ร้อนระอุ!! "DSI" เดินเครื่องบุกสอบปมรถหรู "สมเด็จช่วง" บทสรุปจะเป็นอย่างไร 16 มี.ค.นี้ รู้กัน!!?

ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th

แม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติยืนยันอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อวันศุกร์ที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมาว่าจะยังไม่มีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชเนื่องจากอยากจะให้คดีความและสถานการณ์ต่างๆ ยุติลงเสียก่อน

 

 

 

 

 


แต่ทว่าเครือข่ายของพระสงฆ์จำนวนหนึ่งที่ต้องการสนับสนุนให้สมเด็จพระมหาราชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชก็ยังคงเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง


ล่าสุดก็มีการรวบรวมรายชื่อเพื่อที่จะถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดินครบเป็นที่เรียบร้อย


นายเมธาพันธ์ โพธิ ธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (ศพศ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่ สนพ.ร่วมกับศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (สนพ.) และภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ ร่วมออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน


ที่ชี้ว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำผิดขั้นตอนในการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช ตามบทบัญญัติในมาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535


ที่บัญญัติว่า "พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.) เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช" โดยจากการตีความกฎหมายต้นเรื่องต้องมาจากนายกฯ


ดังนั้น ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยและ สมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา จึงมองว่าผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวโดยมิชอบ จึงมีความเห็นร่วมกันว่าจะรวบรวมรายชื่อ 20,000 ชื่อ ยื่นถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดินต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ขณะนี้พระสงฆ์และฆราวาสได้ส่งเอกสารและแสดงความจำนงลงชื่อยื่นถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดินมากกว่า 40,000 รายชื่อมายังช่องทางอีเมล์ แต่จะยังไม่ยื่นต่อ สนช.ในช่วงเวลานี้ เพราะต้องการรอดูท่าทีของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


หลังจากดีเอสไอเข้าสอบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรณีเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ที่นำเข้า จดประกอบผิดกฎหมาย และเลี่ยงภาษีก่อน จึงจะประชุมกับภาคีเครือข่าย เพื่อกำหนดวันยื่นรายชื่อต่อ สนช.ต่อไป


ด้านนายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนัก งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เชื่อว่าขั้นตอนการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะ ขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้นได้ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและจารีตประเพณีแล้ว แต่เมื่อมีผู้แย้งก็ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะตัดสินอย่างไร คาดว่าความเป็นไปได้มีอยู่ 3 ทาง คือ


1.รัฐบาลอาจเห็นว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ดำเนินการชอบด้วยระเบียบตามกฎหมาย สามารถดำเนินการต่อไปได้


2.รัฐบาลอาจมีประเด็นที่สงสัย และส่งหนังสือมาให้ชี้แจงว่ากระบวนการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่


และ 3.รัฐบาลอาจเห็นว่าขั้นตอนที่สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ดำเนินการเป็นไปด้วยความมิชอบ และส่งเรื่องตีกลับมาให้เริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะออกมาทางใดก็ตาม ถ้าเรื่องดังกล่าวมาถึงแล้ว สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ต้องนำเรียนเรื่องทั้งหมดต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมต่อไป ดังนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจะชี้ว่าอย่างไร


เห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนกลุ่มดังกล่าวพยามที่จะเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้รัฐบาลแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชแต่ในเมื่อพล.อ.ประยุทธ์ได้ลั่นวาจาว่าให้คดียุติเสียก่อนก็คงต้องดูว่าในวันที่ 16 มีนาคม ที่จะถึงนี้พนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเดินทางไปสอบปากคำสมเด็จช่วงที่วัดปากน้ำเลยทีเดียว


พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่มั่นใจในวันที่ 16 มี.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จะเข้าไปสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เวลา 20.00 น.


เกี่ยวกับการครอบครองรถเบนซ์โบราณที่ดีเอสไอตรวจสอบพบว่ารถคันดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จากการประเมินเบื้องต้นมั่นใจว่าจะไม่มีกลุ่มมวลชน หรือคณะสงฆ์ ไปรวมตัวกันชุมนุม เนื่องจากเรื่องนี้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบไปตามขั้นตอน จึงมั่นใจว่าสถานการณ์จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย


แต่อย่างไรก็ตาม หากมีการออกมาชุมนุมคัดค้านหรือให้กำลังใจ ทางตำรวจก็มีมาตรการในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว


ขณะที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ“คืนความสุขให้คนในชาติ” ถึงปัญหาการแต่งตั้งสังฆราชองค์ใหม่ ว่า เรื่องนี้เป็นสำคัญอีก ซึ่งจริงๆแล้ว ตนไม่อยากพูดเรื่องนี้ แต่ตนเห็นว่ามีการเคลื่อนไหวหลายด้านด้วยกันในระยะหลัง หยุดเสียที ไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นฆราวาสอะไรก็แล้วแต่


พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งแล้วว่า ไม่ว่าคนจะนับถือศาสนาใด ถ้าอยู่ในประเทศไทยนะครับ เชื้อชาติไทย สัญชาติไทยนั้น พระองค์ก็ต้องทรงสนับสนุน ทุกอย่างจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอันเดียวกันนะครับ จะเลือกปฏิบัติไม่ได้ ไม่งั้นอีกฝ่ายก็เอากฎหมายนี้มาเล่นงานพวกข้างนี้ ข้างนี้เอากฎหมายอีกอันมาข้างนี้ ก็กฎหมายเดียวกันทั้งหมด จะทำยังไง