีผบ.ทส. เนี่ย โดยทันที เพื่อระงับเหตุไม่ให้บานปลาย เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ ก็คือ ทหารยังสามารถที่จะขึ้นมามีอำนาจได้โดยรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเนี่ยตรงนี้หลายๆ ฝ่ายก็รู้อยู่แล้วล่ะครับ แต่ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับพม่าก็สามารถใช้มาตราพวกนี้ได้เลย          

 


วันเฉลิม: ทีนี้ในสภานะครับ เสียงอีกประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นก็ยังเป็นทหารอยู่นะครับ

 


อ.นิรันดร: 25 ครับ

 


วันเฉลิม: 25 เปอร์เซ็นใช่มั้ยครับ แล้วตรงนี้กฎหมายหรืออะไรต่างๆ ที่จะเสนอออกมา ในที่สุดแล้วถ้าจะไม่ให้มีปัญหา มันจะทำได้หรอครับ  

 


อ.นิรันดร: นโยบายยังไงนะครับ


 

วันเฉลิม: ในส่วนของอองซานซูจี ที่จะเสนอเข้าไปในเมื่อทหารยังมีอำนาจอยู่เยอะแยะไปหมดเนี่ยนะครับ ในสภาเนี่ย เวลาจะเสนอกฎหมายหรือระเบียบอะไรออกมา แบบนี้จะมีอุปสรรครึเปล่าครับ 

 


อ.นิรันดร: ผมคิดว่ากฎหมายลูกเนี่ย จะเสนอกฎหมายอะไรก็ได้นะครับ ถ้าไม่ไปแตะต้องรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ว่าถ้าจะต้องไปแก้รัฐธรรมนูญมาตราใดมาตราหนึ่ง ยกเว้นมาตราเมื่อกี้นี้ที่ผมบอกที่สามารถระงับได้เนี่ย ที่มันเป็นวงเล็บ ตรงนั้นถ้าไปแตะต้อง กองทัพก็... ในทางนิตินัยหรือทางกฎหมายเนี่ย จะต้องฟังเสียงทั้งสองสภาใช่มั้ยครับ ทีนี้เสียงตอนเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเนี่ยจะต้องใช้เสียง 3 ใน 4 แสดงว่า พรรคของนางหรือไม่ก็ร่วมกับพรรคร่วม อย่างพรรคอันดับสองพรรค SNLD หรือว่าพรรคหัวเสือเนี่ยร่วมกัน 3 ใน 4 อ่ะครับ แต่ถ้าแตกไปแค่ 1 คนเนี่ย มาตราเหล่านั้นมันก็ตกอยู่ดี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแก้ยาก ถ้าจะแก้กันจริงๆ อันนี้คือเอาตามกรอบนะครับ      


 

วันเฉลิม: คือสรุปอาจารย์มองว่าอย่างไรเนี่ย อองซานยังต้องประนีประนอมกับทหารถูกต้องรึเปล่าครับ

 


อ.นิรันดร: ครับ ผมคิดว่าพรรค NLD เองไม่มีบุคลากร โดยเฉพาะลงย่อยมานะครับ ผมคิดว่าพรรค NLD อาจจะต้องสร้าง ซึ่งคงจะต้องใช้เวลานานน่ะครับ กว่าจะมีบุคลากรขึ้นมาบริหารระดับประเทศอ่ะนะครับ เพราะฉะนั้นบุคลากรของกองทัพเนี่ยพร้อมอยู่แล้วตอนนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่านางก็ยังไม่กล้ากระตุกหนวดเสือนะผมว่า   

 


วันเฉลิม: แต่ทีนี้ถ้านางไม่กล้าไปแหย่นะครับ แต่ว่าประชาชนเค้าต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ก็มีความคาดหวังต่อนาง แล้วอย่างนี้มันจะนำไปสู่ ความเสื่อมศรัทธาหรืออะไรก็ตามที่มีต่อนางรึเปล่าในอนาคต เป็นไปได้มั้ยครับ 

 


อ.นิรันดร: อันนั้นผมเป็นห่วงเรื่องนึงก็คือ ผมคิดว่าการที่กองทัพเนี่ย จะลองให้นางขึ้นมาบริหาร นางผมว่าอาจจะเสมอตัวกับแพ้นะครับ ถ้านางทำดีหรือว่าเปลี่ยนแปลงบ้างนิดๆ หน่อยๆ ชื่อของนางก็ยังใช้ได้ แต่ว่าถ้านางทำแล้วพลาดพลั้งในด้านนโยบายหรือว่าอะไรก็ช่างเนี่ยที่มันขัดตากับภาคประชาชน ถ้านางเพลี่ยงพล้ำเมื่อไหร่ กองทัพเค้ามีบุคลากรพร้อมอยู่แล้ว ฉะนั้นก็อาจจะเป็นตัวอ้างได้ว่า พรรค NLD อาจจะไม่มีความสามารถ เพราะฉะนั้นก็จะมีผลกับการเลือกตั้งในปี 2020 ใช่มั้ยครับ ผมคิดว่าตรงนี้เนี่ยนางรู้ดี เพราะฉะนั้นนางก็ยังต้องร่วมมือกับกองทัพอยู่ดี


 

วันเฉลิม: อาจารย์ครับถ้ามองลึกๆ แล้วตรงนี้ มองได้มั้ยครับว่ารัฐบาลเก่าเนี่ย รัฐบาลพม่าเค้าอาจจะมีแผนให้ อองซานทำไปก่อนแล้วก็เรียกว่าทำอะไรไม่ได้ และเกิดวิกฤติในที่สุด คนก็จะได้ออกมาตะเพิดเอง แล้วทหารก็จะได้กลับมาอีกในที่สุด มันเป็นไปได้รึเปล่าครับ  


 

อ.นิรันดร: เป็นไปได้ อาจจะไม่ถึงขนาดไล่ตะเพิดเพราะว่า ภาคประชาชนรักนางมานาน อาจจะขอให้นางหลีกทางหรืออาจจะกลายเป็นพรรคของกองทัพขึ้นมามีชื่อเสียงเท่ากับนาง เพราะว่าดูจาก MRTV (Myanmar TV) เดี๋ยวนี้ผลงานของประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็ยังปิดสายตาของประชาชนอยู่ แต่ว่าเนื่องจากประวัติศาสตร์มันทำให้ภาคประชาชนขยาดกับอำนาจนิยมทหาร เสียงมันจึงเทไป 80 เปอร์เซ็น เพราะฉะนั้นผมว่าอนาคตเนี่ย ถ้านางพลาดพลั้ง นางจะต้องเสียฐานเสียงตรงนั้นไป มันก็เป็นไปได้เนี่ยว่า ปัญหาของพม่าเยอะ มีปัญหาต้องให้นางแก้เยอะ เพราะฉะนั้นผมว่ามันอาจจะพลาดได้ง่ายเหมือนกัน ถ้าไม่มีกองทัพอยู่       

วันเฉลิม: อาจารย์ครับ ในส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ 6-7 กลุ่มเนี่ยนะครับ เค้าก็จับมือกันในการเจรจา เรียกว่าทำอะไรทำด้วยกันนะครับ แต่ว่าก็มีอยู่ 2-3 กลุ่มที่ทางพม่าเองไม่ต้องการที่จะคุยด้วย ไม่ว่าจะเป็นพวกว้าแดง พวกปะหล่อง หรือ อาระกันเนี่ยนะครับ แล้วในที่สุดตรงนี้เนี่ย กลุ่มของรัฐบาลพม่าที่นำโดยซูจี กับทางกลุ่มชาติพันธุ์มีโอกาสที่จะคุยกันได้มั้ยครับตรงนี้  


 

อ.นิรันดร: ถ้าจะต้องคุยเรื่องความมั่นคงเนี่ยนะครับ ผมว่าทหารต้องเข้ามาคุย มาร่วมมือกับนาง แล้วก็ผมคิดว่าโรดแมปที่วางไว้เนี่ยผมคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางนั้น เพราะฉะนั้นนางคงไม่มีนโยบายใหม่ๆ เปรียบเสมือนการไม่ให้เปลี่ยนหมากกลางศึกล่ะครับ แล้วผมว่านางเองก็ไม่ได้พูดชัดเจนนะครับเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าน่าจะตามนโยบายรัฐบาลที่แล้ว 

 


วันเฉลิม: การหยุดยิงของกลุ่มชาติพันธุ์ใช่มั้ยครับ

 


อ.นิรันดร: ใช่ครับ เพราะฉะนั้นผมว่านางคงใช้นโยบายเดิมของประธานาธิบดีคนที่แล้ว เต็ง เส่ง เนี่ยนะครับ ตามแนวนี้ แล้วก็เจรจากันไป แล้วก็ให้หัวหน้ากลุ่มตรงนี้เนี่ยขึ้นไปเจรจาแทนรัฐบาล โรดแมปที่เค้าวางไว้แล้วเนี่ยผมว่า เพื่อให้ประธานาธิบดีลอยตัวด้วย คือประธานาธิบดีคนต่อไปอ่ะนะครับ   

 


วันเฉลิม: สรุปว่านางก็คงจะกั๊กๆ ไปใช่มั้ยครับ ในการที่จะแก้ไขการเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เนี่ย

 


อ.นิรันดร: ผมคิดว่านางคงไม่กล้าแตะต้อง คงจะเอาโรดแมปของประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ไปล่ะครับ

 


วันเฉลิม: อาจารย์ครับ ทีนี้ในส่วนของพม่าที่อาจารย์เคยบอกว่าปกครองด้วยระบบ 7 รัฐ 7 มณฑล แล้วก็แต่ละรัฐเนี่ยนะครับ มีการปกครองในรูปแบบของคณะผู้บริหารอะไรต่างๆ แล้วก็ส่วนใหญ่ก็เป็นทหารเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเนี่ยนะครับ คิดว่าตรงนี้มันจะส่งผลให้อำนาจของอองซาน ในการที่จะเข้าไปถึงรัฐต่างๆ เนี่ยมันยากขึ้น หรือบริหารงานได้ยากขึ้น จะเป็นอย่างนั้นรึเปล่าครับ

 


อ.นิรันดร: ผมคิดว่านางไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวกับความมั่นคง ไม่ต้องไปยุ่งกับกระทรวงชายแดน ไม่ต้องไปยุ่งกับกระทรวงมหาดไทย ถ้าอย่างอื่นเนี่ยนางทำโดยร้อยเปอร์เซ็นต์ได้เลย คือห้ามยุ่ง 3 เรื่องเนี่ยนะครับ เพราะฉะนั้นการพัฒนา


 

วันเฉลิม: ทำอะไรก็ทำไป

 


อ.นิรันดร: ทำได้หมดน่ะ แต่อย่าไปยุ่ง 3 เรื่องนี้พอ เรื่องของ 3 กระทรวงนี้ ให้ 3 กระทรวงนี้จัดการแทน แล้วก็ถ้ามีการประกาศเคอร์ฟิวเนี่ย ผบ.ทส. มีอำนาจเต็มๆ ประธานาธิบดีก็ดีดออกมาได้ ผมถึงบอกว่า เพราะฉะนั้นใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีก็ได้ครับ  


 

วันเฉลิม: รบกวนขอเป็นคำถามสุดท้ายนะอาจารย์ครับ อาจารย์ฟันธงว่าหลังกลุ่มของอองซานขึ้นมาเนี่ย พม่าจะเข้าสู่ประชาธิปไตยได้รึเปล่า 

 


อ.นิรันดร: ผมคิดว่า คำว่าประชาธิปไตยเนี่ย หนึ่งมันไม่ใช่ยาวิเศษ สองพัฒนาการของประชาธิปไตยเนี่ย มันต้องใช้เวลาครับ อย่างน้อย 30 ปี คือจากเด็กเกิดวันนี้อาจจะต้องเรียนรู้ระบบใหม่ อันนี้เนี่ยว่าเค้าจะมีวุฒิภาวะ ว่าเค้าสามารถจะเป็นผู้นำทางด้านสังคมได้เนี่ย อย่างน้อยเค้าต้องโตเป็นผู้ใหญ่ก่อน 30 ปี ฉะนั้นตรงนี้เนี่ยมันต้องใช้เวลา 30 ปี หลัง 30 ปีแล้วถึงจะไปประเมินได้ว่า พม่าจะกลายเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ แล้วก็จะแก้กฎหมายยังไงได้บ้าง อันนี้คืออันที่สองนะครับ อันที่สามที่ดีอย่างก็คือ ระบบภาคประชาชนของพม่าเนี่ย ค่อนข้างจะมีบทบาทมาตั้งแต่สมัยอังกฤษปกครอง 1892 หลังจากครั้งที่สาม ที่พม่าเสียเอกราชให้กับอังกฤษ ภาคประชาชนของพม่าค่อนข้างจะมีทักษะที่จะเคลื่อนไหวทางภาคประชาชน แต่มาชะงักเอาช่วงที่นายพลเนวิน ขึ้นมาปกครองพม่า ระยะประมาณ 26 ปี ฉะนั้นเชื้อพวกนี้ก็ยังอยู่ เพราะฉะนั้นในด้านการเมืองระหว่างประชาชนเนี่ย ลึกๆ แล้วเนี่ยคนพม่าก็มีทักษะ ถ้าทักษะตรงนี้ อาจจะอีก 5 ปี ทิศทางของประชาธิปไตยน่าจะสดใสได้ แต่ว่าต้องเข้าใจนิดนึงก็คือการศึกษาที่ท่านนายพลเนวิน บริหารประเทศเนี่ย การศึกษาพม่าถอยหลัง เพราะฉะนั้นคนตั้งแต่อายุ 50 ขึ้นไปเนี่ย เปอร์เซ็นการอ่านออกเขียนได้ค่อนข้างจะต่ำ อันนี้เป็นตัวชี้วัดตัวหนึ่ง ว่าพม่าจะเป็นประชาธิปไตยแน่ชัดหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมาเนี่ย มันเป็นอารมณ์ ลักษณะการเลือกตั้งที่เป็น Emotion เป็นอารมณ์ที่ไม่เอาทหาร ขอให้นางได้ขึ้นมา อันนี้ยังวัดประชาธิปไตยไม่ได้ มันเป็นอารมณ์ที่ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ทหาร ชื่อของนางก็ได้ต่อสู้มายาวนาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่านี่คือของรางวัลของนางที่จะได้ ตรงนี้ยังวัดเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ผมคิดว่าถ้าให้ดีรอซัก 30 ปี จะเห็นชัด    


 

วันเฉลิม: เอาล่ะครับ ก็ได้ความรู้เยอะเลยนะครับ วันนี้ต้องขอบคุณ อาจารย์นิรันดร แสงดี นะครับ นักวิชาการด้านชาติพันธุ์ในเมียนมานะครับ ที่ให้เกียรติมาพูดคุยในรายการ ขอบพระคุณอาจารย์นิรันดร มากนะครับ 


 

อ.นิรันดร: ด้วยความยินดีครับผม

 


นาตยา: ขอบคุณค่ะ