- 13 มี.ค. 2559
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.tnews.co.th
หลังจากพรรค NLD ของนางอองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งไปอย่างถล่มทลายแล้วนางออซานซูจีก็เดินหน้าในการเจรจาและสานความสัมพันธ์กับกองทัพ เพื่อปูทางไปสู่การบริหารประเทศเมียนมาร์อย่างราบรื่น ซึ่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคมเป็นวันที่เมียนมาร์จะต้องส่งตัวแทนขึ้นมาเพื่อเฟ้นหาประธานาธิบดีคนต่อไป
พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ซึ่งมีนางอองซาน ซู จี เป็นผู้นำ และได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในการเลือกตั้งทั่วไปของพม่าครั้งล่าสุด ได้เสนอชื่อนาย อู ทิน จ่อ เป็นประธานาธิปบดีคนใหม่ ต่อรัฐสภาของพม่า โดยนายอู ทิน จอว และนายเฮนรี วาน เทียว จากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี ได้รับการยืนยันให้เป็นตัวแทนชิงตำแหน่งประธานาธิบดีพม่า โดยทั้งคู่เอาชนะคู่แข่งจากพรรคสหสามัคคีเพื่อการพัฒนา หรือยูเอสดีพีไปอย่างง่ายดาย ในการลงมติที่รัฐสภา ณ กรุงเนปิดอว์ ทั้งนี้การลงมติแบ่งเป็นการลงมติของสภาสูงและสภาล่าง โดยนายอู ทิน จอว ตัวแทนจากพรรคเอ็นแอลดี เข้าชิงเป็นตัวแทนของสภาล่าง สามารถเอาชนะนายสายหมอกคำ รองประธานาธิบดีพม่าที่กำลังจะพ้นวาระในไม่ช้า ซึ่งนายอู ทินจอว ได้คะแนนเสียงไป 274 เสียง จากทั้งหมด 317 เสียง คิดเป็น ร้อยละ 86 ส่วนนายสายหมอกคำ ได้ไป 29 เสียง ส่วนอีก 14 เสียงได้รับการประกาศให้เป็นโมฆะ โดยการคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายของนายทิน จอว เป็นเพราะได้รับเสียงสนับสนุนของสมาชิกพรรคชนกลุ่มน้อยร่วมด้วย ซึ่งในสภาล่างมีสมาชิกพรรคยูเอสดีพีนั่งเก้าอี้อยู่ 30 ที่นั่ง โดย นางอองซาน ซูจี หัวหน้าพรรคเอ็นแอลดีได้เข้าร่วมการลงมติด้วย ในฐานะตัวแทนจากเขตกอว์มู
ส่วนทางฝั่งสภาสูง นายเฮนรี วาน เทียว ตัวแทนจากพรรคเอ็นแอลดี ก็คว้าชัยชนะจากอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร อย่างนายอู ขิ่น ออง หมิ่น โดยนายเฮนรี วาน เทียว ได้คะแนนไป 148 เสียง ส่วนนายอู ขิ่น ออง หมิ่น ได้ไป 13 เสียง ส่วนอีก 6 เสียงได้รับการประกาศให้เป็นโมฆะ สำหรับตัวแทนจากสภาสูงและสภาล่าง รวมถึงตัวแทนจากกองทัพ จะได้รับการตรวจสอบจากทีมพิจารณา นอกจากนั้น คาดการณ์กันว่า กองทัพจะประกาศให้นาย อู หมิ่น ฉ่วย เป็นตัวแทนฝ่ายกองทัพ ในวันที่ 14 มีนาคมนี้
ประวัติความเป็นมาของนายอูทินจ่อ วัย 69 ปี เป็นเพื่อนเรียนของ นางออง ซาน ซู จี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดในประเทศอังกฤษ เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาที่นางซู จี ให้ความเชื่อถือมากที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นลูกเขยของอู ลวิน หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคเอ็นแอลดี ซึ่งในช่วงที่นางซู จี ถูกกองทัพสั่งกักบริเวณอยู่ในบ้านพัก นายทิน จ่อ เป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญที่สุดของพรรคเอ็นแอลดี และยังเป็นผู้บริหารอาวุโสในมูลนิธิที่นางซู จี ตั้งขึ้นอีกด้วย ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การที่นายทิน จ่อ มีความภักดีต่อนางซู จี อย่างไม่มีข้อสงสัย รวมทั้งยังเคยทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้นางซู จีอีกด้วย การเสนอชื่อนายทิน จ่อ ให้เป็นผู้นำเมียนมาในครั้งนี้ สอดคล้องกับคำประกาศก่อนหน้านี้ของนางซู จี ที่ระบุว่า จะบริหารประเทศผ่านตัวแทนหรือมีอำนาจอยู่เหนือผู้ที่ไว้วางใจให้มาดำรงตำแหน่งแทน เนื่องจากนางซู จี ไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมาได้ ตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 59 (เอฟ) ที่ห้ามไม่ให้ผู้ที่มีคู่สมรสหรือบุตรเป็นชาวต่างชาติดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ขณะที่ทางด้านของกองทัพได้มีการเปิดเผยรายชื่อผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว
เมื่อประกาศรายชื่อ พล.ท.มยินต์ ส่วย นายทหารเกษียณอายุราชการวัย 64 ปี ที่ยังคงมีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำคว่ำบาตรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศ พล.ท.มยินต์ ส่วย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งมุขมนตรีเขตย่างกุ้ง ถูกมองว่าเป็นนายทหารคนสนิทของ พล.อ.อาวุโส ตาน ฉ่วย อดีตผู้นำสูงสุดของรัฐบาลทหารเมียนมา และมาจากหน่วยงานกองทัพ ที่นำพาประเทศจมดิ่งเข้าสู่ความยากจน ภายใต้การปกครองแบบโดดเดี่ยวนานหลายทศวรรษ โดยพล.ท.มยินต์ ส่วย เป็นตัวแทนของกองทัพ ซึ่งมีที่นั่งร้อยละ 25 ทั้งในสภาสูงและสภาล่างโดยอัตโนมัติ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังเป็นเป้าประสงค์หลังของนางอองซานซูจี โดยเธอ หวังว่าจะสามารถโน้มน้าวทหารให้เห็นชอบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ซูจีเป็นประธานาธิบดี แต่เรื่องเหล่านี้ก็มาชัดเจนเมื่อปลายเดือนก่อนว่า ความหวังนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น ทำให้ซูจีตัดสินใจย่นเวลาการเจรจาต่อรอง และขยับกระบวนการเลือกประธานาธิบดีตัวแทนให้เร็วขึ้น 1 สัปดาห์
หลังจากนี้ต้องมาติดตามความเคลื่อนไหวในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางด้านการเมืองกันว่า หลังจากที่ได้มีการส่งรายชื่อผู้ที่จะขึ้นมาชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว หลังจากนี้จะมีการโหวตเลือกประธานาธิบดีกันเมื่อไหร่ ซึ่งคาดการณ์กันว่าจะมีการเลือกประธานาธิบดีในวันที่ 17-18 มีนาคมนี้ เมียนมาร์จะสามารถก้าวเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบได้หรือไม่ ทิศทางการเมืองต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์การเมืองที่เมียนมาร์กันอย่างใกล้ชิด
