- 12 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
การเคลื่อนไหวในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ รวมไปถึง สถาบันนโยบายโลกหรือ Worcester Polytechnic Institute (WPI) ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นการโจมตี คสช.โดยเฉพาะเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่สามารถละเลยได้และที่ผ่านมาถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นั่นก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ
ซึ่งในวันนี้ก็มีความชัดเจนแล้วว่า นายทักษิณ ได้ให้ทางเลือกกับคนไทยด้วยการชูเศรษฐกิจแบบเสรีทุนนิยมส่วนพล.อ.ประยุทธ์ ก็ชัดเจนว่ายึดหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งแน่นอนว่าวินาทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคนไทยทั้งประเทศว่าจะฝากอนาคตไว้ที่ใคร
เฟซบุ๊กของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้เผยเนื้อหาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมทั้งคลิปการบรรยายของนายทักษิณที่สถาบันนโยบายโลก เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ตามเวลาในมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยเนื้อหาของคำบรรยายตอนหนึ่งระบุว่า
หากพวกเราคิดว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตย คือรากฐานเพื่อการสร้างความเจริญเติบโตและเสถียรภาพของประเทศ หัวข้อสำคัญที่ต้องพิจารณาคงเป็นเรื่องที่ว่า อำนาจตุลาการล่วงล้ำอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารหรือไม่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจของประเทศในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว
ก็หวังว่าคงจะไม่มีการใช้อำนาจตุลาการที่เกินกว่าความจำเป็นอีกในอนาคต เพราะกรณีศึกษาในประเทศต่างๆ ได้แสดงให้เห็นว่า การใช้อำนาจพิจารณาทบทวนโดยศาล ซึ่งไม่ได้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบอาจกลายเป็นการใช้อำนาจอย่างไม่เหมาะสมและเป็นยุทธวิธีเตะถ่วงงาน จนสุดท้ายก่อให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ
"ผมเชื่อว่ารากฐานของประเทศในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรือง คือการสร้างความเชื่อถือในประชาคมโลก รัฐธรรมนูญควรยึดหลักนิติธรรมและปกป้องเสรีภาพการแสดงออก โดยอย่างน้อยต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ
เพื่ออำนวยความสะดวกและเกื้อหนุนให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนในประเทศกับประชาคมโลก การค้าและการลงทุนจะไม่สามารถเจริญงอกงามได้ หากไม่มีหลักนิติธรรม เพราะหลักนิติธรรมคือรากฐานของการสร้างความเชื่อมั่น ในช่วงแห่งความเปลี่ยนแปลงและระยะเปลี่ยนผ่านนี้ ประเทศไทยต้องประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองเสียใหม่ และสรรหาวิถีทางที่สมเหตุสมผลเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและพลวัตทางเศรษฐกิจ"
ส่วนทางฝั่งของพล.อ.ประยุทธ์นั้นที่ผ่านมาก็ได้แสดงให้เห็นหลายๆ ครั้งว่าได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางหลักของประเทศยกตัวอย่างเช่นเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 พล.อ.ประยุทธ์ไดทำหน้าที่ประธานกลุ่มประเทศจี 77 ในวาระปี 2559
ที่โรงแรม สยาม เคมปินสกี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุม "G-77 Bangkok Roundtable on Sufficiency Economy: an Approach to Implementing the Sustainable Development Goals"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในนามของประชาชนชาวไทย ขอยินดีต้อนรับผู้แทนประเทศสมาชิกกลุ่ม 77 และแขกผู้มีเกียรติสู่ประเทศไทย นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับความไว้วางใจให้รับหน้าที่ประธานกลุ่ม 77 ในปี 2559 นี้ ซึ่งเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าให้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนำวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 มาปฏิบัติ เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ตนได้มีโอกาสร่วมกับผู้นำของนานาประเทศรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน เราต่างมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นโลกพัฒนาไปอย่างสมดุลและยั่งยืน ในอีก 15 ปีข้างหน้า
หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกให้เราผลิตหรือบริโภคแบบจำกัด แต่เน้นว่า การจะทำอะไรก็ตามในชีวิต ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจ ต้องสมเหตุ สมผล เป็นความพอดีและพอประมาณบนพื้นฐานของเหตุและผลของแต่ละบุคคลซึ่งแตกต่างกันไปตามสถานะ ต้องทำอย่างรู้เท่าทันและต้องมีคุณธรรม ไม่ทำให้ตัวเองได้ดีแต่ผู้อื่นหรือสังคมเดือดร้อน หรือสิ่งแวดล้อมได้รับผลกระทบ การพัฒนาจะยั่งยืนได้ต้องมาจากรากฐานของความคิดเช่นนี้
ปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และประเทศชาติ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้อง ซึ่งจะ นำไปสู่พฤติกรรมที่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่ในระดับบุคคล ทั้งในเรื่องการบริโภค การผลิต การดำเนินธุรกิจ การพัฒนาการเกษตร และอุตสาหกรรมที่คำนึงถึงความยั่งยืน การพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกัน คำนึงว่าเราทุกคน ทุกชีวิต และสิ่งแวดล้อม อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน และสามารถส่งผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อกันได้
พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ประเทศไทยเชื่อว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความเป็นสากล สามารถประยุกต์ใช้ได้ในทุกบริบทและทุกระดับ ไม่ได้จำกัดเฉพาะภาคการเกษตร พื้นที่ชนบท หรือประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้กับประเทศในทุกระดับการพัฒนา ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน ชุมชนทั้งในชนบทและในเมือง จนถึงในการบริหารประเทศเป็นสิ่งที่ประชาชน นักการเมือง ข้าราชการ เกษตรกร นักธุรกิจ และทุกๆ คน สามารถนำไปใช้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การนำการเกษตรทฤษฎีใหม่ไปใช้ในภาคเกษตรกรรมโดยให้ความสำคัญกับการวางแผนการผลิตให้สามารถรับมือกับสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่แน่นอน และความผันผวนจากกลไกตลาด การบริหารจัดการความเสี่ยงในภาคธุรกิจและการประกอบธุรกิจที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ธุรกิจน้ำตาลที่นำของเสียจากการผลิตมาทำแก๊สชีวภาพ ธุรกิจรีไซเคิล และธุรกิจการทำผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น การเตรียมความพร้อมและรับมือต่อภัยพิบัติโดยมีชุมชนเป็นฐาน การสร้างสถาบันทางการเมืองและระบบราชการที่มีจริยธรรมและคุณธรรม การกำหนดนโยบายบริหารประเทศที่คำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน มีความสมดุล และครอบคลุม การดำเนินนโยบายทางการเงินการคลังโดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศกำลังพัฒนาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
ประจวบเหมาะกับในวันนี้ กรุงเทพโพลก็ได้มีการทำแบบสำรวจเกี่ยวกับความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ถ้าหากว่าได้พิจารณาคำตอบอย่างละเอียดก็จะมีการเปรียบเทียบความมิยมในสมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์และนายอภิสิทธิ์ก็จะพบว่าพล.อ.ประยุทธ์ได้คะแนนสูงกว่าทุกรัฐบาล รวมถึงในปัจจุบันคะแนนก็คือว่าผ่านเกณฑ์อีกด้วย
สำหรับการประเมินผลงานนายกรัฐมนตรีโดยภาพรวม พบว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้คะแนน 6.21 คะแนน (จากเต็ม 10) ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนที่ได้ 6.42 คะแนน
ขณะที่ผลงานของรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้คะแนน 6.51 คะแนน
ในส่วนของผลงานรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ พบว่า นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นรัฐมนตรีที่ได้คะแนนสูงสุด 6.52 คะแนน รองลงมาคือ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคลัง ได้ 6.21 คะแนน
ขณะที่มีรัฐมนตรีที่ได้คะแนนน้อยกว่าครึ่งจำนวน 2 คนได้แก่ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำหรับ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิรไท สันติประภพ นักเศรษฐศาสตร์ประเมินให้คะแนน 6.70 คะแนน
ขณะที่ประเมินผลงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบันและที่ผ่านมา ได้ผลคะแนนดังนี้
เริ่มกันที่ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงเดือน พฤษภาคม 2554 ได้ 5.12
ขณะที่ รัฐบาลชุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดือนเมษายน 2555 ได้ 3.83 ขณะที่เดือนมิถุนายน 2556 ได้ 4.08 คะแนน
ส่วนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ได้5.62 เดือนสิงหาคม 2558 ได้ 5.32 และเดือน มีนาคม 2559 ได้ 5.60
ขณะที่ผลประเมินผลงานการบริหารเศรษฐกิจภาพรวมของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา (1 ปี 6 เดือน)
1. การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวม (GDP) เดือน กุมภาพันธ์ 2558ได้ 5.19 เดือนสิงหาคม 2558 ได้ 4.57 มีนาคม 2559 ได้ 4.96
2. การบริหารจัดการค่าเงินบาท/เสถียรภาพค่าเงินบาทเดือน กุมภาพันธ์ 2558ได้ 6.51เดือนสิงหาคม 2558 ได้5.98 มีนาคม 2559 ได้ 6.42
3. การแก้ปัญหา/ดูแลเสถียรภาพของราคาสินค้าเดือน กุมภาพันธ์ 2558 ได้ 5.23เดือนสิงหาคม 2558 ได้ 4.91 มีนาคม 2559 ได้ 5.17
4. การบริหารจัดการราคาพลังงานเดือน กุมภาพันธ์ 2558 ได้ 6.04เดือนสิงหาคม 2558 ได้ 5.91 มีนาคม 2559 ได้ 6.06
5. การบริหารจัดการหนี้สาธารณะเดือน กุมภาพันธ์2558 ได้ 5.63 เดือนสิงหาคม 2558 ได้ 5.88 มีนาคม 2559 ได้ 6.16
6. การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจเดือน กุมภาพันธ์ 2558 ได้ 5.25 เดือนสิงหาคม 2558 ได้ 5.13 มีนาคม 2559 ได้ 4.79
7. การสร้างสรรค์โครงการเศรษฐกิจต่างๆเดือน กุมภาพันธ์ 2558 ได้ 5.48 เดือนสิงหาคม 2558 ได้ 4.82 มีนาคม 2559 ได้ 5.65
จากคะแนนของความพึงพอใจที่ปรากฏย่อมหมายความว่าคนไทยทั้งประเทศยังเชื่อมั่นในแนวทางการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของพล.อ.ประยุทธ์ซึ่งในอนาคตโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญภายใต้แนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็คงต้องมาวัดกันดูว่าเมื่อถึงเวลานั้นประชาชนจะมีความเข้าใจและชี้ชะตาประชามติออกมาเป็นแบบไหนอย่างไร
