เกาะติด !! โค้งสุดท้าย "ร่างรธน." กับโครงสร้างทางการเมือง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก!

เกาะติด !! โค้งสุดท้าย "ร่างรธน." กับโครงสร้างทางการเมือง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก!

 


ยังคงมีความเห็นหลากหลายต่อการออกมาตอกย้ำของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ที่เสนอให้แนวคิด ส.ว.มาจากการสรรหาในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระยะเวลา 5 ปี ซึ่งไม่สอดรับกับเนวทางของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จนหลายฝ่ายมองว่าอาจส่งผลต่อการทำงานของกรธ.ในการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ และท่าทีแข็งกร้าวดังกล่าวอาจจะส่งผลเสียต่อรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ในการทำประชามติได้นั้น

 

 

 


นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และรัฐบาลจะส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อบรรจุการมี ส.ว.สรรหาในร่างรัฐธรรมนูญว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยดีกว่าการแอบสั่งด้วยวาจาที่เคยกระทำในช่วงที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) ยัดเรื่อง คปป.เข้าไปในตอนท้าย ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ผ่านการเห็นชอบ และการที่รัฐบาลจะส่งหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) บรรจุการมี ส.ว.สรรหาในร่างรัฐธรรมนูญว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยดีกว่าการแอบสั่งด้วยวาจา ที่เคยกระทำในช่วงของ นายบวรศักดิ์ ซึ่งไม่ผ่านการเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ทั้งนี้เมื่อเสนอหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว ควรเปิดเผยต่อสาธารณะให้พิจารณาด้วยว่า เหตุผลมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ พร้อมๆกับการพิจารณาของ กรธ.เช่นเดียวกับหลังจากที่ กรธ.พิจารณาแล้ว ก็ควรเปิดเผยต่อสาธารณะด้วยว่าจะร่างตามที่ ครม.เสนอมาหรือไม่ เพื่อประกอบความเห็นว่าจะลงประชามติอย่างไร

 


คสช.และรัฐบาลต้องพึงตระหนักว่า กรธ.และบุคคลอื่นๆในบ้านเมือง มีเจตนาดีต่อชาติและอาจมีความเห็นที่แตกต่าง จึงต้องรับฟังความเห็นอย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่ เพราะจะไม่ส่งผลดีต่อการเดินหน้าประเทศ การพิจารณาข้อเสนอของ คสช.และรัฐบาล ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยดูอำนาจหน้าที่ของ ส.ว.ให้สอดคล้องกับวิธีการที่ได้มาของส.ว.ด้วย การที่ สปท.เสนอให้มี ส.ว.ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มีหน้าที่ไม่แตกต่างจาก ส.ส.นั้น กรธ.จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะข้อเสนอที่สุดขั้วจะไม่ได้รับการยอมรับ กรธ.ต้องยืนหยัดบนความพอดีจึงจะได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไป อะไรที่เกินพอดีแต่พยายามยัดใส่ในรัฐธรรมนูญ จะทำให้ไปไม่ถึงฝั่งฝันและเป็นตัวการสร้างเงื่อนไขทางการเมือง ให้นำไปสู่ปัญหาที่ตามมาอย่างคาดไม่ถึง

 


นายองอาจ กล่าวต่อว่า ตนเรียกร้องให้ กรธ.ยึดมั่นในจุดยืนของตนเอง และเพิ่มการมีบทบาทของประชาชนให้มีส่วนร่วมในการเลือก ส.ว.มากขึ้น หากจะให้เลือกกันเองในกลุ่มสาขาอาชีพ ก็ให้ได้จำนวนมากกว่าจำนวน ส.ว.ที่พึงมีสองหรือสามเท่า เช่นมี ส.ว.สองร้อยก็ให้เลือกกันเองสี่ร้อยหรือหกร้อย จากนั้นให้ประชาชนทั้งประเทศเลือกอีกครั้งนึง ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมและได้ ส.ว.จากสาขาอาชีพตามความประสงค์ของ กรธ. และมีโอกาสผ่านการทำประชามติมากขึ้น ที่ผ่านมาเรามีทั้ง ส.ว.จากการแต่งตั้งและการเลือกตั้ง รวมถึงมีทั้งจากการสรรหาและการเลือกตั้ง เมื่อ กรธ.เสนอรูปแบบใหม่ให้มาจากสาขาอาชีพ ตนเห็นว่ายังไม่เพียงพอต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก ส.ว.ตามกลุ่มสาขาอาชีพ จึงฝากไปยัง กรธ.ให้ช่วยพิจารณาด้วย เนื่องจากการร่าง รธน.ควรร่างให้มีความพอดี อะไรที่มากหรือน้อยไปก็จะเกิดปัญหาแน่นอน

 


เมื่อถามว่า การที่คนในรัฐบาล ออกมากล่าวว่า หากส่งหนังสือที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ กรธ.แล้ว หาก กรธ.ไม่เห็นด้วยหรือไม่ทำตาม ต้องตอบกลับด้วยว่า มีเหตุผลใดจึงไม่ทำดูจะเป็นการบังคับหรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองไกลไปว่าเป็นการบังคับให้ต้องทำ เพราะถ้าบังคับก็คงไม่ต้องไปบอกให้ กรธ.ทำ การให้ กรธ.แสดงเหตุผล ทาง คสช.คงต้องการทราบเหตุผลว่าถ้าไม่เอามีเหตุอะไร ไม่ใช่การเงียบหายไปเฉยๆควรบอกให้รู้ว่า ที่ไม่เอาด้วยเพราะเหตุใด

 


ด้าน นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ควรใช้โอกาสมีค่านี้เขียนรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ให้เป็นมรดกแก่คนไทย และไม่ใช่เป็นของขวัญให้ใคร และต้องแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันที่จะทำให้เกิดการเว้นวรรคประชาธิปไตยในหลายประเด็น เช่น การมี ส.ว.สรรหา 5 ปี เพราะแม้เรามีรัฐธรรมนูญที่ดี แต่ไทยก็ยังคงมีปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็งอีกมากที่ต้องแก้ไขในอนาคต เช่น ปัญหาการไม่เคารพผลเลือกตั้งและการตัดสินใจของประชาชน ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องหลักนิติธรรม ปัญหาการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ความง่ายในการสร้างสถานการณ์ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การแบ่งสีแบ่งฝ่ายที่ไม่เห็นแนวโน้มลดลง ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นหลุมดำที่เราต้องไม่ให้ประเทศตกลงไปอีก จึงขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องได้มองถึงอนาคตของลูกหลานที่จะเติบโตในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและคนไทยมีเสรีภาพ อย่ามองเพียงการเขียนรัฐธรรมนูญที่สนองความต้องการเฉพาะหน้า แต่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะถ้าประชาชนไม่เห็นด้วยจะเปลืองงบประมาณหลายพันล้านบาทในการจัดการออกเสียงประชามติไปเปล่าๆ

 


ขณะที่ นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ยิ่งเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 60 มากเท่าใด จะมีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะนายทักษิณ ชิณวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อออกมาพูด บริวารก็ขยับเขยื้อนรับกันเป็นลูกระนาด มีลักษณะการตอบโต้ที่รุนแรงและมีทีท่าว่าจะไม่ปล่อยให้ฝ่าย คสช.ขับเคลื่อนไปฝ่ายเดียว คงออกมาตีคู่กับการทำงานของ คสช. แต่เชื่อว่าการออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่น่าวิตกกังวล เพราะอย่างไรนายทักษิณและพรรคพวกก็ไม่เห็นด้วยกับ คสช.อยู่แล้ว ซึ่งคสช. และแม่น้ำ 5 สาย จะต้องเร่งขับเคลื่อนการทำงานแข่งกับข้อกล่าวหาโจมตีโดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ ควรจะประกาศออกมาให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรในเรื่องใหญ่ ๆ 4-5 เรื่อง ให้เสร็จในระยะเวลา 1 ปีที่เหลือ ต้องจัดลำดับความสำคัญและบอกกับประชาชนไปว่าจะดำเนินการเสร็จเมื่อใด

 


ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญก็ประกาศให้ชัดเจนว่า ต้องการให้การปฏิวัติครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีกแล้ว ก่อนจะส่งต่ออำนาจจะต้องวางหลักเกณฑ์กติกาให้มั่นใจว่า ความเลวร้ายทางการเมืองแบบเก่าจะไม่เกิดขึ้นอีก จึงควรวางกลไกให้บ้านเมืองมีความมั่นคง สงบเรียบร้อย และเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในอนาคตแบบค่อยเป็นค่อยไปและเมื่อมั่นใจแล้วภายในระยะเวลา 2-4 ปีก็ให้เป็นประชาธิปไตยแบบสากลทั่วไป และออกแบบประเทศไม่ให้กลับมาเข้าสู่วงจรอุบาทว์ เพราะจะเป็นความเสียหายของ คสช.ที่ทำแล้วไม่เสร็จสะเด็ดน้ำ

 


ขณะที่ นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คิดแต่การวางกลไกพิเศษทางอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ลืมออกแบบกลไกปฏิรูปที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปในแต่ละด้านอย่างจริงจัง จนทำให้ข้อเสนอเรื่อง สว.สรรหา ที่มีอำนาจพิเศษ 5 ปี ยังเป็นข้อเสนอที่ไม่มีน้ำหนักจนถูกมองว่าเป็นการวางกลไกสืบทอดอำนาจเท่านั้น สมมติว่า คสช.ตั้งใจดีอยากให้มีกลไกพิเศษอย่าง สว.สรรหามาขับเคลื่อนความต่อเนื่องของการปฏิรูปหรือทำหน้าที่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็มีคำถามว่าจะปฏิรูปเรื่องอะไร อย่างไร และสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านแค่กลไก สว.เอาอยู่หรือไม่ และสังคมจะเป็นเจ้าภาพหรือมีส่วนร่วมได้อย่างไร คสช.น่าจะคิดทั้งระบบ

 


นายสุริยะใสกล่าวอีกว่า อยากเรียกร้อง คสช.ออกแบบการปฏิรูปประเทศให้ตกผลึกก่อนว่ามีกี่ภารกิจ ใช้เวลาเท่าไรในแต่ละเรื่อง ค่อยวางกลไกและหาเจ้าภาพมาขับเคลื่อน และดึงภาคส่วนต่างๆในสังคมเข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพ และควรทำให้เสร็จและเป็นรูปธรรมก่อนเลือกตั้ง ไม่อยากเห็นฝ่ายใดก็ตามเอาเรื่องการปฏิรูปมาอ้างและเป็นโวหารไปวันๆ แต่ไม่ได้ทำกันจริงจัง

 


ขณะที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีการเตรียมออกกฎหมายเล่นงาน ขบวนการบิดเบือนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ สนช.กำลังจะออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการลงประชามติ เพื่อให้การลงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ดังนั้นการดำเนินการเพื่อล้มประชามติหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงจะถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย

 


เมื่อถามว่า หากการทำประชามติส่งผลทำให้เกิดการปรับร่างรัฐธรรมนูญ นายพรเพชรกล่าวว่าก็คงต้องไปปรับถ้าหากเสียงส่วนมากของประชามติเห็นด้วย พร้อมยืนยันว่า เห็นด้วยที่จะให้มีส.ว.ในระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีซึ่งเป็นเรื่องจำเป็น ส่วนเรื่อง จะมีเสียงคัดค้านก็ว่ากันไป แต่ที่ สนช.ท้วงติง เพราะเห็นว่าในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. นั้นมีการเลือก ส.ว.ไขว้กัน ระหว่าง กลุ่มวิชาชีพซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา เรื่อง การไม่ได้ผู้เชี่ยวชาญ ในกลุ่มวิชาชีพนั้นอย่างแท้จริงส่งบล็อกโหวตและอาจจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องการฟ้องร้องในการเลือก ส.ว.แบบไขว้ขึ้นมาได้ดัง นั้นถ้าต้องการให้มีบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ ก็ควรจะไว้ใจการทำหน้าที่ของ ส.ว.สรรหาและขอยืนยันว่า การที่สนช. เสนอให้มีส.ว.แต่งตั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ ส.ว.สรรหาที่ สนช.เสนอ ก็มีบริบทที่เหมือนกับบริบทของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ซึ่งต้องการผู้ทรงคุณวุฒิที่หลากหลายมาเป็น ส.ว.

 


ด้าน นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่ 2 กล่าวถึงแนวทางการตั้งคำถามประชามติที่ต้องทำร่วมกันระหว่างสนช.กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.)ว่า คาดว่าในวันที่ 7 เม.ย.นี้จะได้ข้อสรุปว่า สนช.จะตั้งคำถามประชามติหรือไม่ ส่วนกระบวนการในการรับฟังความเห็นของ สปท.นั้น จะเป็นการประสานงานโดยอาศัยกลไกของคณะกมธ.สามัญพิจารณา ศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช.ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธานดำเนินการประสานงานกับ สปท.เพื่อส่งความเห็นมาให้ สนช.พิจารณาต่อไป ทั้งนี้ความคิดเห็นของ สปท.ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด จะไม่ถือเป็นการผูกมัด สนช.เพราะสิทธิในการชี้ขาดตั้งหรือไม่ตั้งคำถามประชามติอยู่ที่ สนช.เท่านั้น

 


นายพีระศักดิ์ กล่าวต่อว่า เบื้องตนจะมีการหารือระหว่างกันก่อน แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จ แต่ก็ทราบเนื้อหากันไปบางส่วนแล้ว อย่างไรก็ตามขณะนี้แนวคำถามของสมาชิกสนช. ค่อนข้างหลากหลาย ตนไม่อยากชี้นำ เพราะอยากให้ประชาชนมีความสนใจเนื้อหาที่แม่น้ำ 5 สายจะช่วยกันรณรงค์ทั้งเนื้อหาตามบทบัญญัติหลักและเนื้อหาตามบทเฉพาะกาล อย่างไรก็ตามส่วนตัวเห็นว่าไม่ควรมีการกำหนดคำถามประชามติควบคู่ไปกับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะอาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้

 


อยากให้ประชาชนสนใจเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า ส่วนจะผ่านหรือไม่ ไม่ขอพูดถึง แต่อยากให้แม่น้ำทั้ง 5 สายร่วมกันรณรงค์ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า

 


ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)กล่าวว่า สถานการณ์ของประเทศเวลานี้ดูเหมือนจะมีความสงบ แต่จริงๆ แล้วยังมีคลื่นใต้น้ำอยู่ ความคิดเห็นทางการเมืองของกลุ่มบุคคลทั้งสองฝั่งที่เคยมีความแตกต่างกันอย่างไรก็ยังคงมีความแตกต่างอยู่เช่นนั้น ดังนั้นการจะทำให้ทุกอย่างราบรื่นจะต้องพาประเทศไทยพ้นจากกับดัก 3 ประการคือทางเศรษฐกิจทางสังคม และการเมือง ทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้ ดังนั้นการที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าได้จะต้องมีการปฏิรูปในระยะเปลี่ยนผ่าน ในระยะเวลาอีก 1 ปี 6 เดือนนับจากนี้ ต้องดำเนินการที่สำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย

1.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

2.จัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

3.สังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2560 และแผนพัฒนาระดับชาติเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการตั้งกระทรวงเศรษฐกิจดิจิตอลเพื่อสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 8 ฉบับเพื่อเข้าสู่ สนช.พิจารณา ทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการเพื่อปฏิรูปประเทศในระยะเปลี่ยนผ่านก่อนที่ประเทศจะเข้าสู่การเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ในปี 2560 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ

 


ขณะที่ นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการทำงานของ กรธ.ภายหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ระบุจะส่งหนังสือข้อเสนอที่มา ส.ว.ถึง กรธ.เป็นลายลักษณ์อักษร แต่หาก นายมีชัยฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ไม่เอาด้วย ต้องให้เหตุผล เพราะเหตุใดจึงไม่เอาว่ายืนยันตามที่นายมีชัยบอกคือ ต้องรอหนังสืออย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งสาระสำคัญที่เสนอมา หลายเรื่องตรงกับแนวคิด กรธ.แต่ไม่ได้หมายความว่า กรธ.รับลูกหรือยอมรับข้อเสนอของ พล.อ.ประวิตรทั้งหมด เพียงแต่งขณะนี้ต้องรอ กรธ.ยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ ถ้าส่งมาพร้อมพิจารณาทันที เวลางวดเข้ามาทุกทีแล้ว ยืนยันกำหนดการเผยร่างสุดท้ายยังเป็น 29 มี.ค.แน่นอน โดยกรธ.ยังทำงานปกติ ไม่อึดอัด หรือกดดันใดๆ หลังจากพล.อ.ประวิตร ส่งสัญญาณตนยืนยันไม่มีความขัดแย้งใดๆ ความสัมพันธ์ระหว่าง นายมีชัยกับพล.อ.ประวิตรยังดีตลอดเวลา ไม่มีแตกคอ หรืองัดข้อแน่นอน

 


นายอมร กล่าวว่า อย่างไรก็ตามที่นักการเมืองกังวลเรื่องการสืบทอดอำนาจนั้นเป็นความเข้าใจของนักการเมืองเอง ไม่อยากไปโต้เถียง แต่ถ้ารับฟังเราอย่างเข้าใจ ไร้อคติ เป็นกลาง ก็จะรู้ และเข้าใจว่า กรธ.ไม่ได้ทำเพื่อสืบทอดอำนาจให้ใคร แต่อยากแก้ปัญหาในอดีต ไม่เกิดความวุ่นวายเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น

 


ส่วนความคืบหน้าในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ล่าสุดก็คืบหน้าไปกว่า 80 เปอร์เซ็นแล้ว โดยคงเหลือเพียงโครงสร้างทางการเมือง วิธีการได้มาซึ่งส.ส. วิธีการได้มาซึ่งส.ว. ที่มานายกรัฐมนตรี และบทเฉพาะกาล โดยจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า

 


นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการทำงานของกรธ. ว่า ขณะนี้กรธ.ทยอยทบทวนปรับแก้ไขบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญไปกว่าร้อยละ 80 แล้ว โดยคงเหลือประเด็นที่ยังไม่มีการพิจารณาคือโครงสร้างทางการเมือง วิธีการได้มาซึ่งส.ส. วิธีการได้มาซึ่งส.ว. ที่มานายกรัฐมนตรี และบทเฉพาะกาล โดยการประชุมในสัปดาห์นี้ นอกจากจะมีการทบทวนรายละเอียดของหมวดต่างๆที่พิจารณาผ่านไปแล้ว เข้าใจว่าน่าจะมีการหยิบยกประเด็นโครงสร้างทางการเมืองต่างๆ มาพูดคุยกัน

 


นายอมร กล่าวว่า เหตุผลที่กรธ.นำประเด็นโครงสร้างทางการเมืองมาพิจารณาในช่วงท้ายๆของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากกรณีนี้มีหลายฝ่ายส่งความเห็นเข้ามาเป็นจำนวนมากและแต่ละข้อเสนอก็ค่อนข้างมีความแตกต่างและซับซ้อนกว่าเรื่องอื่นๆ อีกทั้งการวางกลไกทางการเมืองจะมีผลต่อโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นกรธ.จึงจำเป็นต้องพิจารณาและศึกษารายละเอียดต่างๆให้เกิดความรอบคอบและถี่ถ้วน ส่วนข้อเสนอของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่เสนอให้มีส.ว.สรรหา ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีนั้น ทางกรธ.ขอย้ำว่ายังไม่มีการพูดคุยกันเลย เพราะต้องรอดูรายละเอียดในหนังสือที่จะส่งมาก่อน

 


มั่นใจว่าการทบทวนและปรับปรุงบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.เป็นไปตามมาตรฐานและหลักวิชาการ ทุกสิ่งยังเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่กรธ.ตั้งใจไว้ จึงเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาใด จะเสร็จทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในวันที่ 29 มี.ค.นี้และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายเสร็จสิ้นเชื่อว่าประชาชนจะยอมรับได้"โฆษก กรธ.