- 13 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
จากกรณีการสอบสวนรถเบนซ์ ทะเบียน ขม99 กรุงเทพมหานคร โดยตรวจพบว่าเป็นรถกระทำผิดทุกขั้นตอน ทั้งการนำเข้า ประกอบรถ จดทะเบียน มีการใช้เอกสารปลอมและเลี่ยงภาษี มีชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เป็นผู้ครอบครองนั้น
ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอคาดว่าในวันที่ 18 เม.ย.นี้จะสามารถรู้ผลว่าใครต้องรับผิดชอบกรณีครอบครองเบนซ์หรูสมเด็จช่วง ขณะที่ทีมสอบได้มีการนัดสัปดาห์หน้าเพื่อกำหนดประเด็นคำถามในการสอบปากคำคาดว่าประมาณวันที่ 16 มีนาคมนี้ ส่วน "หลวงพี่แป๊ะ" นัดให้ปากคำ 21 มี.ค.
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า การเข้าสอบปากคำครั้งนี้ ตนได้กำชับ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนชุดดังกล่าว ให้ดำเนินการสอบปากคำสมเด็จช่วง ด้วยความเคารพ ซึ่งตามขั้นตอนการตรวจสอบการครอบครองรถผิดกฎหมายก็ต้องสอบถามถึงขั้นตอนที่มาที่ไป มีการนำเข้าชิ้นส่วน เครื่องยนต์ มาอย่างไรและผู้ครอบครองมีข้อมูลในการพิสูจน์เจตนาอย่างไร ซึ่งเป็นการดำเนินการปกติทั่วไปตรงไปตรงมา เช่นเดียวกับผู้ครอบครองรถผิดกฎหมายรายอื่น
นอกจากนี้ อธิบดีดีเอสไอ ยังกล่าวด้วยว่า คาดว่าภายในวันที่ 18 เมษายนนี้ ซึ่งจะครบ 2 เดือนหลังจากที่ดีเอสไอได้ทำการตรวจสอบ และพบว่ารถเบนซ์คันดังกล่าวเป็นรถที่ดำเนินการผิดกฎหมายทุกขั้นตอน จะมีความชัดเจนในประเด็นของผู้ครอบครองรถมากขึ้น
ขณะที่ พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวว่า ในวันที่ 14 มีนาคมนี้ เวลา 15.00 น. จะมีการประชุมพนักงานสอบสวนเพื่อกำหนดประเด็นที่จะเข้าสอบปากคำสมเด็จช่วง ส่วนภารกิจของตนใน ฐานะหัวหน้าชุดสอบคือเข้าไปกราบนมัสการ แนะนำตัวและวัตถุประสงค์ เพื่อให้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการ ต่อในขั้นตอนสอบปากคำ สำหรับสำนวนในคดีนี้ พนักงานสอบสวนที่สืบสวน ข้อเท็จจริงได้ดำเนินการส่งต่อสำนวนให้กับพนักงานสอบสวนชุดใหม่ คือ สำนักคดีภาษีอากรดำเนินการต่อ หลังดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว จึงไม่มีปัญหาในเรื่องความสมบูรณ์ของสำนวน
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า กรณีพยานปากอื่นนอกจากสมเด็จช่วง ที่ดีเอสไอ ต้องดำเนินการสอบสวนมีหลายส่วน โดยที่สำคัญที่สุด คือ พระมหาศาสนมุนี (ธนกิจ สุภาโว) หรือ หลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดปากน้ำฯ และเลขานุการใกล้ชิด สมเด็จช่วง ที่ระบุเป็นผู้ถวายรถเบนซ์ให้สมเด็จช่วง ซึ่งมีรายงานว่า หลวงพี่แป๊ะได้นัดหมายพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เข้าสอบปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 21 มีนาคมนี้ด้วย
ส่วนความคืบหน้าในการแต่งตั้งสังฆราชก็ยังคงถือฝ่ายที่สนับสนุนสมเด็จช่วงออกมาโจมตีแบบรายวัน อย่างล่าสุดเครือข่ายพุทธฯได้ออกมาประกาศกล่าวหากยังไม่หยุดเคลื่อนไหวค้านสังฆราช รวมทั้งหากรัฐบาลยังไม่รีบนำชื่อสมเด็จช่วงขึ้นทูลเกล้า ทางกลุ่มจะไม่หยุดเคลื่อนไหว จนกว่าจะมีการปฏิบัติตามจารีตประเพณี พร้อมทั้งระบุว่าไม่ได้ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง
นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนาแห่ง ประเทศไทย (สนพ) กล่าวว่า กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา ว่าไม่อยากพูดเรื่องนี้ และอยากให้ทั้งพระ และฆราวาสหยุดการเคลื่อนไหว ถ้าพร้อมเรียบร้อย ก็แต่งตั้งได้ทั้งหมด แต่ถ้าไม่พร้อม และไปเกี่ยวกับเรื่องการเมือง จะเข้าทางกับคนที่ไม่หวังดีนั้น รัฐบาลใช้ภาวะที่ไม่ปกติ มาทำให้เรื่องการตั้งสมเด็จพระสังฆราชไม่ปกติไปด้วย ดังนั้น ถ้ารัฐบาลอยากให้ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธหยุดเคลื่อนไหว รัฐบาลต้อทำให้เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชดำเนินไปตามปกติ ตามจารีตประเพณี โดยใช้กฎหมายเป็นตัวกำหนด นอกจากนี้ ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธขอให้รัฐบาลสบายใจว่า ไม่มีนักการเมืองคนใด มาใช้ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ เป็นเครื่องมือแน่นอน
ขณะเดียวกันองค์กรพุทธได้รวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 40,000 รายชื่อแล้ว ในการถอดถอนผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีวินิจฉัยมาตรา 7 การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ว่า เป็นการดำเนินการผิดขั้นตอนถึงแม้ว่าจะได้รายชื่อตามเป้าหมายแล้ว สนพ.และองค์กรพุทธ ก็ยังเปิดรับรายชื่ออยู่ ส่วนจะไปยื่นถอดถอนเมื่อใดต้องรอดูท่าทีของฝ่ายรัฐบาลและสถานการณ์บ้านเมืองอีกครั้ง"
ส่วนกรณีที่ดีเอสไอจะเข้าไปสอบปากคำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในวันที่ 16 มีนาคมนี้ เนื่องจากท่านเป็นผู้ครอบครองรถยนต์โบราณ ยี่ห้อเมอร์เซเดส เบนซ์ ทะเบียน ขม 99 ที่ดีเอสไอชี้ว่านำเข้าจดประกอบผิดกฎหมายนั้น ภาคีเครือข่ายองค์กรชาวพุทธจะไม่ไปแสดงพลัง หรือระดมคนไปที่วัดปากน้ำฯ เพราะทุกวันนี้วัตถุประสงค์ที่ออกมาเคลื่อนไหวด้านศาสนา เพราะต้องการสนับสนุนในหลักการที่ถูกต้อง ไม่ได้สนับสนุนตัวบุคคล
ขณะที่ นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า วันที่ 16 มีนาคมนี้ ในฐานะผู้สนองงาน ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จะเดินทางไปที่วัดปากน้ำฯ เพื่อคอยดูแลความเรียบร้อยด้วย
ด้านพระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือพุทธะอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพจชื่อ พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ระบุถึงกรณีถูกองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาภาคใต้ได้พาดพิงออกมาเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ กล่าวโจมตีให้ร้าย จ้วงจาบคณะสงฆ์ ด้วยถ้อยคำสาดเสียเทเสีย อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า หากคณะสงฆ์ที่อ้างว่าเป็นองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาทางใต้ ออกแถลงการณ์ว่า พุทธะอิสระ และพวก โจมตีให้ร้าย จ้วงจาบคณะสงฆ์ ก็สามารถรวบรวมหลักฐาน ฟ้องร้อง กล่าวโทษเอาผิดพุทธะอิสระ และพวกได้ ไม่เห็นจะต้องมาแสดงการกดดันรัฐบาลเลย มันไม่ได้ผล หรือมีใบสั่งมาจากใคร ขออธิบายว่าการที่รัฐบาล คสช.ไม่ได้ทำอะไรกับพุทธะอิสระในกรณีเคลื่อนไหว ออกไปยื่นหนังสือกับหน่วยงานต่างๆ นั้น เพราะพุทธะอิสระทำตามกฎหมาย แต่ละเรื่องที่ไปยื่นหนังสือมี หลักฐาน สามารถเอาผิดได้ชัดเจน เช่น กรณีรถหรูของสมเด็จช่วง หรือของวัดไผ่ล้อม เป็นต้น เมื่อทุกเรื่องที่พุทธะอิสระออกไปเคลื่อนไหว สามารถพิสูจน์ให้รัฐบาลเห็นได้ว่า มันมีพยานหลักฐาน ชัดเจน ไม่ใช่เพราะใส่ร้ายป้ายสี แล้วรัฐบาล เขาจะมาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร
ส่วนความเคลื่อนไหวของแกนนำที่อยู่ฝ่ายสนับสนุนสมเด็จช่วง อย่างพระเมธีธรรมาจารย์นั้น ล่าสุดออกมาระบุว่าเจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าพบซึ่งเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพใน เฟซบุ๊กส่วนตัว "พระเมธีธรรมาจารย์ - เจ้าคุณประสาร" ระบุว่าก่อนไปหาความสงบ นั่งกัมมัฏฐานที่วัดป่าในต่างจังหวัด หลังร่วมงานสำคัญๆ และเคลียร์งานแล้ว ขณะกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานคนเดียวช่วงเย็น ก็มีคนมาเคาะประตู เปิดไปกลายเป็นเจ้าหน้าที่ทหารมาขอพบสองนาย บอกว่า "เป็นทหารชั้นผู้น้อย ผู้บังคับบัญชาให้มา มาหลายครั้งแล้วแต่ไม่เจอ วันนี้มารอ เห็นอยู่ในงานเลยไม่แสดงตัว มาเพื่อทำความรู้จักสนิทสนม คุ้นเคย ไม่มีปัญหา ต่างคนต่างทำหน้าที่ อาตมายืนยันว่า เราทำเพื่อพระศาสนาและส่วนรวม
