- 13 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
ติดตามกับหลากหลายประเด็นร้อน โดยเฉพาะการเปิดบ้านของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เพื่อแสดงความเห็นทางการเมืองอีกครั้ง
โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.ชวลิต ได้ออกมาเรียกร้องให้คสช.เร่งเสียสละอำนาจ และดำเนินการเลือกตั้งโดยเร็วภายในปี 2559 สอดคล้องกับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยและนปช.อย่างมีนัยแฝง ซึ่งพล.อ.ชวลิตอ้างว่าเป็นการยากที่คสช.และรัฐบาลจะแก้ปัญหาประเทศต่อไปได้ พร้อมกันนี้พล.อ.ชวลิตยังออกปากรับรองพฤติกรรมของนายทักษิณว่าการออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญและการบริหารประเทศของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เป็นไปเพราะมีความห่วงใยบ้านเมือง
อย่างไรก็ตามจากการออกมาพูดในลักษณะดังกล่าวของพล.อ.ชวลิตเมื่อวันที่ 25 ก.พ. ต้องยอมรับว่าแทนที่จะเป็นผลดีแต่กลายเป็นว่าทำให้ พล.อ.ชวลิตถูกมองว่ากำลังจะกลับมาเล่นบทผนึกกำลังเป็นแนวร่วมของเครือข่ายทักษิณในการต่อสู้กับอำนาจคสช.
และด้วยภาพที่ถูกมองในลักษณะดังกล่าว ทำให้การเปิดบ้านครั้งล่าสุดของพล.อ.ชวลิต ค่อนข้างจะหลีกเลี่ยงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและคสช. พร้อมย้ำว่าการพูดคุยผ่านสื่อมวลชนเป็นไปเพราะมีความรักต่อชาติบ้านเมืองในฐานะอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่
ส่วนประเด็นที่รับรู้ก่อนหน้าว่าพล.อ.ชวลิต ได้ตัดสินใจลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2554 เพราะรับไม่ได้กับสภาพการบริหารจัดการภายในพรรค ที่ยึดโยงกับนายทักษิณและคนในตระกูลชินวัตร แต่ก็เป็นเพียงคำบอกเล่าและแถลงการณ์ที่ไม่มีการยืนยันว่ามาจากพล.อ.ชวลิตจริงๆ หรือไม่ ปรากฏว่าในการแถลงข่าวครั้งนี้ พล.อ.ชวลิตได้พูดถึงประเด็นดังกล่าวด้วย
ขณะเดียวกัน พล.อ.ชวลิต ได้พูดถึงแนวการทำงานเพื่อบ้านเมืองของตนเองว่า ตอนนี้อยู่ระหว่างการใช้ยุทธศาสตร์ที่ 3 ในการแก้ปัญหาของประเทศ คือจัดตั้งกองกำลังส่วนที่ 3(Thrid Force) โดยตั้งมาแล้ว 3 ปี ซึ่งไม่ใช่กองกำลังที่ติดอาวุธแต่เป็นกองกำลังที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีความคิด ความรู้ ในการแก้ปัญหาบ้านเมืองมารวมตัวกันเพื่อระดมความคิดช่วยกันแก้ปัญหาบ้านเมือง เพื่อให้คนไทยเลิกฆ่ากันเองและไม่มองทหารเป็นศัตรู โดยกองกำลังดังกล่าวมีแนวร่วมประกอบด้วย ชาวไทยภูเขา 21 ชนเผ่า คิดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ชาวไทยใหม่ อีกจำนวนหลักแสนคน ประชาชนที่มีฐานะยากจนมากกว่า 10 ล้านคน ประชาชนจากภาคใต้ และผู้ที่วางอาวุธแล้วประมาณ 200,000 -300,000 คน
ส่วนแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น พล.อ.ชวลิต ได้ชี้แนะว่าควรใช้นโยบาย 66/2523 และมติครม.แก้ปัญหาที่ดินวังน้ำเขียว เมื่อปี 2540 ที่ระบุว่าต้องให้สิทธิ์ที่ดินกับประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนที่รัฐบาลจะทำการประกาศเอกสารสิทธิ์ที่ดิน โดยอ้างอิงจากแผนที่ทหาร ไม่ใช่แนวทางอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ที่ไม่ว่าจะชี้ไปทางไหนประชาชนก็เป็นฝ่ายต้องโดนไล่ที่ให้ออกจากที่ดินทำกินที่ตัวเองอาศัยอยู่มาเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตามแม้ว่าพล.อ.ชวลิตจะยืนยันว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ ไม่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตรและไม่ยึดโยงกับพรรคเพื่อไทยเพื่อผลทางการเมืองส่วนตัว ด้วยการชูยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาประเทศ แต่พล.อ.ชวลิตก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่พูดจาต่อสาธารณะมีการนำไปขยายผลในวงกว้าง โดยเฉพาะกับเครือข่ายระบอบทักษิณ เพราะท่าทีของพล.อ.ชวลิตส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้จะสวนทางการทำงานของคสช.แทบทุกเรื่อง
อาทิเช่นกับกรณีของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. ที่เคยอ้างว่า มุมมองของพล.อ.ชวลิตเป็นมุมมองที่เห็นว่าการแก้ไขปัญหาของชาติ ไม่ใช่ใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้วจะแก้ไขได้ เนื่องจากโลกไม่ยอมรับในความแตกต่างในระบอบการปกครอง ดังนั้นคสช.ควรกลับไปเป็นรั้วของชาติตามเดิมและเร่งจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
หรือแม้แต่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ที่นำประเด็นของพล.อ.ชวลิตมาตอบโต้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้หันกลับไปดูการบริหารราชการแผ่นดินที่สร้างปัญหาเศรษฐกิจและการทุจริตคอร์รัปชั่นประเทศก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์ตอบโต้พล.อ.ชวลิต เพราะสิ่งที่พล.อ.ชวลิตพูดเป็นมุมมองที่เห็นจากข้อเท็จจริง พร้อมเรียกร้องให้คสช.เร่งหาทางลงจากตำแหน่งโดยเร็ว
และที่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้พล.อ.ชวลิตเลี่ยงได้ยากที่ต้องถูกมองเป็นเป้าทางการเมือง ก็เพราะการออกมาพูดปัญหาการเมืองในช่วงนี้ มีจังหวะสอดรับกับกับการเคลื่อนไหวของนายทักษิณที่ยังเลือกจังหวะโจมตีการทำงานของรัฐบาลและคสช.อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งอย่างใด ก่อนการพิจารณาคดีรับจำนำข้าวจะเกิดขึ้น
โดยเฉพาะกับท่าทีผ่านเวทีสถาบันนโยบายโลก หรือ WPI ที่นายทักษิณวิจารณ์การร่างรัฐธรรมนูญที่อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ว่ามีข้อสรุปในการใช้วิธีการกำหนดให้มี 200 สว.สรรหาเพื่อควบคุมกลไกการบริหารประเทศ และเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญอย่างกว้างที่จะชี้ผิดถูกใครก็ได้
และต่อมายังให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนต่างประเทศ กล่าวหาว่าร่างรัฐธรรมนูญไทยคือกลไกฉุดรั้งทำให้ประเทศถอยหลัง รวมถึงล่าสุดกับสื่อ "เดอะ ไฟแนนเชียล ไทม์ส" ซึ่งนายทักษิณระบุว่าตัดสินใจออกมาพูดบ่อยครั้งในช่วงนี้ เพราะ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกร้องให้ตนออกมาแสดงท่าทีตอบโต้บ้างเพื่อไม่ให้เกิดการเข้าใจผิด และอ้างว่าการออกมาพูดในแต่ละครั้ง ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อให้ได้เดินทางกลับประเทศไทย แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ตัวเองและกลุ่มผู้สนับสนุน
โดยนายทักษิณอ้างว่าการที่รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน ยังคงกวาดล้างผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองอย่างต่อเนื่องด้วยการควบคุมตัวไปปรับทัศนคติว่า ทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไม่ต่างจากเกาหลีเหนือ จึงขอเตือนว่าผู้นำประเทศที่ไม่เคารพประชาชนไม่อาจอยู่ในอำนาจได้นาน ดังนั้นแม้ระบอบประชาธิปไตยของไทยจะยังมีข้อบกพร่อง แต่ในมุมมองของตนถือว่าดีกว่าการให้ประเทศอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลทหาร
ก่อนสรุปสุดท้ายนายทักษิณ ยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเร่งเปิดเจรจากับตนโดยตรงเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผล กระทบต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นกับบทบาทของพล.อ.ชวลิตที่ออกมาพูดถึงสถานการณ์การเมืองใน 2 ช่วงเวลาที่ผ่านพ้นมานานไม่ถึง 1 เดือน และพยายามสะท้อนว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความห่วงใยบ้านเมือง กับแนวทางการเคลื่อนไหวของนายทักษิณจึงยากที่จะแยกแยะออกจากกันได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับความเกี่ยวโยงในเชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างพล.อ.ชวลิต กับนายทักษิณซึ่งมีมาอย่างยาวนาน ซึ่งนายเสนาะ เทียนทอง เคยเขียนไว้ในหนังสือ "รู้ทันทักษิณ 4"
ความตอนหนึ่งว่า “ช่วงนั้น ใกล้ๆ เลือกตั้ง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ กำลังต่อสู้ในการเลือกตั้งกับพรรคประชาธิปัตย์... ทักษิณโทร.มาชวนผมไปกินข้าว เรื่องนี้สำคัญมาก เมื่อเจอกัน ทักษิณก็ถามผมว่า "พี่เหนาะมีทางสู้ได้ไหม" ผมประเมินด้วยประสบการณ์ตอนนั้นแล้ว ตอบว่า "สู้ได้" แต่ก็บอกปัญหาและความหนักใจไปตามตรงว่า "แต่ถ้ามันกระท่อนกระแท่นแบบนี้ ก็คงลำบาก มันเกี่ยวกับเรื่องกำลังทรัพย์"
จากนั้นทักษิณถามผมอย่างจริงจังว่า "พี่เหนาะคิดว่าจะใช้อีกเท่าไหร่" ผมมองหน้าเขา แล้วก็บอกจำนวนเงินไปตามตรง ทักษิณได้ยินแล้ว ก็ทำท่าทีตอบรับ หลังจากนั้นก็รู้สึกว่า เขาจะจัดมาให้ ช่วยเอามาเสริมกำลัง แต่ไม่ได้ผ่านมาทางผมโดยตรง รู้สึกว่าจะผ่านไปทางพี่จิ๋ว จนหลังการเลือกตั้ง พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดเดียวกัน"
บางช่วงบางตอนที่นายเสนาะ เทียนทอง อดีตเลขาธิการพรรคความหวังใหม่ เคยพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายทักษิณ และพล.อ.ชวลิต ตั้งแต่ปี 2539- 2540 ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าความผูกพันจะยาวนานมาจนถึงขั้นที่พล.อ.ชวลิตจะนำสมาชิกพรรคความหวังใหม่ไปอยู่ภายใต้ชายคาพรรคไทยรักไทย และพล.อ.ชวลิตยังคงช่วยงานนายทักษิณมาโดยตลอด ทั้งกับพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ซึ่งพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ได้พูดถึงพล.อ.ชวลิต ไว้ด้วยความห่วงใยในวันที่พล.อ.ชวลิตตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
ถึงนาทีนี้ไม่ว่าพล.อ.ชวลิตจะมีจุดยืนในทางการเมืองอย่างไร จะห่วงใยบ้านเมืองหรือหวังผลประการใด แต่เป็นเรื่องยากจริงๆ ที่จะทำให้คนเชื่อได้ว่าการเคลื่อนไหวของพล.อ.ชวลิตไม่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณที่ต้องการกลับประเทศมาปกป้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ในคดีรับจำนำข้าว ประเด็นที่พล.อ.ชวลิตต้องใคร่ครวญก็คือช่วงเวลาต่อจากนี้จะวางบทบาทตัวเองอย่างไร ให้คนเชื่อในสิ่งที่ตนพูด !!!!
