- 12 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
กลายเป็นสายล่อฟ้าไปแล้วหลังจากที่หัวหน้า คสช.ได้ใช้มาตรา 44 ปลดล็อก EIA และ EHIA จึงนำมาซึ่งคำถามที่มีต่อรัฐบาลว่า เจตนารมณ์ที่นำมาซึ่งการใช้อำนาจมาตรา 44 จะเป็นไปเพื่อการพัฒนาประเทศหรือสนับสนุนกลุ่มนายทุน หรือทำลายสิ่งแวดล้อมใช่หรือไม่
หลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 9/2559 ให้แก้ไขมาตรา 47 พ.ร.บ.ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เพื่อดำเนินโครงการเร่งด่วนในขั้นตอนขออนุมัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประมูลโครงการคู่ขนานกับการรอผลการพิจารณารายงานผลกระทบด้าน สิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือรายงานผลกระทบ ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ภายใต้เงื่อนไขยังไม่มีเซ็นสัญญาจนกว่าอีไอเอจะผ่าน
ทั้งนี้เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ 9/2559 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ใจความว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
เพื่อให้การดําเนินโครงการหรือกิจการของรัฐในการจัดให้มีสาธารณูปโภคที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะสามารถดําเนินการได้โดยเร็วซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศในด้านเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557
หัวหน้า คสช.จึงมีคําสั่งให้เพิ่มความเป็นวรรคสี่ ของมาตรา 47 แห่งพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ว่าในกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์ในการดําเนินโครงการหรือกิจการด้านการคมนาคมขนส่ง การชลประทาน การป้องกันสาธารณภัย โรงพยาบาล หรือที่อยู่อาศัย ในระหว่างที่รอผลการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) ตามวรรคหนึ่ง
ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการนั้น อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้ดําเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดําเนินการตามโครงการหรือกิจการไปพลางก่อนได้ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้รับดําเนินการตามโครงการหรือกิจการไม่ได้
เพราะฉะนั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน เราจะกลับไปตรวจสอบก่อนที่จะมีการเพิ่มเติมในมาตรา 47 วรรค 4 ว่าเป็นอย่างไร
พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕
มาตรา ๔๗
ในกรณีที่โครงการหรือกิจการซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามมาตรา ๔๖ เป็นโครงการ หรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือโครงการร่วมกับเอกชน ซึ่งต้องเสนอขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการ ให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการหรือกิจการนั้น จัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ในระยะทำการศึกษาความเหมาะสมของโครงการเสนอต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อเสนอขอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เสนอตามวรรคหนึ่งคณะรัฐมนตรีอาจขอให้ บุคคลหรือสถาบันใด ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการหรือเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมทำการศึกษาและเสนอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาด้วยก็ได้
สำหรับโครงการหรือกิจการของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๔๖ ซึ่งไม่จำต้องเสนอขอรับความเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ หรือกิจการนั้น จัดทำรายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อเสนอขอความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙
มาตรา ๔๖
เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ มีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดประเภทและขนาดของโครงการหรือกิจการของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมซึ่งต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อเสนอขอความเห็นชอบตามมาตรา ๔๗มาตรา ๔๘ และมาตรา ๔๙
ในการประกาศตามวรรคหนึ่งให้กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการระเบียบปฏิบัติแนวทางการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องซึ่งต้องเสนอพร้อมกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการ แต่ละประเภทและแต่ละขนาดด้วย
ในกรณีที่โครงการหรือกิจการประเภทหรือขนาดใดหรือที่จะจัดตั้งขึ้นในพื้นที่ใดมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้แล้ว และเป็นมาตรฐานที่สามารถใช้กับโครงการหรือกิจการประเภทหรือขนาดเดียวกันหรือในพื้นที่ลักษณะเดียวกันได้รัฐมนตรีโดย ความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติอาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้โครงการหรือกิจการในทำนอง เดียวกันได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็ได้ แต่ทั้งนี้ โครงการหรือกิจการนั้นจะต้อง แสดงความยินยอมปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่กำหนดไว้ในการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการนั้น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนด
เพราะฉะนั้นเพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนเมกะโปรเจคของรัฐบาลที่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพื่อปลดล็อค EIA และ EHIA ดังนี้
โครงการที่จะเกิดผลเป็นรูปธรรมจากคำสั่ง คสช. ขณะนี้มี 11 โครงการ รวมมูลค่าลงทุน 785,794 ล้านบาท ประกอบด้วย
โครงการกลุ่มที่ 1 มี 5 โครงการ ประกอบด้วย รถไฟทางคู่ 5 เส้นทาง จะเปิดประมูลได้หมดภายในเดือน พ.ค.นี้ ที่กำลังรอเข้า ครม.คือสายมาบกะเบา-จิระ ระยะทาง 132 กม. วงเงิน 29,853.18 ล้านบาท และประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 17,290.63 ล้านบาท เพิ่งผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อทำความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม.ต่อไป
ส่วนลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. วงเงิน 24,840.54 ล้านบาท และนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 20,036.53 ล้านบาท อยู่ในขั้นตอนเข้าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมชุดใหญ่ ส่วนสายหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. อยู่ระหว่างพิจารณา อีไอเอ แต่จากคำสั่ง คสช.จะทำให้การอนุมัติโครงการเสร็จใกล้เคียงกัน
โครงการกลุ่มที่ 2 ประกอบด้วย รถไฟ ความเร็วสูง 2 เส้นทาง ได้แก่ สายกรุงเทพฯระยอง ระยะทาง 193.5 กม. วงเงิน 94,673.16 ล้านบาท และสายกรุงเทพฯหัวหิน ระยะทาง 211 กม. วงเงิน 152,528 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนส่งรายงานอีไอเอ คาดว่าเดือน มี.ค.-เม.ย.นี้จะเสนอ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน PPP Fast Track จากนั้นเข้า ครม.ได้เดือน พ.ค. พร้อม กับร่างประกาศทีโออาร์ และเปิดประมูลเดือน มิ.ย. จะใช้เวลาดำเนินการ 9 เดือน
โครงการที่ 8 รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) ระยะทาง 23.6 กม. วงเงิน 131,004.30 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้กับคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เพราะขยายเส้นทางออกไป 5 กม. หลีกเลี่ยงบริเวณที่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย ซึ่งข้อมูลจะต้องผ่านกระบวนการขออนุมัติจาก คณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) และรายงานอีไอเอ
โครงการที่ 9 มอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี ระยะทาง 96 กม. วงเงิน 55,620 ล้านบาท ซึ่งมติ ครม.ให้ปรับปรุงข้อมูลอีไอเอเพิ่มเติม ก็สามารถเปิดประมูลได้ทันที จำนวน 25 สัญญา ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติงบฯกลางปี 2559 เพิ่มสำหรับเวนคืนที่ดินและเริ่มต้นก่อสร้างไว้แล้ว
โครงการที่ 10 การก่อสร้างรันเวย์ 3 สนามบินสุวรรณภูมิ วงเงิน 20,243 ล้านบาท ซึ่งโครงการผ่าน ครม.แล้ว แต่เนื่องจากมีการขยายรันเวย์เพิ่มจาก 2,900 เมตร เป็น 3,700 เมตร จึงต้องทำอีไอเอเพิ่ม ก็สามารถเปิดประมูลไปก่อนได้
โครงการที่ 11 รถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-แก่งคอย-โคราช ระยะทาง 256 กม.
ในผลศึกษาคาดว่าจะใช้เงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ได้ส่งรายงานอีไอเอแล้ว จะดำเนินการคู่ขนานกันไประหว่างเจรจารูปแบบ การลงทุนและตรวจสอบมูลค่าโครงการร่วมกับจีน ก่อนเสนอ ครม.อนุมัติต่อไป
โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผย ว่า จนถึงขณะนี้โครงการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ หรือแอกชันแพลนซึ่งมี 20 โครงการ และอาจจะมีเพิ่มนั้น มีหลายโครงการที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ซึ่งมีผลต่อเนื่องจะลงนามในสัญญาการร่วมทุน ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน(พีพีพี) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จนรัฐบาลต้องประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อให้การดำเนินโครงการมีความคล่องตัวมากขึ้น
โดยปัจจุบันมีโครงการที่ผ่าน 3 ขั้นตอนเรียบร้อยคือ คณะรัฐมนตรี(ครม.)อนุมัติ ประกวดราคา และเซ็นสัญญาผู้รับเหมาและเริ่มก่อสร้างได้แล้วมีประมาณ 5โครงการ อาทิ มอเตอร์เวย์ 3 สาย พัทยา-มาบตาพุด, บางปะอิน-นครราชสีมา, บางใหญ่-กาญจนบุรี เฉพาะเส้นทางหลังนี้ต้องรอปรับปรุงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ ถ้าผ่านก็จัดประกวดราคาได้
นอกจากนี้ยังมี ท่าเทียบเรือชายฝั่ง ที่แหลมฉบัง เริ่มต้นก่อสร้างแล้ว โครงการปรับปรุงรถไฟในท่าเรือแหลมฉบัง ได้ตัวผู้รับเหมาแล้ว รถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น เริ่มก่อสร้างแล้ว และจะตามด้วยช่วงฉะเชิงเทรา-แก่งคอย และช่วงมาบกะเบา - จิระ ซึ่งจะเสนอ ครม. เมื่อได้รับอนุมัติก็จะจัดประกวดราคา และก่อสร้าง ขณะที่ ช่วงนครปฐม-หัวหิน,ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ และช่วงประจวบคีรีขันธ์ชุมพร รอการอนุมัติจาก ครม.
สำหรับรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่กำลังก่อสร้างมีสายสีน้ำเงิน และสีเขียว ส่วนสีส้มช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี)ที่ได้รับอนุมัติจาก ครม. อยู่ระหว่างปรับลดวงเงินก่อนจะเปิดประกวดราคา สายสีชมพู ขยายอีก 5 กม.ต้องทำรายงาน อีไอเอ และยังมีสายสีม่วงใต้ รอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก(คจร.) อนุมัติให้อยู่ในแผน เมื่อได้รับอนุมัติก็จะส่งเข้า ครม.เพื่อขออนุมัติ รวมทั้งขออนุมัติ อีไอเอด้วย สายสีแดง มิสซิ่งลิงค์ก็จะเสนอ ครม. สายสีส้มช่วงตะวันตก มีปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจกับชุมชน ถ้าเรียบร้อยก็จะตามมา
นายอาคมย้ำว่า การที่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้ มาตรา 44 เพื่อปลดล็อกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐว่า เพราะรัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินออกสู่ระบบ ฉะนั้นโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก ครม.แล้วก็สามารถดำเนินการขั้นตอนต่อไปจนถึงขั้นเซ็นสัญญาผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมาก็ต้องเข้าใจเพราะมีเงื่อนไขกำหนดในสัญญาอยู่แล้ว
ทั้งนี้ ในสัญญาระบุว่าจะไม่มีการลงนามในสัญญาถ้าโครงการไม่ได้รับการอนุมัติ แม้จะเร่งรัดโครงการอย่างไร ก็ต้องมีความรอบคอบ ฉะนั้น แม้จะมีประกาศคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องสิ่งแวดล้อมก็จะทำคู่ขนานกันไปไม่ได้ละเลยในเรื่องสิ่งแวดล้อม
