- 10 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ลุยเส้นทางสุดหฤโหด-สุดระทึก ผ่าน"กองกำลังชนกลุ่มน้อย" มุ่งสู่รัฐมอญ ตอนที่แล้ว เราเดินทางได้แค่ 1 ใน 4 ของเส้นทางที่จะเดินทางไปสู่รัฐมอญต่อไป ... ในตอนที่สองนี้ จะไปดูกันต่อว่า ระยะทางที่เหลือเราจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
หลังจากที่ได้พูดคุยกับพ่อค้าริมทาง ทำให้เราคลายความวิตกกังวลในเรื่องความปลอดภัยลงไป แต่ก็ยังหนักใจถึงเส้นทางข้างหน้าที่เหลือ เพราะผู้นำทางบอกว่า ยังต้องพบเจอกับความยากลำบากอีกมาก ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยหลุมบ่อ ฝุ่นที่ละเอียดเหมือนผงแป้ง จนแทบมองไม่เห็นทางและมีสภาพถนนที่ค่อนข้างอันตราย เนื่องจากสภาพสูงชัน แต่เราคิดว่า มาถึงขนาดนี้แล้ว เป็นไรก็เป็นกัน
"ขบวนรถ" ทอดตัวไปตามถนน ที่สูงๆต่ำๆ สภาพไม่แตกต่างจากเส้นทางที่ผ่านมา บวงช่วงสลับกับวิ่งผ่านลำธาร และสังเกตเห็นว่า ในลำธารบางแห่ง มีหินที่แหลมและคมมาก ขบวนรถวิ่งไปได้สักระยะ ได้รับแจ้งผ่านทางวิทยุสื่อสารวอคกี้ทอคกี้จากรถคันข้างหลังว่า รถคันที่ผมนั่งไปด้วยนั่น เกิดยางแตก ผมนึกในใจล้อมันจะแตกได้อย่างไร ล้อใหญ่ขนาดนั้น แต่ในที่สุดขบวนรถเราก็หยุดลง "พี่ยงยุทธ์"คนขับและเจ้าของรถออฟโหลดคันดังกล่าว รีบลงมาดูก็พบว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
หลังจากนั้นทุกคนรีบลงมาช่วยกันอย่างขะมักเขม้น ในขณะที่ทหารชาวมอญ ก็คอยคุมเชิงดูแลความปลอดภัยให้
ในห้วงเวลาอย่างนี้เราได้เห็นน้ำใจของผู้ร่วมทางอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะ"พี่บ๊อบ" หัวหน้าคณะที่นำเรามา รีบเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทุกคนที่เดินทางมาด้วยกันกว่า 20 ชีวิต ไม่ได้รู้จักกันทั้งหมด แต่เมื่อมีปัญหาได้ช่วยเหลือกันอย่างญาติมิตร โดยไม่ต้องออกปากร้องขอ หากสังคมไทยในประเทศไทย เป็นอย่างนี้ ก็เชื่อว่า ประเทศของเราจะเจริญรุดหน้าคนอื่นไปได้มากกว่านี้แน่นอน
หลังจากใช้เวลาซ่อมแซมกว่า 1 ชั่วโมง ขบวนรถได้เริ่มเดินทางต่อไป เราพบว่าเส้นทางเริ่มสะดวกมากขึ้น เพราะมีการนำหินบดมาเทไว้ ฝุ่นไม่มากเหมือนเส้นทางที่ผ่านๆมา แต่ยังต้องขับผ่านลำธารเป็นระยะๆ
เป็นที่น่าสังเกตุว่าสองข้างถนนที่เราขับรถผ่าน มีการปลูกยางพาราหนาแน่นมากขึ้น และบางช่วงเป็นสวนยางพาราสลับกับต้นหมาก ตอนที่เราหยุดซ่อมรถ เพื่อนร่วมทางท่านหนึ่งบอกว่า ผลหมาก เหล่านี้เขาจะส่งออกไปยังไต้หวัน จีน และอินเดีย เพื่อนำไปใช้ในอุตสหกรรมย้อมผ้า ซึ่งราคาดีมาก ผมมานึกดู ก็เห็นว่า เป็นเรื่องดี แม้ว่าช่วงนี้ราคายางพาราจะตกต่ำ เขายังมีรายได้จาก"ผลหมาก" ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงอย่างคาดไม่ถึง และคิดว่า หากเกษตรกรชาวสวนยางของไทย นำวิธีการนี้มาใช้บ้างก็น่าจะเป็นทางรอดของเกษตรกรได้เช่นกัน
ขบวนรถของเรา เลื้อยไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว สูงบ้างต่ำบ้าง แต่เส้นทางสะดวกกว่าที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะว่า เป็นเส้นทางหลัก ที่เชื่อมจากพม่าเข้ากับเส้นทางของไทยบริเวณด่านเจดีย์สามองค์และบ้านเวียคาดี้ จังหวัดกาญจนบุรี
เราขับรถไปเรื่อยๆ เมื่อเส้นทางค่อนข้างสะดวกจึงได้มีโอกาสชมนกชมไม้ได้บ้าง และต้องบอกว่า พื้นที่แถบนี้เขียวขจีไปด้วยยางพารา สวนหมาก และป่าไม้ สภาพเช่นนี้หากเมียนมา สงบเมื่อไหร่ต้องบอกว่า ประเทศของเขาจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของไทยเลยทีเดียว
ในช่วงพักรถเราได้พูดคุยกับ "บู๋" นายทหารมอญ เขาเล่าให้ฟังว่า พื้นที่ภายในรัฐมอญ ทาง "กองกำลังมอญ"ได้แบ่งพื้นที่ให้กับชาวบ้านนำไปทำมาหากิน ปลูกพืชอาหารบ้าง ยางพาราบ้าง หมากบ้าง ตามแต่พวกเขาจะสะดวก แต่มีการร้องขอว่าในแต่ละปีให้แบ่งรายได้บำรุงกองทัพบ้าง แต่ก็เป็นความสมัครใจไม่มีการบังคับแต่อย่างใด
หลังจากขบวนรถของเราได้เคลื่อนตัวไปตามถนนเส้นหลัก อยู่หลายชั่วโมง กระทั่งถึงเวลาบ่ายแก่ๆมากแล้ว ทหารมอญ ได้นำเราเลี้ยวเข้าสู่ทางแยก ไปตามถนนที่มีสภาพขรุขระ พื้นถนนลาดด้วยหินก้อนค่อนข้างใหญ่และแหลมคม เราได้เห็นชาวบ้านขับรถจักรยานยนต์เป็นระยะๆ เมื่อสวนทางกับขบวนรถของเขา เขาต้องหยุดรถและปิดจมูก เพราะมีฝุ่นฟุ้งตลบจนแทบมองไม่เห็นทาง ในขณะที่เราได้กลับมารู้สึกถึงการถูกเขย่า โครงเครงไปมาตามสภาพของถนนอีกครั้งหนึ่ง
ขบวนรถเคลื่อนตัวไปได้พักใหญ่ หัวหน้าขบวนของเราได้หยุดรถ โดยบอกว่า รถของเขามีปัญหาและได้ลงสำรวจดูใต้ท้องรถก็พบว่า แหนบรถหลุด และเหมือนจะรู้โดยอัตโนมัติทุกคนลงมาดูและช่วยเหลือกันอย่างเต็มใจ
แหงนมองดวงอาทิตย์ ตะวันใกล้ลับฟ้าเต็มที หลังจากรถซ่อมเสร็จ เราได้ออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางที่ขรุขระ แต่ดูเหมือนว่าเราจะมีความรู้สึกคุ้นชินไปเสียแล้ว เมื่อบรรยากาศมืดลงทำให้เราเดินทางลำบากขึ้นและเดินทางได้ช้าลง เพราะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
จนกระทั่งในที่สุดเราเดินทางถึงหมู่บ้านพนังเปิง เขตพื้นที่ปะโฮ รัฐมอญ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังพรรครัฐมอญใหม่ เหลือบดูนาฬิกาเป็นเวลาเกือบ 2 ทุ่ม เราเริ่มออกเดินทางมาตั้งแต่ประมาณ 8 โมง ด้วยระยะราว 200 กิโลเมตร จึงถือว่าหนักสาหัสสากรรจ์ทีเดียว
แม้ว่า หมู่บ้านนี้จะอยู่กลางป่าบนฐานที่มั่นของกองกำลังมอญ และพื้นที่โดยรอบจะปกคลุมไปด้วยความมืด เพราะไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่เนื่องจากในวันพรุ่งขึ้นจะมีการจัดงานวันชาติ ในคืนนั้นจึงได้มีการจัดเครื่องปั่นไฟมาช่วยไล่ความมืด พร้อมมีการจัดงานกันอย่างคึกคัก แบบงานประจำปีบ้านเรา โดยมีชาวบ้านมอญ ผู้หญิงผู้ชายลูกเล็กเด็กแดง พากันแต่งตัวแบบชาวมอญสีสันสวยงาม นอกจากนี้มีการละเล่นต่างๆแบบฉบับของชาวมอญ เช่น ลิเก การเต้น การร้องเพลง ความรู้สึกของผมในตอนนั้นเหมือนได้ย้อนยุคไปสู่อดีตจริงๆ
ในคืนนั้นเราเข้าพักที่เรือนรับรองที่ทางการมอญจัดไว้ให้ ในขณะที่สมาชิกบางส่วนเลือกที่จะไปตั้งเต้นท์ ก่อไฟนอนที่ริมลำธาร และเนื่องด้วย ความเหนื่อยล้ามาทั้งวัน อากาศร้อน และฝุ่น ที่ฟุ้งติดตามเสื้อผ้า เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ เราจึงได้อาศัยไฟฉายที่นำติดตัวมา ชวนกันฝ่าความมืดไปอาบน้ำในลำธาร ที่เย็นเฉียบ
แม้จะรู้สึกไม่สะดวก แต่เราได้รับรู้ถึงความเป็นอยู่ที่แท้จริงของพี่น้องชาวมอญ และได้เข้าใจว่า อิสรภาพ ความเป็นชาติ และแผ่นดิน ที่พวกเขาใฝ่ฝันนั้นมันมีความสำคัญแค่ไหน
